โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เราเหมาะกับกาแฟไหม? วิจัยชี้ "ยีนบางคน" ไม่ควรดื่ม เช็กเลย ใครควรเลี่ยง

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ดื่มกาแฟทุกวันใช่ว่าดีเสมอ งานวิจัยใหม่ชี้ บางคน ยีนไม่เหมาะจะดื่มกาแฟ เสี่ยงไตพัง-ความดันพุ่งไม่รู้ตัว

ดื่มกาแฟทุกวันใช่ว่าดีเสมอ งานวิจัยใหม่ชี้ บางคนยีนไม่เหมาะจะดื่มกาแฟ เสี่ยงไตพัง-ความดันพุ่งไม่รู้ตัว

กาแฟถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมายาวนาน ทั้งในแง่ของสารต้านอนุมูลอิสระ การช่วยลดการอักเสบ และการสนับสนุนสุขภาพหัวใจ แต่ผลการศึกษาใหม่กลับชี้ว่า “กาแฟอาจไม่เหมาะกับทุกคน” โดยเฉพาะผู้ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมบางประเภท ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากคาเฟอีนมากกว่าคนทั่วไป

ข้อมูลจากงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร JAMA Network Open ระบุว่า การดื่มกาแฟในปริมาณมากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาไตและภาวะความดันโลหิตสูงในกลุ่มคนที่ร่างกายเผาผลาญคาเฟอีนได้ช้า โดยปัจจัยสำคัญมาจากยีนที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดคาเฟอีนในร่างกาย

ยีน CYP1A2 ตัวแปรสำคัญ ทำไมบางคนดื่มกาแฟแล้วใจสั่นนาน

นักวิจัยให้ความสำคัญกับยีนที่ชื่อว่า CYP1A2 ซึ่งมีหน้าที่ผลิตเอนไซม์ช่วยย่อยสลายคาเฟอีนในร่างกาย โดยกว่า 95% ของคาเฟอีนที่เราบริโภคจะถูกกำจัดผ่านระบบนี้

อย่างไรก็ตาม หากมีความแปรผันทางพันธุกรรมชนิด RS762551 ร่างกายอาจกำจัดคาเฟอีนได้ช้ากว่าปกติ ผู้ที่มีจีโนไทป์ AC หรือ CC จัดอยู่ในกลุ่ม “เผาผลาญคาเฟอีนช้า” ขณะที่ผู้มีจีโนไทป์ AA จะสามารถกำจัดคาเฟอีนได้เร็วกว่า

นั่นหมายความว่า หลังดื่มกาแฟ คาเฟอีนอาจตกค้างในร่างกายของบางคนได้นานหลายชั่วโมง ส่งผลต่อระบบหัวใจ ความดันโลหิต และการทำงานของไตนานกว่าคนทั่วไป

งานวิจัยติดตามกว่า 7 ปี พบกลุ่มเสี่ยงชัดเจน

การศึกษาดังกล่าวติดตามอาสาสมัครจำนวน 1,180 คน อายุระหว่าง 18–45 ปี ซึ่งอยู่ในภาวะความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 และยังไม่ได้รับยา ในประเทศอิตาลี เพื่อศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการดื่มกาแฟ พันธุกรรม และสุขภาพไต

นักวิจัยคัดออกผู้ที่มีโรคไต โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เพื่อลดปัจจัยรบกวน ก่อนคัดเลือกกลุ่มที่มีข้อมูลพันธุกรรมครบถ้วนจำนวน 604 คน และติดตามผลเฉลี่ยยาวนานถึง 7.5 ปี

ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามพฤติกรรมการดื่มกาแฟ ได้แก่

  • ดื่มไม่เกิน 1 แก้วต่อวัน
  • ดื่มวันละ 1–3 แก้ว
  • ดื่มมากกว่า 3 แก้วต่อวัน

จากนั้นติดตามตัวชี้วัดสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพไต ได้แก่ ภาวะโปรตีนในปัสสาวะสูง (Albuminuria) อัตราการกรองของไตผิดปกติ และภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนของโรคไตเรื้อรังในระยะเริ่มต้น

ดื่มกาแฟเกิน 3 แก้วต่อวัน เสี่ยงไตพังในบางกลุ่ม

ผลลัพธ์พบว่า ผู้ที่ร่างกายเผาผลาญคาเฟอีนช้าและดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน มีความเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ได้แก่

  • เสี่ยงภาวะโปรตีนในปัสสาวะสูงขึ้น 2.7 เท่า
  • เสี่ยงอัตราการกรองของไตผิดปกติเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า
  • เสี่ยงภาวะความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น 2.8 เท่า

ในทางกลับกัน กลุ่มที่ร่างกายเผาผลาญคาเฟอีนได้เร็ว นักวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการดื่มกาแฟกับความเสี่ยงต่อไตเสียหาย

ทีมวิจัยอธิบายว่า คาเฟอีนไม่ได้มีผลเฉพาะต่อสมอง แต่ยังส่งผลต่อหลอดเลือดและการทำงานของไต รวมถึงอาจรบกวนสารอะดีโนซีน ซึ่งมีหน้าที่ช่วยปกป้องไตจากภาวะขาดออกซิเจน ทำให้บางคนมีแนวโน้มเสี่ยงต่อความเสียหายของไตมากขึ้น

เช็กสัญญาณ ร่างกายคุณอาจ “เผาผลาญคาเฟอีนช้า”

แม้ผลวิจัยจะสร้างความกังวล แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเลิกดื่มกาแฟ สิ่งสำคัญคือการสังเกตว่าร่างกายตอบสนองต่อคาเฟอีนอย่างไร

กลุ่มที่เผาผลาญคาเฟอีนช้ามักมีอาการเหล่านี้หลังดื่มกาแฟ แม้ปริมาณไม่มาก

  • หัวใจเต้นเร็วหรือใจสั่น
  • กระสับกระส่าย วิตกกังวล
  • นอนหลับยาก
  • ปวดท้องหรือไม่สบายท้อง
  • ปัสสาวะบ่อย
  • รู้สึกฤทธิ์กาแฟอยู่นานหลายชั่วโมง

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากดื่มกาแฟเพียงเล็กน้อยแล้วรู้สึกใจสั่น หรือนอนไม่หลับเป็นเวลานาน ควรลดปริมาณคาเฟอีน และหลีกเลี่ยงการดื่มในช่วงเย็น โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงโรคไต หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรระวังการดื่มมากเกินไปในแต่ละวัน

กาแฟยังดื่มได้ แต่ “ความพอดี” และร่างกายแต่ละคนสำคัญที่สุด

แม้งานวิจัยนี้จะชี้ให้เห็นความเสี่ยงบางด้าน แต่ผู้วิจัยย้ำว่ายังไม่สามารถสรุปได้ว่าคาเฟอีนเป็นสาเหตุโดยตรงของไตเสียหาย เพราะข้อมูลมาจากผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงระยะต้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ครั้งนี้สะท้อนแนวคิดเรื่อง “โภชนาการเฉพาะบุคคล” มากขึ้นว่า อาหารหรือเครื่องดื่มที่เหมาะกับคนหนึ่ง อาจไม่จำเป็นต้องเหมาะกับอีกคน การรู้จักร่างกายตัวเองและบริโภคอย่างเหมาะสม จึงอาจเป็นกุญแจสำคัญของสุขภาพที่ดีในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...