ร้านอาหารแห่ทิ้งสูตรเดิม ดึงหุ่นยนต์-ระบบออโต้หนีตายต้นทุนพุ่งชิงเค้ก 1.24 ล้านล้าน
อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ มองตลาดอาหารไทยปี 2026 มูลค่าพุ่งแตะ1.24 ล้านล้าน ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง ร้านอาหาร 74% แห่ทรานส์ฟอร์มสลัดภาพธุรกิจแบบเดิมหันพึ่งพาระบบอัตโนมัติเจาะลึกสมาร์ทโซลูชัน ตั้งแต่ในครัวยันหน้าร้านลดต้นทุน-เพิ่มกำไร
10 มิถุนายน 2569 - นางสาวสุภาภรณ์ อังศรีสุรพร ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการอาวุโส อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย เปิดเผยว่าอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าในปี 2026 มูลค่าตลาดจะเติบโตทะลุ 1.24 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยบวกด้านการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว พฤติกรรมการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน และความนิยมในอาหารพร้อมทานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูลเชิงลึกพบว่า กลุ่มร้านอาหารที่ให้บริการแบบรวดเร็วจะเป็นกลุ่มที่ครองส่วนแบ่งตลาดได้สูง เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในเรื่องของเวลาและระดับราคาที่เหมาะสม ขณะที่โครงสร้างส่วนใหญ่ของตลาดยังคงเป็นร้านอาหารอิสระและสตรีทฟู้ด ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 73.78% เมื่อเทียบกับร้านอาหารที่เป็นลักษณะสาขา ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและจำนวนของผู้ประกอบการรายย่อยในระบบเศรษฐกิจไทยที่ต้องลงสนามแข่งขันกันอย่างดุเดือด
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมตลาดจะมีแนวโน้มเติบโต แต่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญหน้ากับโจทย์ใหญ่ด้านการบริหารจัดการต้นทุนและแรงงาน ทำให้พฤติกรรมในการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยพบว่ามีผู้ประกอบการมากถึง 74% ที่มีความต้องการนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเข้ามาปรับใช้ในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้
“การทำธุรกิจแบบเดิม ทำเท่าเดิม โตยาก ในวันที่การแข่งขันสูง ผู้ประกอบการมองเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นทางรอดที่ขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น ลดต้นทุนและแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากขึ้น”
เลิกพึ่งดวง แล้วหันมาพึ่ง "ระบบหลังบ้าน" คีย์เวิร์ดสำคัญคือต้องลดต้นทุนได้จริง
ยุคนี้เทรนด์การซื้ออุปกรณ์เข้าร้านไม่ได้เน้นแค่ความสวยงามแล้ว แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ "คุ้มทุนและเพิ่มกำไร" ได้จริง ซึ่งถ้าแบ่งตามพฤติกรรมการลงทุนของผู้ประกอบการ จะเห็นภาพชัดๆ 2 ส่วน คือ :
1. ฝั่งในครัว (Back of House) เปลี่ยนมาใช้ระบบกึ่งอัตโนมัติ
- เน้นของอึด ถึก ทน : เลือกเครื่องครัวระดับโปรที่เปิดใช้งานหนักๆ ได้ทั้งวันไม่มีพัง
- คุมมาตรฐานได้นิ่ง : เครื่องครัวอัจฉริยะช่วยให้รสชาติอาหารนิ่ง สนิท ไม่ว่าใครทำก็อร่อยเหมือนกัน แถมยังทำเวลาได้เร็วขึ้นมาก
- กดปุ่มเดียวจบ : มีโปรแกรมสำเร็จรูปช่วยลดขั้นตอนยุ่งยาก ทำเมนูยากๆ ได้พร้อมกัน แถมยังช่วยเซฟค่าไฟ ตอบโจทย์เรื่องรักษ์โลกไปในตัว
2. ฝั่งหน้าร้าน (Front of House) บริหารด้วยดาต้า
- หมดยุคจดกระดาษ : ร้านค้าหันมาใช้ระบบ POS อัจฉริยะ และให้ลูกค้าสแกนสั่งอาหาร-จ่ายเงินผ่านมือถือเอง ช่วยลดความผิดพลาดในการรับออเดอร์ไปได้เยอะมาก
- เอาข้อมูลมาทำเงิน : ระบบพวกนี้ไม่ได้มีไว้แค่คิดเงิน แต่เก็บข้อมูลไปช่วยวิเคราะห์ต่อได้เลยว่า เมนูไหนขายดี เมนูไหนควรเลิกขาย และต้องตุนวัตถุดิบเท่าไหร่ ไม่ให้เหลือทิ้งจนกลายเป็นต้นทุนจม
สรุปง่าย ๆ เลยคือ เกมธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม พ.ศ. นี้ ใครเร็วกว่า แม่นกว่า และคุมต้นทุนหลังบ้านได้ดีกว่า คนนั้นคือผู้ชนะ
ไม่ใช่แค่ซื้อเครื่องมือ แต่ต้องปรับวิธีคิดให้ทันโลก
นอกเหนือจากการหาอุปกรณ์ล้ำๆ มาลงในร้านแล้ว สิ่งที่คนในวงการนี้กำลังตื่นตัวกันมากๆ คือการอัปเกรดความรู้และฝีมือของคนทำงานให้ทันเทคโนโลยี เพราะถึงเครื่องมือจะดีแค่ไหน แต่ถ้าคนใช้ไม่เป็นก็ไม่มีประโยชน์
เรื่องนี้ทำให้เห็นภาพรวมของอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาคอาเซียนเลยว่า ตอนนี้ทุกคนกำลังมุ่งไปที่เรื่องเดียวกันคือ :
- ปั้นคนให้เก่งดิจิทัล : ฝั่งคนทำโรงแรมและร้านอาหารในอาเซียนกำลังหันมาแชร์ไอเดียกัน เพื่อนำนวัตกรรมดิจิทัลมาขับเคลื่อนธุรกิจท่องเที่ยวและการบริการร่วมกัน
- ครัวยุคใหม่ต้องฉลาด (Smart Kitchen) : วงการเชนร้านอาหารและเชฟมืออาชีพ กำลังปรับตัวหันมาฝึกทักษะการใช้เครื่องครัวนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรังสรรค์เมนูเด็ดให้ได้เร็วและมีมาตรฐานสูงขึ้น
ภาพรวมทั้งหมดนี้กำลังบอกว่า เค้กก้อนเค้ก 1.24 ล้านล้านบาทก้อนนี้ ไม่ได้เปิดทางให้กับการทำธุรกิจแบบเดิมๆ อีกต่อไป ร้านอาหารยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจากการใช้ "แรงงานคน" ไปเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย "เทคโนโลยีและข้อมูล" ใครขยับตัวก่อน วางระบบได้เป๊ะกว่า ก็เตรียมเปิดกระเป๋ารับส่วนแบ่งเค้กก้อนใหญ่นี้ได้สำเร็จ