โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จีนผงาด ยึดโลกยานยนต์

Thairath Money

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว
ภาพไฮไลต์

งานแสดงรถยนต์ Auto China 2026 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคมปีนี้ ไม่ได้เป็นแค่เพียงมหกรรมโชว์นวัตกรรมยานยนต์ หากแต่ได้กลายเป็นฉากสำคัญของการเปลี่ยนขั้วอำนาจในอุตสาหกรรมรถยนต์โลกอย่างเงียบงัน แต่หนักแน่น

บนพื้นที่กว่า 380,000 ตารางเมตร รถยนต์กว่า 1,400 คันจอดเรียงรายราวกับประกาศศักดาแห่งยุคสมัยใหม่ สื่อมวลชนจากทั่วโลก รวมทั้งอินฟลูเอนเซอร์ได้มีการเดินถ่ายทอดสด ผู้บริหารระดับสูงของค่ายรถยนต์ได้ยืนอธิบายเทคโนโลยีหน้าจอขนาดยักษ์ และผู้ชมจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาไม่ต่างจากงานเทคโนโลยีระดับโลก ภาพทั้งหมดสะท้อนความจริงข้อหนึ่งอย่างชัดเจน—ศูนย์กลางของโลกยานยนต์กำลังเคลื่อนตัว

ครั้งหนึ่ง ค่ายรถยนต์แบรนด์ยุโรปและญี่ปุ่นเคยเป็นผู้กำหนดทิศทางอุตสาหกรรม รถยนต์จากเยอรมนีคือมาตรฐานของความหรูหรา ญี่ปุ่นคือสัญลักษณ์ของคุณภาพและความทนทาน แต่ในวันนี้ ผู้เล่นหน้าใหม่จากจีนกำลังเขียนกติกาใหม่ของเกมด้วยความเร็วที่หลายฝ่ายแทบตั้งตัวไม่ทัน

ผู้ผลิตจีนไม่ได้แข่งขันด้วยภาพลักษณ์หรือประวัติศาสตร์ยาวนาน หากเลือกใช้อาวุธที่ทรงพลังกว่านั้น นั่นคือ เทคโนโลยีและความเร็วในการพัฒนา รถยนต์ไฟฟ้าจากบริษัทจีนสามารถออกสู่ตลาดภายในเวลาเพียง 18–24 เดือน เร็วกว่าผู้ผลิตดั้งเดิมเกือบครึ่งหนึ่ง และยังมีราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

แบรนด์อย่าง BYD, Xiaomi และ Xpeng กำลังเปลี่ยนความหมายของคำว่า “รถยนต์” จากเครื่องจักรกลสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลเคลื่อนที่ รถรุ่นใหม่ไม่ได้มีจุดขายเพียงระยะทางวิ่งหรืออัตราเร่ง แต่รวมถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสื่อสารกับผู้ขับ เข้าใจคำสั่งเสียง วิเคราะห์พฤติกรรม และตอบสนองต่ออารมณ์ของมนุษย์ได้

เมื่อซีอีโอของ Xiaomi ทดลองขับรถไฟฟ้าจากปักกิ่งไปเซี่ยงไฮ้ระยะทางกว่า 1,300 กิโลเมตร โดยแวะชาร์จเพียงครั้งเดียว เหตุการณ์นั้นไม่ได้เป็นเพียงการทดสอบสมรรถนะ แต่เป็นสัญญาณว่าข้อจำกัดเดิมของรถยนต์ไฟฟ้ากำลังถูกลบเลือนอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน จีนใช้เวลากว่า 25 ปีสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ชิปประมวลผล ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟ และเมื่อรัฐบาลปักกิ่งประกาศยุทธศาสตร์ “AI Plus” เพื่อฝังปัญญาประดิษฐ์ลงในทุกภาคเศรษฐกิจ รถยนต์จึงกลายเป็นสนามทดลองสำคัญที่สุดของยุคใหม่

รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเครื่องจักรที่คิด วิเคราะห์ และตัดสินใจได้เอง ผู้ขับสามารถสั่งให้รถหาที่จอดใกล้ประตูห้าง รถสามารถนำทางด้วยกล้องแม้ไม่มีแผนที่ หรือแม้กระทั่งปรับแสง เสียงเพลง และบรรยากาศภายในห้องโดยสารตามระดับความเครียดของผู้ขับ

เส้นแบ่งระหว่างบริษัทเทคโนโลยีกับผู้ผลิตรถยนต์จึงแทบเลือนหาย รถยนต์ไม่ได้ถูกนิยามด้วยเครื่องยนต์อีกต่อไป แต่ด้วยซอฟต์แวร์ ชิป และระบบ AI ที่อยู่ภายใน

บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Huawei ลงทุนมหาศาลในชิป AI และระบบขับขี่อัจฉริยะ ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์จีนจำนวนมากเร่งพัฒนาชิปของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นการแข่งขันเชิงอุตสาหกรรมและความมั่นคงทางเทคโนโลยีระดับประเทศ

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก โดยเฉพาะค่ายรถดั้งเดิมที่เคยครองตลาดจีนมานาน หลายบริษัทเริ่มยอมรับความจริงว่า การแข่งขันในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกไม่อาจใช้สูตรเดิมได้อีกต่อไป

ค่ายยุโรปและญี่ปุ่นจำนวนมากหันมาใช้กลยุทธ์ใหม่ “ผลิตในจีน เพื่อโลก” พวกเขาไม่ได้มองจีนเพียงเป็นตลาดขายสินค้าอีกแล้ว แต่กลายเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีและฐานการผลิตต้นทุนต่ำ ความร่วมมือระหว่างบริษัทตะวันตกกับบริษัทจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การใช้ระบบช่วยขับของบริษัทเทคโนโลยีจีน ไปจนถึงการร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มรถไฟฟ้ารุ่นใหม่

ความย้อนแย้งที่น่าสนใจคือ ในอดีต จีนเคยเป็นฝ่ายเรียนรู้จากตะวันตก แต่วันนี้ค่ายรถต่างชาติกลับต้องเดินทางมาศึกษาความเร็วในการพัฒนา นวัตกรรม และประสิทธิภาพการผลิตจากจีนแทน

แรงกดดันดังกล่าวเห็นได้ชัดในกลุ่มผู้ผลิตญี่ปุ่น ฮอนด้า ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของวิศวกรรมระดับโลก ต้องหวนกลับไปคืนอำนาจให้ฝ่ายวิจัยและพัฒนาเพื่อปลุกจิตวิญญาณนวัตกรรมอีกครั้ง ผู้บริหารระดับสูงยอมรับตรงไปตรงมาว่า เมื่อได้เห็นโรงงานซัพพลายเออร์จีนที่ใช้ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ เขาตระหนักถึงจุดแข็งของคู่แข่ง—เร็วกว่า ถูกกว่า และยังคงคุณภาพได้ดี

คำกล่าวว่า “เราแทบไม่มีทางสู้ (ค่ายรถจีน) ได้เลย” ของ Toshihiro Mibe ประธานฮอนด้ามอเตอร์ ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการยอมรับความจริงของยุคสมัยใหม่

ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์สหรัฐกำลังเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการร่วมมือกับค่ายรถจีนในตลาดโลก กับการปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันด้านความมั่นคงและการเมืองภายในสหรัฐ

จิม ฟาร์ลีย์ ประธานและซีอีโอของฟอร์ด เปิดเผยว่า ฟอร์ดจำเป็นต้องใช้ความร่วมมือระดับโลก รวมถึงการแบ่งปันทรัพย์สินทางปัญญากับผู้ผลิตรถยนต์จีน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ หลังมีรายงานว่าฟอร์ดเคยหารือกับจีลี่ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับสองของจีน เกี่ยวกับความร่วมมือในยุโรป และอาจขยายไปสู่การใช้เทคโนโลยีของจีลี่ในสหรัฐ แม้การเจรจาจะชะงักลงในเวลานี้

ฟอร์ดย้ำว่าบริษัทยังคงเป็นองค์กรระดับโลกและต้องการพันธมิตรนอกสหรัฐเพื่อเติบโต แต่ฟาร์ลีย์แสดงความกังวลต่อการเปิดตลาดอเมริกาให้รถยนต์จีน โดยมองว่าเป็นประเด็นความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมย้ำความจำเป็นในการปกป้องฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ และรักษาสภาพการแข่งขันที่เป็นธรรม เช่นเดียวกับที่จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมภายในประเทศของตน

ขณะที่แมรี บาร์รา ซีอีโอของเจเนอรัล มอเตอร์ส หรือ GM ระบุว่า รถยนต์จีนมีบทบาทสูงในตลาดนอกสหรัฐ และ GM ใช้ทั้งรถที่พัฒนาในอเมริกาและรถจากจีน ผ่านบริษัทร่วมทุนกับรัฐวิสาหกิจจีน เพื่อตอบสนองตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนไหวต่อราคา

ทั้งฟอร์ดและจีเอ็มต่างใช้จีนเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก ฟาร์ลีย์เคยระบุว่าจีนเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ที่ค่ายรถทั่วโลกต้องรับมือ และฟอร์ดจะใช้โอกาสจากตลาดจีนอย่างเหมาะสม แม้การนำความร่วมมือดังกล่าวกลับเข้าสู่สหรัฐจะเผชิญอุปสรรคทางการเมืองสูง

ขณะเดียวกัน การแข่งขันภายในจีนเองก็รุนแรงไม่แพ้กัน สงครามราคา การแลกรถเก่าเพื่อลดราคา และการเปิดตัวแบรนด์ใหม่จำนวนมาก ทำให้ตลาดเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตต้องแข่งขันกันไม่เพียงด้านราคา แต่ต้องเพิ่ม “ความคุ้มค่า” ผ่านเทคโนโลยี สมรรถนะ และประสบการณ์ใช้งานที่เหนือกว่า

รถ SUV ขนาดใหญ่กลายเป็นดาวรุ่งของตลาด ผู้บริโภคจีนให้ความสำคัญกับพื้นที่ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีอัจฉริยะมากกว่าชื่อเสียงแบรนด์แบบเดิม นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมของผู้บริโภคที่ทำให้แบรนด์ท้องถิ่นสามารถก้าวขึ้นสู่ตลาดพรีเมียมได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้เมื่อไม่กี่ปีก่อน—การที่ผู้บริโภคจีนเลือกแบรนด์หรูในประเทศแทนแบรนด์ยุโรป—วันนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว และคำถามสำคัญต่อจากนี้คือ แนวโน้มดังกล่าวจะขยายไปทั่วโลกหรือไม่

ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยิ่งเร่งให้ผู้บริโภคหันมาสู่รถไฟฟ้าเร็วขึ้น ตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นเป้าหมายใหม่ของผู้ผลิตจีนที่เริ่มส่งออกอย่างจริงจัง แม้ต้องเผชิญมาตรการภาษีหรือข้อจำกัดทางการค้า แต่ความได้เปรียบด้านต้นทุนและเทคโนโลยียังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญ

โลกยานยนต์จึงกำลังเข้าสู่ยุคที่การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่กำลังเครื่องยนต์หรือความเร็วสูงสุดอีกต่อไป หากอยู่ที่ความสามารถของซอฟต์แวร์ ปัญญาประดิษฐ์ และระบบนิเวศดิจิทัลที่เชื่อมต่อผู้ใช้เข้ากับชีวิตประจำวัน

รถยนต์กำลังเปลี่ยนบทบาทจากพาหนะเดินทางสู่ “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” บนล้อ ที่สามารถจัดการชีวิตประจำวัน จองร้านอาหาร รับรู้สภาพจิตใจ หรือแม้แต่เรียนรู้พฤติกรรมของเจ้าของ

และเมื่อรถยนต์เริ่มคิดได้เอง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครผลิตรถได้ดีที่สุด แต่คือใครสามารถสร้างสมองให้กับรถได้ฉลาดที่สุด

งาน Auto China 2026 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน จึงไม่ใช่แค่งานแสดงรถยนต์ หากเป็นภาพสะท้อนของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน อำนาจนำของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เคยมั่นคงมานานหลายทศวรรษกำลังถูกท้าทาย ผู้ตามในอดีตกำลังกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางอนาคต

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าผู้ชนะสุดท้ายจะเป็นใคร แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนแล้วคือ เกมได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และเสียงเครื่องยนต์ที่เคยดังกึกก้องกำลังถูกแทนที่ด้วยเสียงเงียบของมอเตอร์ไฟฟ้า และการประมวลผลของปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์อัจฉริยะอย่างเต็มตัว และศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ กำลังหมุนอยู่ที่จีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จีนผงาด ยึดโลกยานยนต์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...