โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทำไม ‘ชิงช้าสวรรค์’ ถึงอยู่รอด จากเวทีประกวดวงดนตรีลูกทุ่ง สู่การสร้างแฟนด้อมด้วยพลังของโรงเรียน

The Momentum

อัพเดต 04 มิ.ย. เวลา 18.12 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. เวลา 06.50 น. • THE MOMENTUM

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชื่อของ ‘ชิงช้าสวรรค์’ กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์อีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะรายการประกวดดนตรีนักเรียนที่อยู่คู่หน้าจอทีวีไทยมานาน แต่กลายเป็นคอนเทนต์ที่ถูกนำไปแชร์ ตัดต่อ และรีแอกต่อบน TikTok อย่างต่อเนื่อง

คลิปการแสดงของผู้เข้าแข่งขันหลายโรงเรียนมียอดรับชมหลักล้านครั้ง ขณะที่ครีเอเตอร์จำนวนไม่น้อยเลือกทำวิดีโอรีแอกชัน วิเคราะห์การร้อง การแสดง และบรรยากาศการแข่งขัน จนเกิดเป็นบทสนทนาระหว่างผู้ชมที่เติบโตมากับรายการ กับคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งรู้จักชิงช้าสวรรค์ผ่านฟีดโซเชียลมีเดีย

ปรากฏการณ์นี้น่าสนใจไม่น้อย เพราะเกิดขึ้นในยุคที่พฤติกรรมการเสพสื่อของผู้คนเปลี่ยนไปอย่างมาก รายการโทรทัศน์จำนวนไม่น้อยถูกแทนที่ด้วย YouTube, TikTok และแพลตฟอร์มสตรีมมิง แต่ชิงช้าสวรรค์กลับยังรักษาฐานผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง และสร้างกระแสบนแพลตฟอร์มใหม่ๆ ได้โดยไม่สูญเสียตัวตนเดิม โดยปีนี้แชมป์ตกเป็นของโรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ผ่านความผิดหวังมาหลายต่อหลายครั้ง จนประสบความสำเร็จในปีนี้

คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทำไมรายการนี้ยังอยู่ได้” แต่คือ ชิงช้าสวรรค์มีโมเดลการสร้างผู้ชมและสร้างแบรนด์อย่างไร จึงสามารถยืนระยะผ่านการเปลี่ยนแปลงของสื่อหลายยุค ตั้งแต่ยุคโทรทัศน์เฟื่องฟู จนถึงยุคอัลกอริทึมและคอนเทนต์ไวรัลในปัจจุบัน

1. ชิงช้าสวรรค์ไม่ได้สร้างแค่ผู้ชม แต่สร้าง ‘กองเชียร์’

ความแตกต่างสำคัญของชิงช้าสวรรค์คือ การแข่งขันไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างบุคคล แต่เกิดขึ้นในนาม ‘โรงเรียน’

เมื่อโรงเรียนหนึ่งก้าวขึ้นสู่เวที พลังขับเคลื่อนที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่กลุ่มเป้าหมายกระจัดกระจาย แต่คือความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในชีวิตจริง ตั้งแต่เพื่อนร่วมชั้น ครูบาอาจารย์ ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า ไปจนถึงคนในท้องถิ่นที่พร้อมใจกันลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นกองเชียร์โดยอัตโนมัติ

กลไกนี้ทำให้ชิงช้าสวรรค์แทบไม่ต้องเริ่มสร้างฐานแฟนคลับจากศูนย์เหมือนรายการบันเทิงทั่วไป เพราะรายการเลือกใช้โรงเรียน ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบทางสังคมที่แข็งแรงที่สุดของไทยเป็นแกนกลางของการแข่งขัน ความผูกพันที่มีอยู่แล้วในโลกออฟไลน์จึงถูกส่งต่อมาสู่โลกออนไลน์อย่างเป็นธรรมชาติ

ผู้ชมจำนวนมากไม่ได้ทำหน้าที่แค่รับชม แต่กลายเป็นผู้ร่วมสร้างกระแสผ่านการคอมเมนต์ แชร์ หรือผลิตคอนเทนต์เพื่อสนับสนุนโรงเรียนที่ตัวเองเชียร์ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนผ่านข้อมูลจาก Wisesight (3 พฤษภาคม-3 มิถุนายน 2569) ที่พบข้อความพูดถึงรายการบนโลกออนไลน์มากกว่า 9,100 ข้อความ แสดงให้เห็นถึงพลังของกองเชียร์ที่ช่วยขับเคลื่อนการรับรู้และการพูดถึงรายการแบบออร์แกนิกในทุกซีซัน

ในมุมการตลาด นี่คือบทเรียนที่น่าสนใจ เพราะในขณะที่หลายแบรนด์ต้องลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของตัวเอง ชิงช้าสวรรค์กลับเลือกต่อยอดจากคอมมูนิตี้ที่มีอยู่แล้ว ทำให้ได้รับทั้งผู้ชม การมีส่วนร่วม และแรงสนับสนุนที่เติบโตต่อเนื่องมานาน

2. เปลี่ยนจากรายการทีวี เป็น Social Content

แม้ชิงช้าสวรรค์จะเป็นรายการโทรทัศน์ตามผังดั้งเดิม แต่โมเดลความสำเร็จในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมแบบดิจิทัลอย่างสมบูรณ์

ผู้ชมในยุคนี้ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่กับการนั่งรอชมรายการเต็มความยาว 2-3 ชั่วโมงหน้าจอทีวีอีกต่อไป แต่พวกเขากำลังบริโภคความบันเทิงที่ถูกย่อยให้เข้ากับจริตโซเชียลฯ ไม่ว่าจะเป็นคลิปไฮไลต์การแสดงสั้นๆ บน TikTok วิดีโอประกาศผลบน Facebook หรือคลิปรีแอกชันจากผู้ชมทางบ้าน นี่คือเครื่องยืนยันว่า ชิงช้าสวรรค์ไม่ได้ถูก Disrupt โดยโลกออนไลน์ แต่กลายเป็นเนื้อเดียวกับแพลตฟอร์มเหล่านั้น

จากข้อมูลของ Wisesight พิสูจน์ให้เห็นพลังของกลยุทธ์นี้ด้วยยอดรับชม (Views) ที่พุ่งทะลุ 148 ล้านวิว และสร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) บนโลกออนไลน์ได้สูงถึง 9.4 ล้านครั้ง ภายในเวลาเพียง 1 เดือน ตอกย้ำว่าคอนเทนต์ที่ดีสามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้มหาศาลเมื่ออยู่ในช่องทางที่ถูกที่ควร

นอกจากนี้มีข้อมูลจาก Facebook ชิงช้าสวรรค์ ที่การันตีความปังของรายการว่า ในรอบชิงชนะเลิศมียอดชมออนไลน์ทะลุ 2 แสนวิว และยอดชมออนไลน์สะสม 738 ล้านวิว ซึ่งเป็นจำนวนผู้ชมที่เยอะทีเดียว

3. สร้างอารมณ์ร่วมแบบเดียวกับการแข่งขันกีฬา

เมื่อพิจารณาคำที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์จากข้อมูลของ Wisesight ที่เราโฟกัสคีย์เวิร์ดอย่างคำว่า ‘ชนะ’ (995 ข้อความ) และชื่อทีมโรงเรียนต่างๆ เช่น ‘หล่มเก่า’ หรือ ‘เทศบาล 5 วัดหัวป้อมนอก’ ปรากฏอยู่เป็นจำนวนมาก สะท้อนว่าผู้ชมไม่ได้มองรายการนี้เป็นเพียงพื้นที่โชว์ศิลปะการแสดง แต่กำลังขับเคี่ยวกันในฐานะ ‘แมตช์แห่งศักดิ์ศรี’ ที่ทุกคนต้องกลับมาเฝ้าจอทุกสัปดาห์เพื่อร่วมลุ้นว่าทีมโปรดจะผ่านเข้ารอบหรือไม่

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจและสร้างสีสันให้รายการก้าวไปไกลกว่าการประกวดแบบเดิมๆ คือ กลุ่มผู้ชม LGBTQIA+ ที่เข้ามาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักในเชิงบวก บนโลกโซเชียลฯ เกิดปรากฏการณ์ที่กลุ่มพี่กะเทย แท็กทีมกันทำคอนเทนต์รีแอกชันอย่างสนุกสนาน ผลักดันแฮชแท็กรายการจนติดเทรนด์ ไปจนถึงการส่ง Food Support เพื่อเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ นักเรียนเยาวชนหลังเวที วัฒนธรรมการซัพพอร์ตในรูปแบบนี้เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างคนดูกับรายการทีวีให้กลายเป็นความผูกพันที่จับต้องได้ในชีวิตจริง

4. เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ แม้จะเป็นรายการอายุหลักสิบปี

หนึ่งในภาพจำในอดีตที่หลายคนมักมองว่าชิงช้าสวรรค์เป็นรายการที่มีฐานผู้ชมเป็นผู้สูงอายุ แต่ข้อมูลสถิติด้านประชากรศาสตร์ (Demographics) กลับชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

กลุ่มคนที่ออกมาพูดถึงรายการบนโลกออนไลน์มากที่สุดคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 18-24 ปี (39.69%) และอายุ 25-34 ปี (38.56%) ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วสูงถึง 78.25% หรือเกือบ 80% ของผู้ใช้งานทั้งหมด สื่อว่าชิงช้าสวรรค์ประสบความสำเร็จในแง่ของการส่งต่อฐานผู้ชมจากรุ่นสู่รุ่น รายการสามารถปรับตัวให้อยู่ในกระแสความสนใจของวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้นได้อย่างกลมกลืน แม้ว่าพฤติกรรมการเสพสื่อจะเปลี่ยนผ่านจากยุคทีวีแอนะล็อกมาสู่ยุคดิจิทัลแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ชิงช้าสวรรค์ยืนหยัดและเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางความผันผวนผ่านร้อนผ่านหนาวมาทุกยุคสมัย อาจไม่ใช่แค่เพราะเป็นรายการที่อยู่มานาน แต่เป็นเพราะรายการเข้าใจวิธีสร้างคอมมูนิตี้ที่เหนียวแน่น

หัวใจสำคัญของชิงช้าสวรรค์คือ การใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางของการแข่งขัน ทำให้ผู้ชมไม่ได้เชียร์แค่ผู้เข้าแข่งขัน แต่เชียร์โรงเรียน ชุมชน และตัวแทนของความภาคภูมิใจของตัวเอง จนเกิดเป็นฐานแฟนคลับที่พร้อมติดตาม สนับสนุน และส่งต่อคอนเทนต์บนทุกแพลตฟอร์ม

แทนที่จะพึ่งพาเพียงแค่เสน่ห์ของพิธีกร ดารารับเชิญ หรือความเข้มงวดของคณะกรรมการ ชิงช้าสวรรค์สร้างความผูกพันผ่านสายสัมพันธ์ของผู้ชมที่ตัดกันไม่ขาดในชีวิตจริง ทั้งความภูมิใจของโรงเรียน ความหวังของชุมชนรอบตัวผู้เข้าแข่งขัน รวมถึงการเปิดรับพลังบวกจากกองเชียร์ และกลุ่ม LGBTQIA+ ที่เข้ามาช่วยเติมสีสัน ความมีชีวิตชีวา และยกระดับกระแสคอนเทนต์ให้กลายเป็นเรื่องของความเท่าเทียมและการสนับสนุนเยาวชน

ในวันที่รายการโทรทัศน์จำนวนมากต้องดิ้นรนเพื่อรักษาผู้ชม ชิงช้าสวรรค์พิสูจน์ให้เห็นว่า การสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมอาจมีพลังมากกว่าการสร้างไวรัล เพราะเมื่อผู้ชมรู้สึกว่านี่คือ ‘ทีมของเรา’ พวกเขาก็พร้อมจะกลับมาเชียร์ในทุกซีซัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...