โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิด 5 ขั้นตอนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ยืนยันหลักการ สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้ง

iLaw

อัพเดต 09 มิ.ย. เวลา 03.32 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. เวลา 03.31 น. • iLaw

จากผลการออกเสียงประชามติประเด็นรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีข้อยุติแล้วว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมาแทนที่รัฐธรรมนูญ 2560 ฟากรัฐสภาในรัฐบาลอนุทิน 2 ก็รับไม้ต่อในการจัดทำข้อเสนอเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทว่าข้อเสนอส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองยังคงอยู่ภายใต้กรอบตามถ้อยคำที่ระบุไว้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่10 กันยายน 2568 ที่ระบุว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

โดยถ้อยคำดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงว่าเป็นถ้อยคำที่ถือว่าเป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากเป็นเพียงคำวินิจฉัยของตุลาการเพียง 3 จาก 7 คนโดยที่ตุลาการอีก 3 คนไม่ได้มีความเห็นในประเด็นนี้ และไม่ได้เป็นคำถามหลักที่รัฐสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

พรรคการเมืองจึง “ระวังเกินเหตุ” ด้วยการเสนอให้ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เช่น ภูมิใจไทยเสนอให้สสร. มาจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งสมาชิกรัฐสภาที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาเกือบ 30% ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน หรือโมเดลของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยที่แม้ให้เลือกตั้ง สสร. แต่รัฐสภาจะต้องให้ความเห็นชอบภายหลัง

เพื่อยืนยันหลักการความชอบธรรมทางประชาธิปไตยว่ามติของประชาชนย่อมชอบธรรมเหนือความครุมเครือของศาลรัฐธรรมนูญ ภาคประชาชนจึงริเริ่มเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 ฉบับภาคประชาชนที่ยืนยันหลักการสำคัญว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มากที่สุด ผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรงจากประชาชน

หนึ่ง ริเริ่มข้อเสนอเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับประชาชน

ขั้นตอนแรกของการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ในมาตรา 256 ซึ่งเดิมเป็นมาตราที่ระบุเนื้อหาสาระของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา จึงต้องแก้ไขมาตรานี้เพื่อให้เปิดช่องให้กับการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ โดยจะเพิ่มเติมเนื้อหาสาระในขั้นตอนและวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เช่น วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ได้ทั้งฉบับ การระบุไม่ให้เพิ่มเงื่อนไขที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 4 ต้องเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นต้น

การเสนอแก้ไขมาตรา 256 ทำได้ผ่านหลายฝ่าย ตั้งแต่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือไม่น้อยกว่า สส. 100 คนเป็นผู้เสนอ หรือ สส. และ สว. รวมเสียงกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือไม่น้อยกว่า 140 เสียง เป็นผู้เสนอ และสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังสามารถเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 50,000 ชื่อก็ได้ เพื่อริเริ่มกระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญจากปลายปากกาของประชาชน

สำหรับภาคประชาชนจะต้องเริ่มต้นในขั้นตอนที่เรียกว่า “ริเริ่มเสนอกฎหมาย” ซึ่งตามพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย 2564 มาตรา 8 ระบุไว้ว่าจะต้องใช้ชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 คนเพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา พร้อมด้วยร่างเสนอแก้ไขมาตรา 256 หากประธานรัฐสภาเห็นว่าการริเริ่มเข้าชื่อเสนอกฎหมายครบถ้วนตามกระบวนการแล้วให้แจ้งต่อผู้ริเริ่มภายใน 15 วัน เมื่อผู้ริเริ่มได้รับแจ้งแล้วก็สามารถเชิญชวนประชาชนให้ลงชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 ฉบับภาคประชาชนได้

สอง ลงชื่อ 50,000 ยืนยันหลักการ สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้ง

หลังประธานรัฐสภาแจ้งต่อผู้ริเริ่มว่าสามารถดำเนินการต่อไปได้แล้ว ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็สามารถร่วมกันลงชื่อเพื่อยืนยันหลักการสำคัญว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูง ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงจากประชาชน

การลงชื่อสามารถกระทำผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ แต่จะต้องระบุข้อมูลชื่อและนามสกุล เลขประจำตัวประชาชน และลงนามกำกับไว้ โดยการลงชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนจะต้องมีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมลงชื่อไม่น้อยกว่า 50,000 รายชื่อเท่านั้นจึงจะถือว่าครบถ้วน

สาม ฝ่าด่านรัฐสภา ชี้ชะตาเลือกตั้ง สสร.

เมื่อประชาชนเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 50,000 รายชื่อแล้ว จะต้องยื่นเอกสารหลักฐานทั้งหมดต่อประธานรัฐสภา และเมื่อประธานรัฐสภาตรวจสอบว่ามีจำนวนชื่อครบถ้วนถูกต้องแล้วจะนำไปสู่ขั้นตอนถัดไปคือการพิจารณาของรัฐสภา โดยประธานรัฐสภาจะต้องบรรจุวาระเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาภายใน15 วันนับจากวันที่ตรวจสอบว่าเอกสารของภาคประชาชนครบถ้วนถูกต้องแล้ว

การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา จะประกอบไปด้วยสามวาระ ได้แก่ การรับหลักการในวาระแรก การพิจารณารายมาตราในวาระสอง และพิจารณาว่าเห็นชอบร่างแก้ไขทั้งฉบับในวาระสาม

ในวาระรับหลักการรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 กำหนดไว้ว่าจะต้องมีเสียงเห็นชอบจากรัฐสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือต้องมีเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 350 จาก 700 เสียง และยังพ่วงเงื่อนไขที่จะต้องมีเสียง สว. เห็นชอบไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 67 เสียงอีกด้วย หากข้อเสนอเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านด่านวาระแรกแล้วก็จะเข้าสู่การพิจารณารายมาตราในวาระสอง ซึ่งรัฐสภาอาจตั้งกรรมาธิการขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ในส่วนนี้ก่อนจะนำเสนอสู่ที่ประชุมรัฐสภาต่อไป

การให้ความเห็นชอบในวาระแรกคือขั้นตอนสำคัญหากว่ามีการพิจารณาพร้อมกันหลายร่าง อาจมีการยึดร่างใดร่างหนึ่งเป็นร่างหลัก ซึ่งหากรัฐสภาเห็นชอบร่างฉบับภาคประชาชนด้วยจะทำให้ใจความสำคัญของการเลือกตั้ง สสร. จะถูกพิจารณาต่อในวาระสอง

และเมื่อเข้าสู่การพิจารณาวาระสามซึ่งเป็นวาระสุดท้าย รัฐสภาจะต้องพิจารณาว่าเห็นชอบกับร่างแก้ไขมาตรา 256 ที่ผ่านการพิจารณาในวาระสองหรือไม่ โดยจะผ่านได้นั้นจะต้องอาศัยเสียงเห็นชอบจากรัฐสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งหรือไม่น้อยกว่า 350 เสียง และยังมีเงื่อนไขว่าต้องมี สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 67 คนเห็นชอบด้วย นอกจากนี้ยังกำหนดไว้ว่าจะต้องมี สส. ร้อยละ 20 ซึ่งมาจากพรรคการเมืองทุกพรรคที่ไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

หากผ่านด่านวาระที่สามได้แล้วจะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือการทำประชามติครั้งที่ 2

สี่ ประชามติรอบ 2 ถามมติประชาชน สสร.เลือกตั้ง

หลังผ่านด่านรัฐสภามาแล้ว ร่างแก้ไขมาตรา 256 จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 15 ซึ่งถูกบังคับในมาตรา 256 (8) ว่าจะต้องทำประชามติว่าประชาชนเห็นชอบกับข้อเสนอในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่รัฐสภาเห็นชอบมาแล้วหรือไม่

หากผลประชามติมีข้อยุติว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นด้วยกับข้อเสนอเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่รัฐสภาเคาะมาแล้ว ก็สามารถนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นขึ้นทูลเกล้าประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมและเดินหน้าไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ได้

แต่หากผลประชามติระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ “ไม่เห็นด้วย” กับข้อเสนอเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ของรัฐสภา กระบวนการตั้งแต่การเข้าชื่อ 50,000 ชื่อ มาการพิจารณาของรัฐสภาสามวาระจะต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งรัฐสภาในฐานะผู้พิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 256 จะต้องคำนึงถึงหลักการความชอบธรรมทางประชาธิปไตยของการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เป็นสำคัญ เพื่อเคารพเจตจำนงของประชาชน 21.6 ล้านเสียงที่ใฝ่ฝันถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ห้า เข้าคูหาเลือกตั้ง สสร. เดินหน้าเขียนรัฐธรรมนูญใหม่

เมื่อผ่านการทำประชามติ ขั้นตอนถัดไปคือการปฏิบัติตามข้อเสนอเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งหากข้อเสนอภาคประชาชนผ่านทุกด่าน กระบวนการแรกจะเป็นการเริ่มต้น “เลือกตั้ง สสร.” ซึ่งร่างฉบับสสร. เลือกตั้งกำหนดไว้ว่าจะประกอบไปด้วย สสร. 300 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเป็นตัวแทนจังหวัด 150 คน และแบบบัญชีรายชื่อเพื่อเป็นตัวแทนระดับประเทศอีก 150 คน

ซึ่งหลังเลือกตั้งสสร. เสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจหลักของสสร.จะต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาฉบับหนึ่งก่อนที่จะต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ สสร. เห็นชอบให้ประชาชนทำประชามติครั้งที่ 3 ว่าเห็นชอบหรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...