เปิด 5 ขั้นตอนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ยืนยันหลักการ สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้ง
จากผลการออกเสียงประชามติประเด็นรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีข้อยุติแล้วว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมาแทนที่รัฐธรรมนูญ 2560 ฟากรัฐสภาในรัฐบาลอนุทิน 2 ก็รับไม้ต่อในการจัดทำข้อเสนอเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทว่าข้อเสนอส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองยังคงอยู่ภายใต้กรอบตามถ้อยคำที่ระบุไว้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่10 กันยายน 2568 ที่ระบุว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
โดยถ้อยคำดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงว่าเป็นถ้อยคำที่ถือว่าเป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากเป็นเพียงคำวินิจฉัยของตุลาการเพียง 3 จาก 7 คนโดยที่ตุลาการอีก 3 คนไม่ได้มีความเห็นในประเด็นนี้ และไม่ได้เป็นคำถามหลักที่รัฐสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
พรรคการเมืองจึง “ระวังเกินเหตุ” ด้วยการเสนอให้ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เช่น ภูมิใจไทยเสนอให้สสร. มาจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งสมาชิกรัฐสภาที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาเกือบ 30% ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน หรือโมเดลของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยที่แม้ให้เลือกตั้ง สสร. แต่รัฐสภาจะต้องให้ความเห็นชอบภายหลัง
เพื่อยืนยันหลักการความชอบธรรมทางประชาธิปไตยว่ามติของประชาชนย่อมชอบธรรมเหนือความครุมเครือของศาลรัฐธรรมนูญ ภาคประชาชนจึงริเริ่มเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 ฉบับภาคประชาชนที่ยืนยันหลักการสำคัญว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มากที่สุด ผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรงจากประชาชน
หนึ่ง ริเริ่มข้อเสนอเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับประชาชน
ขั้นตอนแรกของการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ในมาตรา 256 ซึ่งเดิมเป็นมาตราที่ระบุเนื้อหาสาระของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา จึงต้องแก้ไขมาตรานี้เพื่อให้เปิดช่องให้กับการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ โดยจะเพิ่มเติมเนื้อหาสาระในขั้นตอนและวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เช่น วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ได้ทั้งฉบับ การระบุไม่ให้เพิ่มเงื่อนไขที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 4 ต้องเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นต้น
การเสนอแก้ไขมาตรา 256 ทำได้ผ่านหลายฝ่าย ตั้งแต่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือไม่น้อยกว่า สส. 100 คนเป็นผู้เสนอ หรือ สส. และ สว. รวมเสียงกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือไม่น้อยกว่า 140 เสียง เป็นผู้เสนอ และสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังสามารถเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 50,000 ชื่อก็ได้ เพื่อริเริ่มกระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญจากปลายปากกาของประชาชน
สำหรับภาคประชาชนจะต้องเริ่มต้นในขั้นตอนที่เรียกว่า “ริเริ่มเสนอกฎหมาย” ซึ่งตามพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย 2564 มาตรา 8 ระบุไว้ว่าจะต้องใช้ชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 คนเพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา พร้อมด้วยร่างเสนอแก้ไขมาตรา 256 หากประธานรัฐสภาเห็นว่าการริเริ่มเข้าชื่อเสนอกฎหมายครบถ้วนตามกระบวนการแล้วให้แจ้งต่อผู้ริเริ่มภายใน 15 วัน เมื่อผู้ริเริ่มได้รับแจ้งแล้วก็สามารถเชิญชวนประชาชนให้ลงชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 ฉบับภาคประชาชนได้
สอง ลงชื่อ 50,000 ยืนยันหลักการ สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้ง
หลังประธานรัฐสภาแจ้งต่อผู้ริเริ่มว่าสามารถดำเนินการต่อไปได้แล้ว ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็สามารถร่วมกันลงชื่อเพื่อยืนยันหลักการสำคัญว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูง ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงจากประชาชน
การลงชื่อสามารถกระทำผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ แต่จะต้องระบุข้อมูลชื่อและนามสกุล เลขประจำตัวประชาชน และลงนามกำกับไว้ โดยการลงชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนจะต้องมีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมลงชื่อไม่น้อยกว่า 50,000 รายชื่อเท่านั้นจึงจะถือว่าครบถ้วน
สาม ฝ่าด่านรัฐสภา ชี้ชะตาเลือกตั้ง สสร.
เมื่อประชาชนเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 50,000 รายชื่อแล้ว จะต้องยื่นเอกสารหลักฐานทั้งหมดต่อประธานรัฐสภา และเมื่อประธานรัฐสภาตรวจสอบว่ามีจำนวนชื่อครบถ้วนถูกต้องแล้วจะนำไปสู่ขั้นตอนถัดไปคือการพิจารณาของรัฐสภา โดยประธานรัฐสภาจะต้องบรรจุวาระเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาภายใน15 วันนับจากวันที่ตรวจสอบว่าเอกสารของภาคประชาชนครบถ้วนถูกต้องแล้ว
การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา จะประกอบไปด้วยสามวาระ ได้แก่ การรับหลักการในวาระแรก การพิจารณารายมาตราในวาระสอง และพิจารณาว่าเห็นชอบร่างแก้ไขทั้งฉบับในวาระสาม
ในวาระรับหลักการรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 กำหนดไว้ว่าจะต้องมีเสียงเห็นชอบจากรัฐสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือต้องมีเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 350 จาก 700 เสียง และยังพ่วงเงื่อนไขที่จะต้องมีเสียง สว. เห็นชอบไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 67 เสียงอีกด้วย หากข้อเสนอเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านด่านวาระแรกแล้วก็จะเข้าสู่การพิจารณารายมาตราในวาระสอง ซึ่งรัฐสภาอาจตั้งกรรมาธิการขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ในส่วนนี้ก่อนจะนำเสนอสู่ที่ประชุมรัฐสภาต่อไป
การให้ความเห็นชอบในวาระแรกคือขั้นตอนสำคัญหากว่ามีการพิจารณาพร้อมกันหลายร่าง อาจมีการยึดร่างใดร่างหนึ่งเป็นร่างหลัก ซึ่งหากรัฐสภาเห็นชอบร่างฉบับภาคประชาชนด้วยจะทำให้ใจความสำคัญของการเลือกตั้ง สสร. จะถูกพิจารณาต่อในวาระสอง
และเมื่อเข้าสู่การพิจารณาวาระสามซึ่งเป็นวาระสุดท้าย รัฐสภาจะต้องพิจารณาว่าเห็นชอบกับร่างแก้ไขมาตรา 256 ที่ผ่านการพิจารณาในวาระสองหรือไม่ โดยจะผ่านได้นั้นจะต้องอาศัยเสียงเห็นชอบจากรัฐสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งหรือไม่น้อยกว่า 350 เสียง และยังมีเงื่อนไขว่าต้องมี สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 67 คนเห็นชอบด้วย นอกจากนี้ยังกำหนดไว้ว่าจะต้องมี สส. ร้อยละ 20 ซึ่งมาจากพรรคการเมืองทุกพรรคที่ไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
หากผ่านด่านวาระที่สามได้แล้วจะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือการทำประชามติครั้งที่ 2
สี่ ประชามติรอบ 2 ถามมติประชาชน สสร.เลือกตั้ง
หลังผ่านด่านรัฐสภามาแล้ว ร่างแก้ไขมาตรา 256 จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 15 ซึ่งถูกบังคับในมาตรา 256 (8) ว่าจะต้องทำประชามติว่าประชาชนเห็นชอบกับข้อเสนอในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่รัฐสภาเห็นชอบมาแล้วหรือไม่
หากผลประชามติมีข้อยุติว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นด้วยกับข้อเสนอเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่รัฐสภาเคาะมาแล้ว ก็สามารถนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นขึ้นทูลเกล้าประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมและเดินหน้าไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ได้
แต่หากผลประชามติระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ “ไม่เห็นด้วย” กับข้อเสนอเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ของรัฐสภา กระบวนการตั้งแต่การเข้าชื่อ 50,000 ชื่อ มาการพิจารณาของรัฐสภาสามวาระจะต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งรัฐสภาในฐานะผู้พิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 256 จะต้องคำนึงถึงหลักการความชอบธรรมทางประชาธิปไตยของการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เป็นสำคัญ เพื่อเคารพเจตจำนงของประชาชน 21.6 ล้านเสียงที่ใฝ่ฝันถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ห้า เข้าคูหาเลือกตั้ง สสร. เดินหน้าเขียนรัฐธรรมนูญใหม่
เมื่อผ่านการทำประชามติ ขั้นตอนถัดไปคือการปฏิบัติตามข้อเสนอเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งหากข้อเสนอภาคประชาชนผ่านทุกด่าน กระบวนการแรกจะเป็นการเริ่มต้น “เลือกตั้ง สสร.” ซึ่งร่างฉบับสสร. เลือกตั้งกำหนดไว้ว่าจะประกอบไปด้วย สสร. 300 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเป็นตัวแทนจังหวัด 150 คน และแบบบัญชีรายชื่อเพื่อเป็นตัวแทนระดับประเทศอีก 150 คน
ซึ่งหลังเลือกตั้งสสร. เสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจหลักของสสร.จะต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาฉบับหนึ่งก่อนที่จะต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ สสร. เห็นชอบให้ประชาชนทำประชามติครั้งที่ 3 ว่าเห็นชอบหรือไม่