โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แผลร้อนในแสบจนกินข้าวไม่ได้! หมอเตือนอย่าใช้ "ยาม่วง" รักษาแผลร้อนใน

sanook.com

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
แผลร้อนในแค่จุดเดียว แต่ทรมานทั้งปาก! หมอเผยวิธีดูแลให้หายเร็ว อย่าใช้

แผลร้อนในแสบจนกินข้าวไม่ได้! รู้สาเหตุ พร้อมวิธีดูแลให้หายเร็วอย่างถูกต้อง

หลายคนคงเคยประสบปัญหา "แผลร้อนใน" ที่แม้จะเป็นแผลเล็กๆ ภายในช่องปาก แต่กลับสร้างความเจ็บแสบจนกินอาหาร พูดคุย หรือแม้แต่แปรงฟันได้ลำบาก บางคนเป็นบ่อยจนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและทำให้สงสัยว่าจริงๆ แล้วร้อนในเกิดจากอะไร และมีวิธีทำให้หายเร็วได้หรือไม่

แผลร้อนใน หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Aphthous Ulcer เป็นภาวะที่เยื่อบุภายในช่องปากเกิดการอักเสบจนกลายเป็นแผล มักพบได้บริเวณกระพุ้งแก้ม ลิ้น เหงือก เพดานปาก หรือด้านในริมฝีปาก โดยส่วนใหญ่มักหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากดูแลไม่ถูกต้องก็อาจทำให้แผลหายช้าลงและเจ็บมากขึ้น

แผลร้อนในเกิดจากอะไร?

แม้ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของแผลร้อนในได้ทั้งหมด แต่มีหลายปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการได้ เช่น

  • ภูมิคุ้มกันของร่างกายเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในช่วงที่ฮอร์โมนแปรปรวน เช่น ช่วงมีประจำเดือน
  • ความเครียดสะสมหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ดื่มน้ำน้อย ทำให้ช่องปากแห้ง
  • การระคายเคืองจากการกัดกระพุ้งแก้มโดยไม่ตั้งใจ
  • ฟันปลอมที่หลวมเกินไป หรือเครื่องมือจัดฟันที่เสียดสีกับเยื่อบุในปาก
  • ภาวะอ่อนเพลียจากการทำงานหนักหรือพักผ่อนน้อยเป็นเวลานาน

วิธีดูแลแผลร้อนในให้หายเร็วขึ้น

แม้แผลร้อนในจะไม่มียารักษาให้หายทันที แต่การดูแลอย่างถูกต้องสามารถช่วยลดอาการเจ็บและเร่งการฟื้นตัวของแผลได้

1. บ้วนปากด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ

การบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออ่อนๆ ทุก 2 ชั่วโมง หรือหลังรับประทานอาหาร จะช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคและช่วยให้แผลสะอาดมากขึ้น

2. หลีกเลี่ยงน้ำยาบ้วนปากที่มีแอลกอฮอล์

น้ำยาบ้วนปากบางชนิดมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจทำให้แผลแสบ ระคายเคือง และแห้งมากขึ้น ส่งผลให้แผลหายช้าลง

3. รักษาความสะอาดช่องปากอย่างอ่อนโยน

ควรใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม แปรงฟันอย่างเบามือวันละ 2 ครั้ง หรือหลังมื้ออาหาร หากแผลมีขนาดใหญ่และเจ็บมาก อาจใช้ผ้าสะอาดพันปลายนิ้วเช็ดฟัน เหงือก และซอกฟันชั่วคราวแทนการแปรงฟันได้

4. เลือกยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์

การใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ช่วยดูแลสุขภาพช่องปากและลดความเสี่ยงการเกิดฟันผุในช่วงที่ทำความสะอาดฟันได้ไม่เต็มที่

5. เลือกรับประทานอาหารที่ไม่กระตุ้นแผล

ควรเลือกรับประทานอาหารอ่อน นุ่ม เคี้ยวง่าย และย่อยง่าย พร้อมหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้แผลระคายเคือง เช่น

  • อาหารเผ็ดจัด
  • อาหารเปรี้ยวจัด
  • อาหารเค็มจัด
  • ของทอด
  • อาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด

6. งดสิ่งที่ระคายเคืองช่องปาก

ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือเคี้ยวหมากพลู เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำให้อาการอักเสบรุนแรงขึ้น

7. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การดื่มน้ำอย่างเหมาะสมช่วยลดภาวะช่องปากแห้ง โดยสามารถสังเกตได้จากสีปัสสาวะ หากมีสีเหลืองอ่อนถือว่าได้รับน้ำเพียงพอ

8. พักผ่อนและลดความเครียด

ควรนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อคืน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เพราะความเครียดถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดแผลร้อนในได้บ่อย

เมื่อไรควรไปพบแพทย์?

หากแผลร้อนในมีขนาดใหญ่ เจ็บมาก มีอาการต่อเนื่องนานกว่าสองสัปดาห์ หรือดูแลตนเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรเข้าพบแพทย์หรือทันตแพทย์ เพื่อประเมินสาเหตุและพิจารณาการใช้ยาทาหรือการรักษาเพิ่มเติม

ความเชื่อเกี่ยวกับการรักษาแผลร้อนในที่ควรรู้

หลายคนอาจเคยได้ยินว่าการกินยาขมหรือใช้ยาม่วงสามารถช่วยรักษาแผลร้อนในได้ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าการรับประทานยาขมช่วยให้แผลร้อนในหายเร็วขึ้น

นอกจากนี้ ไม่ควรใช้ "เยนเชียนไวโอเลต" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ยาม่วง" ทาบริเวณแผลในปากหรือริมฝีปากอักเสบ เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อแห้ง แตก และระคายเคืองมากกว่าเดิม ส่งผลให้แผลหายช้าลงได้

แผลร้อนในเป็นปัญหาสุขภาพช่องปากที่พบได้บ่อย แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ก็สร้างความเจ็บปวดและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ไม่น้อย การดูแลความสะอาดในช่องปาก ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่เหมาะสม พักผ่อนอย่างเพียงพอ และลดความเครียด จะช่วยให้แผลร้อนในฟื้นตัวได้เร็วขึ้น หากอาการไม่ดีขึ้นหรือเป็นซ้ำบ่อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...