แผลร้อนในแสบจนกินข้าวไม่ได้! หมอเตือนอย่าใช้ "ยาม่วง" รักษาแผลร้อนใน
แผลร้อนในแสบจนกินข้าวไม่ได้! รู้สาเหตุ พร้อมวิธีดูแลให้หายเร็วอย่างถูกต้อง
หลายคนคงเคยประสบปัญหา "แผลร้อนใน" ที่แม้จะเป็นแผลเล็กๆ ภายในช่องปาก แต่กลับสร้างความเจ็บแสบจนกินอาหาร พูดคุย หรือแม้แต่แปรงฟันได้ลำบาก บางคนเป็นบ่อยจนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและทำให้สงสัยว่าจริงๆ แล้วร้อนในเกิดจากอะไร และมีวิธีทำให้หายเร็วได้หรือไม่
แผลร้อนใน หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Aphthous Ulcer เป็นภาวะที่เยื่อบุภายในช่องปากเกิดการอักเสบจนกลายเป็นแผล มักพบได้บริเวณกระพุ้งแก้ม ลิ้น เหงือก เพดานปาก หรือด้านในริมฝีปาก โดยส่วนใหญ่มักหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากดูแลไม่ถูกต้องก็อาจทำให้แผลหายช้าลงและเจ็บมากขึ้น
แผลร้อนในเกิดจากอะไร?
แม้ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของแผลร้อนในได้ทั้งหมด แต่มีหลายปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการได้ เช่น
- ภูมิคุ้มกันของร่างกายเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในช่วงที่ฮอร์โมนแปรปรวน เช่น ช่วงมีประจำเดือน
- ความเครียดสะสมหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
- ดื่มน้ำน้อย ทำให้ช่องปากแห้ง
- การระคายเคืองจากการกัดกระพุ้งแก้มโดยไม่ตั้งใจ
- ฟันปลอมที่หลวมเกินไป หรือเครื่องมือจัดฟันที่เสียดสีกับเยื่อบุในปาก
- ภาวะอ่อนเพลียจากการทำงานหนักหรือพักผ่อนน้อยเป็นเวลานาน
วิธีดูแลแผลร้อนในให้หายเร็วขึ้น
แม้แผลร้อนในจะไม่มียารักษาให้หายทันที แต่การดูแลอย่างถูกต้องสามารถช่วยลดอาการเจ็บและเร่งการฟื้นตัวของแผลได้
1. บ้วนปากด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ
การบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออ่อนๆ ทุก 2 ชั่วโมง หรือหลังรับประทานอาหาร จะช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคและช่วยให้แผลสะอาดมากขึ้น
2. หลีกเลี่ยงน้ำยาบ้วนปากที่มีแอลกอฮอล์
น้ำยาบ้วนปากบางชนิดมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจทำให้แผลแสบ ระคายเคือง และแห้งมากขึ้น ส่งผลให้แผลหายช้าลง
3. รักษาความสะอาดช่องปากอย่างอ่อนโยน
ควรใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม แปรงฟันอย่างเบามือวันละ 2 ครั้ง หรือหลังมื้ออาหาร หากแผลมีขนาดใหญ่และเจ็บมาก อาจใช้ผ้าสะอาดพันปลายนิ้วเช็ดฟัน เหงือก และซอกฟันชั่วคราวแทนการแปรงฟันได้
4. เลือกยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์
การใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ช่วยดูแลสุขภาพช่องปากและลดความเสี่ยงการเกิดฟันผุในช่วงที่ทำความสะอาดฟันได้ไม่เต็มที่
5. เลือกรับประทานอาหารที่ไม่กระตุ้นแผล
ควรเลือกรับประทานอาหารอ่อน นุ่ม เคี้ยวง่าย และย่อยง่าย พร้อมหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้แผลระคายเคือง เช่น
- อาหารเผ็ดจัด
- อาหารเปรี้ยวจัด
- อาหารเค็มจัด
- ของทอด
- อาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด
6. งดสิ่งที่ระคายเคืองช่องปาก
ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือเคี้ยวหมากพลู เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำให้อาการอักเสบรุนแรงขึ้น
7. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การดื่มน้ำอย่างเหมาะสมช่วยลดภาวะช่องปากแห้ง โดยสามารถสังเกตได้จากสีปัสสาวะ หากมีสีเหลืองอ่อนถือว่าได้รับน้ำเพียงพอ
8. พักผ่อนและลดความเครียด
ควรนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อคืน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เพราะความเครียดถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดแผลร้อนในได้บ่อย
เมื่อไรควรไปพบแพทย์?
หากแผลร้อนในมีขนาดใหญ่ เจ็บมาก มีอาการต่อเนื่องนานกว่าสองสัปดาห์ หรือดูแลตนเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรเข้าพบแพทย์หรือทันตแพทย์ เพื่อประเมินสาเหตุและพิจารณาการใช้ยาทาหรือการรักษาเพิ่มเติม
ความเชื่อเกี่ยวกับการรักษาแผลร้อนในที่ควรรู้
หลายคนอาจเคยได้ยินว่าการกินยาขมหรือใช้ยาม่วงสามารถช่วยรักษาแผลร้อนในได้ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าการรับประทานยาขมช่วยให้แผลร้อนในหายเร็วขึ้น
นอกจากนี้ ไม่ควรใช้ "เยนเชียนไวโอเลต" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ยาม่วง" ทาบริเวณแผลในปากหรือริมฝีปากอักเสบ เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อแห้ง แตก และระคายเคืองมากกว่าเดิม ส่งผลให้แผลหายช้าลงได้
แผลร้อนในเป็นปัญหาสุขภาพช่องปากที่พบได้บ่อย แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ก็สร้างความเจ็บปวดและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ไม่น้อย การดูแลความสะอาดในช่องปาก ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่เหมาะสม พักผ่อนอย่างเพียงพอ และลดความเครียด จะช่วยให้แผลร้อนในฟื้นตัวได้เร็วขึ้น หากอาการไม่ดีขึ้นหรือเป็นซ้ำบ่อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป