โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

340 ปีไทย-ฝรั่งเศส สานต่อมิตรภาพและความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ บนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคใหม่

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
340 ปีไทย-ฝรั่งเศส สานต่อมิตรภาพและความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ บนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคใหม่

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ (State Visit) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยและฝรั่งเศส โดยถือเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ที่ 3 ที่เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่ครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2440 และครั้งที่ 2 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปี พ.ศ. 2503

ประเด็นสำคัญ

  • 340 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส
  • เกียรติยศสูงสุดจากฝรั่งเศส
  • ฝรั่งเศสยินดีในหลวงเสด็จฯ เยือนเป็นประเทศแรกในยุโรป สะท้อนความเป็น ‘มหามิตร’
  • เปิดเอกสารล้ำค่าถวายให้ทอดพระเนตร
  • เซอร์ไพรส์ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด
  • ปารีสสู่กรุงเทพฯ การทูตเพื่อการพัฒนา
  • เสด็จฯ เยือนสำนักงาน Airbus โอกาสความร่วมมือด้านการบิน
  • ซีรีส์ความร่วมมือไทย-ฝรั่งเศส ความสำเร็จที่ไม่ได้เกิดโดยบังเอิญ
  • ไทยและฝรั่งเศสในฐานะ ‘ประเทศอำนาจกลาง’ ของโลกใหม่
  • ความเป็นกลางของฝรั่งเศสและนัยต่อข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

การเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปี การติดต่อสัมพันธ์ครั้งแรกระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2568 และ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส ปี พ.ศ. 2569 โดยเป็นการสืบสานและต่อยอดสัมพันธไมตรีอันมั่นคงและยาวนาน ระหว่างทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นและนับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของทั้งสองประเทศในการยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่ความร่วมมือในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ที่มีมิติครอบคลุม ตั้งแต่เรื่องการพัฒนาบ้านเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี ไปจนถึงด้านความมั่นคง

นักการทูตและผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส มองการเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งนี้ ว่าไม่ใช่ ‘เรื่องบังเอิญ’ หรือเป็นเพียงพิธีการทางการทูต หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์และการเตรียมงานอย่างละเอียดที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อยกระดับความร่วมมือและเสริมสร้างผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และระเบียบโลกที่กำลังผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจากความขัดแย้ง การแข่งขันและการแบ่งขั้วระหว่างประเทศมหาอำนาจ

ขณะที่ผู้นำฝรั่งเศสยังแสดงออกถึงมิตรไมตรีที่มีต่อไทย ด้วยการจัดพิธีต้อนรับที่มี ‘ความพิเศษ’ และ ‘สมพระเกียรติสูงสุด’ โดยมีหลายนัยที่น่าสนใจ

340 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส

สำหรับไทยกับฝรั่งเศส เริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกันตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีชาวต่างชาติจำนวนมากเดินทางเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา เพื่อการค้าขาย แสวงโชค และเผยแผ่คริสต์ศาสนา โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ส่งราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม เมื่อปี พ.ศ. 2228

ต่อมา คณะราชทูตสยาม นำโดยเจ้าพระยาโกษาธิบดี (โกษาปาน) ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อปี พ.ศ. 2229 พร้อมด้วยเครื่องบรรณาการจำนวนมาก ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากฝรั่งเศสและประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

ความสำเร็จในการเจริญพระราชไมตรี ทำให้ไทยและฝรั่งเศส กลายเป็นมิตรประเทศกันเรื่อยมา

กระทั่งในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับฝรั่งเศสได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรี การค้า และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2399

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังมีการแลกเปลี่ยนเยือนในระดับต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งระดับพระราชวงศ์ ภาครัฐและเอกชน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศสดำเนินมาอย่างราบรื่นและไม่มีปัญหาที่เป็นอุปสรรคระหว่างกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามุมหนึ่งฝรั่งเศสเมื่อครั้งอดีต คือหนึ่งในประเทศนักล่าอาณานิคมที่เข้ามาในภูมิภาค ทำให้ความสัมพันธ์และการติดต่อทางการทูตระหว่างฝรั่งเศสกับประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นไปในลักษณะของการเจรจาเพื่อรักษาอธิปไตย และอาจจะมีการกระทบกระทั่งกันอยู่บ้าง ก่อนที่จะค่อยๆ พัฒนาขึ้น

โดยในปี พ.ศ.2503 ซึ่งเป็นช่วงสงครามเย็น และแนวคิดแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เริ่มแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ เพื่อเน้นย้ำจุดยืนของประเทศไทยที่เชื่อมั่นในเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตย สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับฝรั่งเศส

การเสด็จฯ เยือนครั้งนั้น เป็นไปด้วยความประทับใจในมิตรไมตรีของฝรั่งเศสที่มีต่อพระมหากษัตริย์ไทย โดย ชาร์ล เดอ โกล ประธานาธิบดีฝรั่งเศสในขณะนั้น ได้ถวายการต้อนรับอย่างอบอุ่น ด้วยการส่งเครื่องบินประจำตำแหน่งไปรับทั้งสองพระองค์ จากกรุงโลซานน์ ของสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเสด็จฯ ไปยังกรุงปารีส และผู้นำฝรั่งเศสยังได้รอรับเสด็จที่สนามบิน โดยมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีในพิธีต้อนรับ

เกียรติยศสูงสุดจากฝรั่งเศส

สำหรับไฮไลต์หรือสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของการเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนี้ คือระดับของพิธีต้อนรับที่รัฐบาลฝรั่งเศสมอบให้แก่ประเทศไทย ซึ่งมีความพิเศษหลายอย่าง

นิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส หนึ่งในผู้จัดเตรียมและประสานงานกับทางการฝรั่งเศส ในการถวายการต้อนรับและเตรียมกำหนดการต่างๆ ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD เล่าถึงที่มาที่ไปของการเสด็จฯ เยือน และไฮไลต์ของการต้อนรับแบบพิเศษ (Special Treatment) จากรัฐบาลฝรั่งเศส

โดยการเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นจากการที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้มาเยือนประเทศไทยในฐานะผู้เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ในปี พ.ศ. 2565 และได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศส แต่กว่าที่การเสด็จฯ เยือนจะเกิดขึ้นจริง ก็ใช้เวลาเตรียมการถึง 4 ปีเต็ม เนื่องจากสถานการณ์และเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลกที่ฝรั่งเศสต้องเผชิญ รวมถึงฝ่ายไทยเองก็มีภารกิจสำคัญมากมาย จนในที่สุดกำหนดการเสด็จฯ เยือน ก็ลงตัวระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

ความพิเศษต่างๆ ในพิธีต้อนรับที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการตามโบราณราชประเพณี เริ่มตั้งแต่การเลือกสถานที่จัดพิธีต้อนรับ ณ เล แซงวาลีด (Les Invalides) ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญสูงสุดที่รัฐบาลฝรั่งเศสใช้ในการต้อนรับประมุขแห่งรัฐ (Head of State)

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เปิดเผยว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลฝรั่งเศสสามารถเลือกสถานที่จัดพิธีต้อนรับได้หลายแห่ง เช่น บริเวณฝั่งเหนือหรือฝั่งใต้ของแม่น้ำแซน หรือจะจัดพิธีต้อนรับที่พระราชวังเอลิเซ่ (Palais de l’Élysée) ซึ่งเป็นทำเนียบประธานาธิบดีก็ได้ แต่การที่เลือก เล แซงวาลีด เป็นสถานที่ต้อนรับในครั้งนี้ ถือเป็นการให้เกียรติสูงสุด เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยเป็นสถานที่ฝังพระศพของจักรพรรดินโปเลียน และเป็นอนุสรณ์สถานแห่งสงคราม ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเสียสละ การอุทิศตน และการรับใช้ชาติของทหารและประชาชนชาวฝรั่งเศส

ขณะที่การตั้งแถวกองทหารเกียรติยศเพื่อตรวจพลสวนสนามในพิธี ประกอบด้วยกำลังพลจากทั้ง 4 เหล่าทัพของฝรั่งเศส ได้แก่ ทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดและถือเป็นความพิเศษอย่างยิ่ง คือการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในฐานะแขกของรัฐบาลฝรั่งเศส ได้รับการต้อนรับโดยตัวของประธานาธิบดีมาครง และมาดามบริจิตต์ มาครง ภริยาและสตรีหมายเลขหนึ่ง ที่เดินทางมาให้การต้อนรับและร่วมเดินพลสวนสนามด้วยตนเอง

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสยังชี้ว่า การที่ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสและสตรีหมายเลขหนึ่ง ให้การต้อนรับด้วยตนเองนั้น มีนัยทางการเมืองระหว่างประเทศที่สูงมาก โดยจากบันทึกสถิติที่ผ่านมา กว่า 90% ของการต้อนรับประมุขและผู้นำต่างประเทศ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสจะไม่ได้มาต้อนรับด้วยตนเองในขั้นตอนแรก แต่จะมอบหมายให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามวาระของประเทศนั้นๆ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เป็นผู้ต้อนรับแทน

การที่ประธานาธิบดีมาครงและภริยาเดินทางมาต้อนรับด้วยตนเอง จึงสะท้อนถึงการให้เกียรติสูงสุดและระดับความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ใกล้ชิดอย่างยิ่ง

กำหนดการต่อมา คือการเสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังพระราชวังเอลิเซ่ (Élysée Palace) ซึ่งในระหว่างการเสด็จฯ นั้น รัฐบาลฝรั่งเศสได้จัดเตรียมพิธีต้อนรับขั้นสูงสุด ด้วยการจัดขบวนทหารม้าเกียรติยศ จำนวน 146 นาย ล้อมรอบรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์นำขบวนอีก 28 คัน และรถอารักขาเป็นขบวนยาว โดยขบวนรถยนต์พระที่นั่งได้เคลื่อนผ่านถนนฌ็องเซลิเซ่ (Champs Elysees) ซึ่งเป็นถนนสายหลักของฝรั่งเศส ที่เปรียบเสมือนถนนราชดำเนินของไทยอย่างช้าๆ เพื่อให้ประชาชนสองข้างทางรวมถึงคนไทยที่ไปรอเฝ้าฯ รับเสด็จ ได้โบกธงและบันทึกภาพประวัติศาสตร์อันน่าประทับใจ

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสกล่าวว่า การที่รัฐบาลฝรั่งเศสจัดทหารม้าอารักขาจำนวนถึง 146 นายล้อมรอบรถยนต์พระที่นั่ง ถือเป็นสิทธิพิเศษระดับสูงที่มอบให้เฉพาะประมุขแห่งรัฐเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น โดยเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์และความเป็นพี่น้องระหว่างไทยและฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสยินดีในหลวงเสด็จฯ เยือนเป็นประเทศแรกในยุโรป สะท้อนความเป็น ‘มหามิตร’

หลังเสด็จพระราชดำเนินถึงพระราชวังเอลิเซ่ รถยนต์พระที่นั่งได้จอดเทียบพรมแดง โดยมีประธานาธิบดีมาครงและภริยา รอรับเสด็จทั้งสามพระองค์เพื่อนำเสด็จเข้าสู่ภายในทำเนียบ ซึ่งมีการบันทึกภาพร่วมกัน ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการแลกเปลี่ยนของขวัญระหว่างกัน

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้ประธานาธิบดีมาครงและภริยาเข้าเฝ้าฯ เพื่อหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเองในห้องรับรองพิเศษ โดยการหารือดำเนินไปด้วยภาษาอังกฤษโดยไม่มีการใช้ล่าม ครอบคลุมเรื่องราวมิตรภาพทางประวัติศาสตร์อันยาวนานและความร่วมมือในอนาคต

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ยังอธิบายให้เห็นถึงภาษากาย (Body Language) ของประธานาธิบดีมาครง ในระหว่างพิธีต้อนรับ ว่าแสดงถึงความเคารพและให้เกียรติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยอย่างมาก ทั้งวิธีการเดินออกมารับที่พรมแดงและการยืนเคียงข้างทุกพระองค์ด้วยความนอบน้อม

ในช่วงค่ำ ประธานาธิบดีมาครงและภริยาได้เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการระดับรัฐพิธี (State Banquet) ณ พระราชวังเอลิเซ่ โดยประธานาธิบดีมาครง ได้กล่าวสุนทรพจน์ เน้นย้ำถึงมิตรภาพอันยาวนาน 340 ปี ระหว่างไทยและฝรั่งเศส ตลอดจนความสัมพันธ์ในศตวรรษที่ 19 และประวัติศาสตร์การเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต

ประธานาธิบดีมาครง ยังกล่าวอย่างชัดเจนว่า “เขารู้สึกตื้นตันใจและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเลือกประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกในยุโรป สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอย่างเป็นทางการในลักษณะ State Visit”

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส กล่าวว่า “สิ่งนี้มีความหมายอย่างมากต่อรัฐบาลและประชาชนฝรั่งเศส เพราะสะท้อนว่า ฝ่ายไทยผ่านกระบวนการคิดและพิจารณามาเป็นอย่างดีแล้วว่า ต้องการสื่อสารถึงความเป็น ‘มหามิตร’ ที่หยั่งรากลึกของทั้งสองประเทศ” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชดำรัสตอบไปในทิศทางเดียวกันถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและแสดงความเชื่อมั่นว่ามิตรภาพในอนาคตจะเติบโตงอกงามยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในงานเลี้ยงอาหารค่ำประธานาธิบดีมาครงได้เชิญบุคคลสำคัญและผู้มีบทบาทและอิทธิพลในสังคมฝรั่งเศสในมิติต่างๆ ทั้งฝ่ายการเมือง เช่น คณะรัฐมนตรี และด้านเศรษฐกิจและการค้า อย่างผู้บริหารระดับสูงและนักลงทุนรายใหญ่ เช่น ประธานกลุ่มแบรนด์หรู LVMH และภริยา, ผู้บริหารระดับสูงของยาง Michelin และผู้บริหารจากสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส ส่วนมิติด้านวัฒนธรรมและสังคม มีการเชิญประธานพิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง (Musée des Arts Décoratifs : MAD) และประธานพิพิธภัณฑ์กีเมต์ (Guimet) รวมถึงผู้บริหารโรงเรียนสอนภาษาไทยในฝรั่งเศสเข้าร่วมด้วย รวมแขกเหรื่อทั้งสิ้นเกือบ 200 คน

นอกจากนี้ ในระหว่างงานเลี้ยง วงดนตรีออร์เคสตราของกองทหารเกียรติยศ (Republican Guard) ยังได้รับคำสั่งพิเศษจากประธานาธิบดีมาครงให้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาบรรเลงหลายบทเพลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงเพลงเดียวหรือท่อนเดียว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนความใส่ใจในรายละเอียดและเป็นการให้เกียรติขั้นสูงสุดของรัฐบาลฝรั่งเศส

เปิดเอกสารล้ำค่าถวายให้ทอดพระเนตร

อีกเรื่องที่สำคัญ คือทางการฝรั่งเศสยังได้นำเอกสารทางประวัติศาสตร์ล้ำค่ามาจัดแสดงถวายให้ทอดพระเนตร โดยเป็นเอกสารที่เก็บรักษาอย่างดีและแทบไม่มีใครเคยได้เห็นมาก่อน

เอกสารชิ้นแรกคือ ‘พระราชสาส์นทองคำ’ จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ส่งถึงจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ซึ่งเป็นการส่งพระราชสาส์นครั้งแรกจากไทยไปยังฝรั่งเศส พร้อมทั้งสนธิสัญญาทางไมตรีและการค้าฉบับประวัติศาสตร์ที่มีการลงพระปรมาภิไธยร่วมกัน

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เล่าถึงความสำคัญของพระราชสาส์นทองคำแผ่นนี้ โดยเจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ฝรั่งเศสรักและหวงแหนพระราชสาส์นทองคำแผ่นนี้มาก โดยเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยอย่างดีที่สุดและมีกฎเหล็กว่าจะไม่มีการนำออกนอกหอจดหมายเหตุนี้เด็ดขาด แต่ปรากฏว่า ในคราวเสด็จฯเยือนครั้งนี้ ฝ่ายไทยไม่ได้มีการร้องขอ แต่รัฐบาลฝรั่งเศสกลับเป็นผู้จัดเตรียมนำออกมาตั้งแสดงถวายให้ทอดพระเนตรด้วยตนเอง และมีการออกข่าวประกาศทางหนังสือพิมพ์อย่างเปิดเผย

“การทำเช่นนั้นย่อมมีนัยลึกซึ้งว่า ฝรั่งเศสพร้อมเปิดเผยเอกสารและร่วมมือกับไทยอย่างโปร่งใสที่สุด” เขากล่าว และชี้ว่าประธานาธิบดีมาครง ซึ่งเป็นนักการทูตที่เจนจัดและมีประสบการณ์สูงย่อมไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้วว่า ต้องการสื่อสารนัยเชิงสัญลักษณ์นี้ออกสู่สายตาของประชาคมระหว่างประเทศ

เซอร์ไพรส์ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เล่าถึงไฮไลต์สำคัญที่สุดในงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ในกำหนดการล่วงหน้า เนื่องจากรัฐบาลฝรั่งเศสต้องการเก็บไว้เป็นความลับ เพื่อเซอร์ไพรส์และสร้างความประทับใจสูงสุด คือ ประธานาธิบดีมาครงได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้น Grand-Croix ในตระกูล Légion d’Honneur (Legion of Honour) ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของฝรั่งเศส แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้น Grand-Croix ของเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งชาติว่าด้วยความดีความชอบ Ordre national du Mérite แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

เครื่องอิสริยาภรณ์ชั้น Grand-Croix ในตระกูล Légion d’Honneur นั้นจะมอบให้เฉพาะประมุขแห่งรัฐเท่านั้น โดยพระมหากษัตริย์ไทยที่เคยได้รับก่อนหน้านี้คือพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

สำหรับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา รัฐบาลฝรั่งเศสได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้น Grand Officier ของเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูล Légion d’Honneur (Legion of Honour) ล่วงหน้าไปแล้วเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา

การทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ดังกล่าวทำให้ ราชวงศ์ไทยทั้งสามพระองค์ทรงได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดครบทุกพระองค์ ซึ่งถือเป็นอีกเกียรติประวัติอันสูงสุดทางการทูตระหว่างไทยและฝรั่งเศส

ปารีสสู่กรุงเทพฯ การทูตเพื่อการพัฒนา

การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ ยังมีอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจ คือการวางกำหนดการที่ให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ความสำเร็จในการพัฒนาของฝรั่งเศส

โดยกำหนดการวันที่สอง มีการเสด็จฯ เยือนศาลาว่าการกรุงปารีส (Hôtel de Ville) สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยมีนายกเทศมนตรี และรองนายกเทศมนตรีกรุงปารีส พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรุงปารีส ร่วมรับเสด็จและถวายการบรรยายสรุปเกี่ยวกับนโยบาย ‘ปารีสสีเขียว’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการกรุงปารีสในปัจจุบัน ที่เน้นการพัฒนาการขนส่งมวลชนสีเขียว การลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว การขยายเส้นทางจักรยาน และผังเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กำหนดต่อมาซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องกัน คือ การล่องเรือในแม่น้ำแซน (River Seine) ซึ่งเปรียบเสมือนแม่น้ำเจ้าพระยาของไทย โดยแม่น้ำแซนแบ่งปารีสออกเป็นฝั่งซ้ายและฝั่งขวา

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจคือ แม่น้ำแซนเคยประสบปัญหาสกปรกและเป็นมลพิษอย่างรุนแรงในอดีต แต่ด้วยนวัตกรรมและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบของรัฐบาลและกรุงปารีส ทำให้ปัจจุบันแม่น้ำแซนได้รับการฟื้นฟูจนกลายเป็นแม่น้ำที่สะอาดที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปที่ประชาชนสามารถลงไปเล่นน้ำได้จริง เช่นในช่วงสัปดาห์ก่อนการเสด็จฯ เยือน ซึ่งปารีสเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรง รัฐบาลก็เปิดให้ประชาชนลงไปเล่นน้ำในแม่น้ำแซนเพื่อคลายร้อน

โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ประทับเรือไฟฟ้าและล่องเรือไปตามแม่น้ำแซน ซึ่งรองนายกเทศมนตรีกรุงปารีสเป็นผู้ถวายการบรรยายสรุปด้านการบำบัดรักษาคุณภาพน้ำและการจัดการน้ำตลอดเส้นทางล่องเรือประมาณ 40 นาที

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เปิดเผยว่า กำหนดการเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนพระทัยและพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการนำความสำเร็จของฝรั่งเศสมาปรับใช้และพัฒนาคุณภาพน้ำและผังเมืองของประเทศไทย เช่น การบำบัดน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ

เสด็จฯ เยือนสำนักงาน Airbus โอกาสความร่วมมือด้านการบิน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของการเสด็จฯ เยือน คือการเดินทางไปยังเมืองตูลูส ศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินของยุโรป และที่ตั้งสำนักงานใหญ่และโรงงานประกอบอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดของ Airbus

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสเสนอกำหนดการเยือนสำนักงาน Airbus โดยศึกษาจากความสนพระทัยและพระอัจฉริยภาพด้านการบินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการศึกษาดูงานระบบการขนส่งทางอากาศยานและการบินของไทย รวมถึงเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้กิจกรรมทวิภาคีในการเสด็จฯ เยือนตูลูส บรรลุผลสำเร็จอย่างงดงาม

ระหว่างการเสด็จฯ เยือน Airbus ยังเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้เชี่ยวชาญของ Airbus คือการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงทดลองเครื่องจำลองการบิน (Flight Simulator) ของเครื่องบินแบบ A350 ซึ่งเป็นเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ทั้งสองพระองค์ไม่เคยขับจริงมาก่อน แต่ด้วยพระปรีชาสามารถสูงยิ่งในฐานะนักบินอาชีพ ทั้งสองพระองค์สามารถบังคับเครื่องบินขึ้นบินและลงจอดได้อย่างสมบูรณ์แบบปราศจากข้อผิดพลาด จนเจ้าหน้าที่ Airbus ทั้งโรงงานต่างยืนปรบมือชื่นชมในพระอัจฉริยภาพ

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสชี้ว่า การเสด็จฯ เยือน Airbus ยังสะท้อนโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยความสัมพันธ์ทวิภาคีทางด้านการบินระหว่างไทยและ Airbus นั้นมีมานานแล้ว ซึ่ง Airbus มีสำนักงานสาขาในไทย และกำลังให้ความสนใจอย่างยิ่งในการเข้ามาจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และสนามบินอู่ตะเภา เนื่องจากศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานเดิมของ Airbus ที่สิงคโปร์เริ่มประสบปัญหาความคับแคบและขยายพื้นที่ไม่ได้

ประกอบกับในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยมีนโยบายต่างประเทศที่เป็นมิตรและเป็นกลางอย่างเด่นชัด ไม่เลือกข้างมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งอย่างสุดโต่งเหมือนสิงคโปร์ ความมีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้ของไทย น่าจะทำให้นักลงทุนและรัฐบาลฝรั่งเศสมีความสบายใจและมั่นใจที่จะย้ายฐานการผลิตหรือสร้างห่วงโซ่อุปทานร่วมกับประเทศไทยในระยะยาว

ซีรีส์ความร่วมมือไทย-ฝรั่งเศส ความสำเร็จที่ไม่ได้เกิดโดยบังเอิญ

หากมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะพบว่าการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์เดียว

ภาพความร่วมมือและการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศส ปรากฏชัดเจนขึ้นผ่านหลายเหตุการณ์ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ยืนยันว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีคำว่าบังเอิญ และผ่านการออกแบบและวางแผนร่วมกันอย่างประณีตและเป็นขั้นเป็นตอน

ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2569 ที่ฝรั่งเศสได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในฐานะผู้นำด้านการออกแบบแฟชั่น ซึ่งเป็นการยอมรับศักยภาพด้านวัฒนธรรมและแฟชั่นของไทย

ตามด้วยการจัดแสดงนิทรรศการ ‘ราชพัสตราสู่สากล (La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity)’ ณ พิพิธภัณฑ์ MAD ที่นำเสนอความงดงามของมรดกภูมิปัญญาไทย ผ่านฉลองพระองค์ ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ชั้นสูง และผลงานร่วมสมัยจากนักออกแบบไทย ซึ่งดึงดูดผู้ชมแล้วกว่า 4 หมื่นคน

“สิ่งเหล่านี้ได้สร้างการรับรู้ ความเป็นเลิศทางวัฒนธรรมและความผูกพันที่แนบแน่นระหว่างสองประเทศอย่างลึกซึ้งในหัวใจของประชาชนฝรั่งเศส” เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสกล่าว

จากนั้นสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับขนาดใหญ่ เชิญแขกสำคัญกว่า 250 คน ทั้งคณะทูต นักการเมือง และบรรณาธิการแฟชั่น สื่อสารมวลชน เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ประเทศไทย

ต่อเนื่องมาด้วยการเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ (Official Visit) ของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระหว่างวันที่ 22–26 พฤษภาคม 2569 ซึ่งได้พบหารือกับประธานาธิบดีมาครง

โดยในการเยือนครั้งนี้ ยังมีรองนายกรัฐมนตรีถึง 4 คนร่วมทริป ได้แก่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา

การไปเยือนฝรั่งเศสพร้อมกันของทั้ง 4 กระทรวงนี้ สะท้อนเป้าหมายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนทั้งในมิติด้านการเมือง การค้า การศึกษา และวัฒนธรรม

นอกจากนี้ ในมิติความร่วมมือทางการเมือง ไทยและฝรั่งเศสยังได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่เป้าหมายคือการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการเยือน สีหศักดิ์ และฌ็อง โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ยังได้ร่วมกันลงนามในแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสยืนยันว่า แผนงานเพื่อเดินหน้าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศสจะยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ซึ่งในช่วงปลายปีนี้ สถานทูตฯ จะจัดงานเทศกาลไทย (Thai Festival) ครั้งยิ่งใหญ่ที่ปารีสเพื่อนำเสนอวัฒนธรรมและผ้าไทย สอดรับกับเป้าหมายสำคัญที่ประเทศไทยกำลังยื่นขอขึ้นทะเบียนผ้าไทยเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในปารีส

ด้าน ผศ.คัคนางค์ คันธสายบัว หัวหน้าสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การที่ฝรั่งเศสหันมาหาไทยมากขึ้นจากหลายความร่วมมือที่เกิดขึ้นดังกล่าว ถือเป็นความพยายามเพื่อชูบทบาทของฝรั่งเศสให้กลับมาสู่สายตานานาชาติ โดยเป็นไปตามนโยบายของมาครง ที่ต้องการให้ฝรั่งเศสกลับมามีพื้นที่ในเวทีระหว่างประเทศ

เธอมองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ผลจากการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ จะส่งผลให้ไทยกับฝรั่งเศสมีความร่วมมือกันมากขึ้นในอนาคต โดยฝรั่งเศสน่าจะเป็นประเทศยุโรปที่ชัดเจนที่สุดแล้วในการแสดงออกถึงความร่วมมือที่มีต่อไทย

ไทยและฝรั่งเศสในฐานะ ‘ประเทศอำนาจกลาง’ ของโลกใหม่

ในโลกปัจจุบัน ที่กำลังเผชิญการแข่งขันและแบ่งขั้วระหว่างมหาอำนาจ ส่งผลให้หลายประเทศต้องเผชิญกับแรงกดดันในการเลือกข้าง และหลายประเทศรวมถึงไทยต้องพยายามรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของตนเองผ่านแนวคิดการทูตแบบ ‘ประเทศอำนาจกลาง’ หรือ Middle Power Diplomacy

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ให้ความเห็นว่า ท่ามกลางสภาวะที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความไม่แน่นอนและผันผวน และระเบียบโลกเก่าเริ่มไร้ประสิทธิภาพ ล้าสมัย และไม่สามารถตอบสนองความต้องการของโลกปัจจุบันได้ ความร่วมมือระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่เด่นชัดมากขึ้นครั้งนี้ คือ ‘โอกาสทอง’ ของทั้งไทยและฝรั่งเศส

เขามองว่า ทั้งสองประเทศต่างมีสถานะของ ‘ประเทศอำนาจกลาง’ ที่มีความคิดเห็นและจุดยืนสอดคล้องกันในหลายมิติ ซึ่งควรจะก้าวเข้ามาจับมือเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและเขียนระเบียบโลกใหม่ โดยมีศักยภาพที่สามารถจะพึ่งพาและเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ บนสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน (Level Playing Field)

ขณะที่ผศ.คัคนางค์ ให้ความเห็นว่า ฝรั่งเศสนั้นสามารถเป็นพันธมิตรชาติตะวันตกที่เข้ามามีบทบาทกับไทยในการคานอำนาจจากการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐฯ ได้ โดยมีข้อดีคือทั้งไทยและฝรั่งเศสเองก็จะได้ประโยชน์จากความร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งฝรั่งเศสก็จะได้พื้นที่ในการส่งออกสินค้าเพิ่มมากขึ้นด้วย

ความเป็นกลางของฝรั่งเศสและนัยต่อข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวไทย คือท่าทีของฝรั่งเศสต่อข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสกล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า แม้ฝรั่งเศสจะเคยเป็นเจ้าอาณานิคมของกัมพูชาและมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การกำหนดเขตแดนในภูมิภาค แต่จากท่าทีที่ปรากฏตลอดช่วงการเสด็จฯ เยือนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของปารีสที่จะรักษาบทบาทความเป็นกลาง

“รัฐบาลฝรั่งเศสไม่ได้เพิ่งมาให้ความมั่นใจกับไทยแต่แสดงท่าทีที่ชัดเจนและรักษาสัจจะร่วมกับไทยมาโดยตลอด ซีรีส์ของกิจกรรมที่เกิดขึ้นในการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ ก็เป็นการตอกย้ำให้เห็นเด่นชัดขึ้นไปอีกว่า ไทยและฝรั่งเศสสามารถเชื่อมั่นในความเป็น ‘มหามิตร’ ระหว่างกันได้”

เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสมองว่า ในทางปฏิบัติจริง ที่ผ่านมารัฐบาลฝรั่งเศสได้ตัดประเด็นความสัมพันธ์กับกัมพูชาในฐานะเจ้าอาณานิคมทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และประกาศจุดยืนความเป็นกลางอย่างเคร่งครัดในประเด็นปัญหาข้อพิพาทเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา

โดยฝรั่งเศสสนับสนุนแนวทางทวิภาคีให้ทั้งสองประเทศพูดคุยเจรจาหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ และสิ่งที่ฝรั่งเศสทำคือการให้สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลและเอกสารแผนที่ประวัติศาสตร์ในหอจดหมายเหตุแก่ทั้งไทยและกัมพูชาอย่างเท่าเทียมและโปร่งใสที่สุด

“การที่ฝรั่งเศสรักษาความเป็นกลางอย่างเป็นรูปธรรมนี้ ในทางยุทธศาสตร์ถือเป็นความสำเร็จอันงดงามยิ่งของการต่างประเทศไทย ซึ่งในฐานะเอกอัครราชทูตและสถานเอกอัครราชทูต มีหน้าที่สำคัญคือการดำรงรักษาความเชื่อมั่นและมิตรภาพอันต่อเนื่องนี้ไว้ให้มั่นคงที่สุด” เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสกล่าว

สำหรับประเทศไทย นี่ถือเป็นพัฒนาการที่มีนัยสำคัญ เพราะจะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับบทบาทของฝรั่งเศสในประเด็นที่อ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ และสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า ฝรั่งเศสพร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกสันติและการเจรจาระหว่างคู่กรณี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...