เพื่อนแท้ยามยาก! "เดชา" รอรับ "ทนายตั้ม" พ้นเรือนจำ
เพื่อนไม่ทิ้งกัน! ‘ทนายเดชา’ เกาะติดเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รอรับ ‘ทนายตั้ม’ หลังได้ประกันตัว ชี้ช่องคดีฉ้อโกงยอมความได้ หากคุยเจ๊อ้อยลงตัวก็จบ
วันที่ 11 มิ.ย.2569 ภายหลังศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ "ทนายตั้ม" ในคดีพิพาทกับ "เจ๊อ้อย" ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความชื่อดัง ได้เดินทางมาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อรอรับและให้กำลังใจทนายตั้มทันที ที่ได้รับการปล่อยตัว
ทนายเดชา เปิดเผยว่า การเดินทางมาในครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อให้กำลังใจทนายตั้ม หลังต้องถูกคุมขังเป็นเวลานาน พร้อมมองว่าคดียังไม่สิ้นสุด เนื่องจากยังสามารถต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ได้ โดยชี้ว่าจากข้อกล่าวหาทั้งหมดหลายกระทง ศาลพิพากษาลงโทษเพียงบางส่วน ขณะที่หลายข้อหาถูกยกฟ้อง ทำให้ยังมีประเด็นทางกฎหมายที่สามารถนำไปต่อสู้ในชั้นสูงต่อไปได้
ทนายเดชา กล่าวว่า หลังจากได้รับการปล่อยตัวแล้ว วันนี้ยังไม่ใช่เวลาพูดคุยเรื่องคดีความ แต่ควรเป็นช่วงเวลาที่ทนายตั้มจะได้กลับไปใช้เวลากับครอบครัว ทั้งพ่อแม่และบุตร ก่อนจะมีการนัดหารือแนวทางการต่อสู้คดีในอนาคต
พร้อมกันนี้ ทนายเดชา ยังเปรียบเทียบว่าการออกจากเรือนจำครั้งนี้ไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ โดยเชื่อว่าทนายตั้มยั งมีศักยภาพและสามารถกลับมาสร้างอนาคตของตนเองได้อีกครั้ง แม้จะต้องเผชิญมรสุมทางคดีและกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมก็ตาม
ส่วนกรณีที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดศาลจึงอนุญาตให้ประกันตัว ทั้งที่มีคำพิพากษาจำคุกแล้วนั้น ทนายเดชา ระบุว่า การขอปล่อยชั่วคราวเป็นสิทธิของจำเลยตามกฎหมาย และที่ผ่านมาในคดีที่มีอัตราโทษสูงกว่านี้ ศาลก็เคยอนุญาตให้ประกันตัวมาแล้วหลายกรณี โดยการพิจารณาจะดูเป็นรายกรรมและรายข้อหา ไม่ได้พิจารณาจากโทษรวมเพียงอย่างเดียว
ทนายเดชา ยังกล่าวถึงแนวทางการต่อสู้คดีในอนาคตว่า คดีดังกล่าวยังมีโอกาสดำเนินต่อไปถึงชั้นศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม หากคู่กรณีสามารถเจรจาและทำความเข้าใจกันได้ ก็ยังมีช่องทางยุติข้อพิพาท เนื่องจากความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ และสามารถถอนฟ้องกันได้ตามกระบวนการกฎหมาย
นอกจากนี้ ทนายเดชา ยังมองว่าคดีของทนายตั้มถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการแจ้งข้อกล่าวหาฐานฉ้อโกงเป็นปกติธุระและความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งศาลได้วางแนวทางการพิจารณาไว้อย่างชัดเจน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีต่อบุคคลในครอบครัวของผู้ต้องหา ควรมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ เนื่องจากในคดีนี้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องภรรยาและพี่สาวของทนายตั้ม โดยเห็นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
นายเดชา ยังกล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่าในช่วงเวลาที่บุคคลประสบปัญหาหรือเผชิญคดีความ มักจะมีผู้คนอยู่เคียงข้างน้อยลง แตกต่างจากช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จ พร้อมยืนยันว่าตนยังคงให้กำลังใจทนายตั้ม ในฐานะรุ่นน้องและเพื่อนร่วมวิชาชีพเช่นเดิม
ทั้งนี้ ทนายเดชา เชื่อว่าหากในอนาคตทนายตั้มและเจ๊อ้อย สามารถเปิดใจพูดคุยกันได้โดยตรง อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยคลี่คลายข้อพิพาทที่เกิดขึ้น และนำไปสู่การยุติคดีตามกระบวนการกฎหมายได้ในที่สุด