โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พรรคส้มเจตนาฆ่าตัวตาย ป่วนเกินเบอร์ !?

Manager Online

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

เมืองไทย 360 องศา

สังเกตอาการของพรรคประชาชนในช่วงไม่กี่วันนี้ เหมือนกับว่ามีเจตนาเคลื่อนไหวเพื่อหวังผลบางอย่าง ไม่ว่าจะเริ่มจากการโจมตีคณะองคมนตรี เสนอให้ยกเลิกองคมนตรี กล่าวหา สว.สีน้ำเงิน “ระบอบสีน้ำเงิน” รวมไปถึงสิ่งที่ระบุว่า สีน้ำเงิน “ที่เหนือกว่าพรรคภูมิใจไทย” มาจนถึงการเคลื่อนไหวที่กำลังเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ “ท้าทาย” โดยเฉพาะความพยายามในการเสนอให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ( ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด โดยอ้างการยึดโยงกับประชาชน ขณะเดียวกันยังยืนยันในการเสนอให้ตัดอำนาจของ สว.ในการโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกด้วย

หากพิจารณาจากความเคลื่อนไหวดังกล่าวทุกเรื่องของพรรคประชาชนในเวลานี้ ดูเหมือนมีความพยายาม “เพิ่มความร้อนแรง” ให้กลายเป็นกระแส เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม แต่ขณะเดียวกันหากพิจารณาถึง “ปลายทาง”แล้ว ทุกเรื่องไม่มีทางทำได้สำเร็จ ตรงกันข้ามมีแต่จะยิ่งสร้างความขัดแย้ง และเหมือนกับว่ามีเจตนาบั่นทอนสถาบันหลักเท่านั้นหรือไม่

สิ่งที่พรรคประชาชนกำลังเคลื่อนไหวในช่วงอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ คือ การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา หลังจากก่อนหน้านี้ได้พลาดท่าให้กับพรรคภูมิใจไทยไปแล้วจากการที่พยายามโจมตีว่า ไม่มีความจริงใจ และเมินเฉยต่อผลประชามมติกว่า 21 ล้านคน ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กลายเป็นว่าพรรคภูมิใจไทยได้ชิงตัดหน้าเสนอร่างแก้ไขไปเป็นพรรคแรกมาตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคมไปแล้ว

ขณะที่พรรคประชาชนที่อ้างว่าให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับยังไม่มีการรวบรวมรายชื่อ ส.ส.เพื่อเสนอร่างแก้ไขเข้ามา โดยคาดว่าจะรอเวลาอีกราว 1-2 สัปดาห์

อย่างไรก็ดี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน(ปชน.) และประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า พรรคประชาชนจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (เพิ่มเติมหมวด 15/1) ทั้งหมด 2 ฉบับ สัปดาห์นี้ พร้อมกรอบเนื้อหา สสร. มาจากการเลือกตั้ง มีทั้งตัวแทนพื้นที่-ตัวแทนเชิงประเด็น ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว.

เขาบอกว่า ร่างของพรรคประชาชน จะยึด 3 หลักการ คือ 1. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้ร่าง 2. ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย 3. ไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. ในการชี้ขาดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เขาอ้างว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 เป็นคำวินิจฉัยที่เราเห็นว่าไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย แต่ได้สร้างข้อจำกัดที่อาจทำให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ได้ เพื่อฝ่าฟันและรับมือกับอุปสรรคดังกล่าว ทาง สส. พรรคประชาชนจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมหมวด 15/1 รวมกันทั้งหมด 2 ร่าง เพื่อให้มั่นใจว่าการพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่ 1 จะมีการบรรจุอย่างน้อย 1 ร่างที่ตอบโจทย์ 3 หลักการที่เราได้วางไว้

กรอบเนื้อหาของทั้ง 2 ร่างของพรรคประชาชน ที่จะมีการเคาะรายละเอียดและลงชื่อโดย สส. ในที่ประชุม สส. วันอังคาร มีดังต่อไปนี้

1. สภาร่างรัฐธรรมนูญมีสมาชิก (สสร.) ทั้งหมด 150 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ตัวแทนเชิงพื้นที่ 2. ตัวแทนเชิงประเด็น-กลุ่มอาชีพ-กลุ่มสังคม 2. สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ร่าง 1: ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 150 คน ก่อนจะส่งรายชื่อ 150 คน ให้รัฐสภารับรองทั้งชุด (รับรองแยกรายบุคคลไม่ได้) หากรัฐสภารับรอง 150 คน: 150 คน จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สสร. หากรัฐสภาไม่รับรอง 150 คน: จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง สสร. ทั้ง 150 คนใหม่

ร่าง 2: ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 300 คน ก่อนจะส่งรายชื่อ 300 คน ให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 150 คน กระบวนการในการคัดเลือกโดยรัฐสภา จะใช้วิธีการที่ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และสนับสนุนให้ สสร. คงความเป็นอิสระจากพรรคการเมืองหรือสมาชิกรัฐสภา (รายละเอียดจะเปิดเผยโดยละเอียดในวันยื่นร่าง)

3. สสร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการมาช่วยปฏิบัติหน้าที่ได้ 1. สสร. ต้องตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจมีทั้ง สสร. และคนนอกที่ สสร. คัดเลือกเข้ามา เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้มีประสบการณ์ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง มาช่วยงาน สสร. ได้ 2. สสร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการอื่นได้ ตามที่ สสร. เห็นว่าเหมาะสม (เช่น คณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน)

4. สสร. มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ตราบใดที่ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบรัฐ (ตามที่บัญญัติไว้แล้วในรัฐธรรมนูญมาตรา 255) 5. สสร. มีกรอบเวลาไม่เกิน 360 วันในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

6. สสร. สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ โดยไม่ถูกกระทบจากการยุบสภาฯ หรือจากการที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาสิ้นสุดลง 7. เมื่อ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ สสร. จะต้องส่งร่างดังกล่าวให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ (โดยมติเห็นชอบจากรัฐสภา จะต้องมีเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา) – หากรัฐสภาเห็นชอบ ร่างดังกล่าวจะถูกส่งไปถามประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ

นอกเหนือจาก 2 ร่าง ของพรรคประชาชน ทาง สส. พรรคประชาชนเราพร้อมที่จะร่วมลงชื่อให้กับร่างของพรรคการเมืองอื่นหรือร่างของสมาชิกรัฐสภาส่วนอื่น ที่ต้องการรายชื่อเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อการยื่นร่างเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้สำเร็จ ตราบใดที่ร่างดังกล่าวมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับหลักการสำคัญของพรรคประชาชน

นั่นคือ เนื้อหาคร่าวๆ ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของพรรคประชาชน ที่เมื่อพิจารณาแล้ว “ไม่น่ารอด” น่าจะถูกคว่ำไปตั้งแต่แรก โดยเฉพาะยากที่จะผ่านของ ส.ว.รวมไปถึงการที่มาของ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งประเด็นนี้ถือว่าผ่านยาก เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยงที่จะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ แต่การที่พรรคประชาชนจงใจที่จะเสนอเข้ามาเสมือนกับกับว่าเป็นการจงใจหรือเจตนาท้าทายหรือเปล่า

แต่ถึงอย่างไรก็ต้องถือว่าเป็นสิทธิ์ที่สามารถเสนอร่างแก้ไขเข้ามาได้ หากสามารถรวบรวมเสียงได้เพียงพอ แต่อย่างที่ระบุเอาไว้ก็คือโอกาสที่จะผ่านวาระหนึ่งนั้นยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะเสียงจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มจับมือกันแน่น โดยพวกเขายังมีท่าทีประณีประนอมในชั้นกรรมาธิการเพื่อปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้มีความยืดหยุ่นกว่าเดิม

ขณะที่เมื่อวกมาที่พรรคประชาชน การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา มีหลักการและเนื้อหายังสุดโต่ง ไม่ต่างกับการเจตนาสร้างความปั่นป่วน และรู้ว่าถึงอย่างไรฉบับร่างของตัวเองถูกคว่ำตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มต้นด้วยซ้ำไป ดังนั้นมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่าไม่ต่างจาก “สร้างกระแส” ขึ้นมา อีกทั้งยังเชื่อมโยงไปถึง “สีน้ำเงิน” ที่พวกเขาชี้ว่า “อยู่เหนือ” ขึ้นไปอีก

ดังนั้น นาทีนี้สำหรับความเคลื่อนไหวของ พรรคประชาชน ถือว่าต้องจับตามองว่าในที่สุดแล้วพวกเขามีเจตนาอะไรกันแน่ เพราะนับตั้งแต่จุดพลุเรื่อง “องคมนตรี” มาจนถึง “สีน้ำเงิน” ต่อเนื่องมาจนถึงการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สุ่มเสี่ยงฝ่าฝืนศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ว่ามองมุมไหนแล้วเสี่ยงถูกคว่ำแน่นอน ขณะเดียวกันอีกมุมหนึ่งเวลานี้ทั้งพรรคกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายจากการที่ระดับหัวแถว ตั้งแต่ หัวหน้าพรรคคือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กับพวกหลายสิบคนมีชนักเรื่องแก้ไข มาตรา 112 แม้จะรอดไม่ต้องพักการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.แต่ปลายทางแล้วไม่น่าจะออกมาทางบวก ซึ่งแบบนี้หรือเปล่าที่เป็นสาเหตุต้องป่วนให้ “ทะลุเพดาน” หรือเปล่า !!

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...