การตรวจพบ ติดพยาธิใบไม้ในตับหลายพันคน มีความสำคัญ และต้องทำอะไรต่อ
8ก.ค.2569- สืบเนื่องจากมีการตรวจพบพยาธิใบไม้ในตับ ในนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จำนวน 4,233 คน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กว่า
การตรวจพบ ติดพยาธิใบไม้ในตับหลายพันคน มีความสำคัญ และต้องทำอะไรต่อ?
พวกเราต้องชื่นชมประเทศไทยมีนักวิจัยที่สร้างองค์ความรู้ระดับโลกเกี่ยวกับพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การรณรงค์ในปัจจุบันตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ไม่ใช่เพียงการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์
ความท้าทายในระยะต่อไปคือการเชื่อม “การคัดกรอง” เข้ากับ “ระบบติดตามและการป้องกันระยะยาว” เพื่อให้เกิดผลลดการเสียชีวิตจากมะเร็งท่อน้ำดีอย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบันการตรวจ antigen ของพยาธิใบไม้ตับในปัสสาวะ (urine antigen test) เริ่มถูกใช้ในงานคัดกรองในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
แต่ ผลบวกไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยกำลังจะเป็นมะเร็งท่อน้ำดี (cholangiocarcinoma)
และผลลบก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงในระยะยาว จำเป็นต้องตีความร่วมกับข้อมูลทางคลินิกและประวัติการสัมผัส
ความหมายของ urine antigen
การตรวจนี้ตรวจหา สารคัดหลั่ง (excretory-secretory antigens) ของ Opisthorchis viverrini ซึ่งสะท้อนว่ามีพยาธิที่ยังมีชีวิตอยู่ในทางเดินน้ำดี มีการติดเชื้อในปัจจุบัน (current infection)
โดยทั่วไปสัมพันธ์กับจำนวนพยาธิมากกว่าการตรวจหาไข่ในอุจจาระในบางกรณี
จึงมีความหมายมากกว่าการบอกว่า “เคยติดเชื้อ”
ถ้าผลเป็นบวก ควรทำอย่างไร?
โดยทั่วไปควร
• รักษาด้วย praziquantel
• งดรับประทานปลาน้ำจืดดิบ
• ประเมินการติดเชื้อซ้ำ
• ตรวจอัลตราซาวนด์ตับและทางเดินน้ำดี
• ติดตามเป็นระยะ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูง
ถ้าพบ
• periductal fibrosis
• ท่อน้ำดีขยาย
• ก้อนในตับ
• นิ่วในท่อน้ำดี
ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นมากกว่าผล antigen เพียงอย่างเดียว
คนไทยต้องขอบคุณ คุณหมอ บุคลากรทางสาธารณสุข และคณะนักวิจัย ที่พัฒนาวิธีการตรวจหาเชื้อในปัสสาวะ และทำงานต่อเนื่องเพื่อป้องกันโรค และมะเร็งในท่อน้ำดีครับ
ด้วยความนับถืออย่างสูง
ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา