ธนารักษ์ ประกาศราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรอบใหม่ 1 ธ.ค.นี้ ราคาขยับขึ้นแน่
นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการจัดทำราคาประเมินที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง รอบใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปี 70- 73 ทำได้แล้วกว่า 85% และมีกำหนดการจะประกาศราคาใหม่ในวันที่ 1 ธ.ค. นี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 70 เป็นต้นไป
“การประเมินในรอบนี้ คือ การทำให้ราคาประเมินสะท้อนความเป็นจริงของราคาตลาดมากขึ้น จากเดิมที่ราคาประเมินมักจะต่ำกว่าราคาตลาดอยู่ถึงประมาณ 40% โดยในรอบใหม่นี้ คณะกรรมการฯ พยายามปรับปรุงให้ราคาประเมินมีส่วนต่างต่ำกว่าราคาตลาดเพียง 15-20% เท่านั้น
สำหรับระบบการประเมินราคาจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ พื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร จะดำเนินการโดยคณะกรรมการของกรุงเทพฯ ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัด จะมีคณะกรรมการประจำจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยใช้ราคาอ้างอิงที่ส่งไปจากส่วนกลางซึ่งแนวโน้มราคาประเมินในรอบใหม่จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน จากการเก็บข้อมูลในอดีตที่ผ่านมาพบว่าราคาจะมีการปรับขึ้นเฉลี่ยกว่า 10% อยู่แล้ว ซึ่งได้นำสภาวะเศรษฐกิจมาประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคส่วนต่างๆ มากจนเกินไป
นายอัครุตม์ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่บนที่ดินราชพัสดุ ว่า ขณะนี้โครงการพัฒนาที่ดินบริเวณหมอชิตและโครงการซีเนียร์คอมเพล็กซ์ที่ร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้เตรียมความพร้อมที่จะเดินหน้าต่อ และได้เตรียมสรุปแผนงานและปรับเงื่อนไขให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว
สำหรับโครงการพัฒนาที่ดินหมอชิตนั้น ทางผู้ลงทุนรายเดิม คือ บริษัท บางกอกเทอร์มินอล (บีเคที) ได้เข้ามาเจรจาและพร้อมที่จะดำเนินโครงการต่อ โดยคาดว่าจะสามารถสรุปแนวคิดการออกแบบได้ภายในปีนี้ เมื่อโครงการนี้เดินหน้าต่อ กรมธนารักษ์จะได้รับเงินเข้าคลังประมาณ 1,250 ล้านบาท ค่าลงทุนฐานราก และเงินแรกเข้าอีก 400 ล้านบาท
ทั้งนี้ โครงการพัฒนาที่ดินหมอชิตมีพื้นที่ใช้สอยกำหนดไว้ที่ประมาณ 700,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย โรงแรม ห้างสรรพสินค้า และที่อยู่อาศัย และพื้นที่สาธารณะที่ต้องจัดสรรพื้นที่ให้ บขส. ใช้ประโยชน์ โดยจะมีการปรับแผนจราจรที่จะยกเลิกการเวนคืนที่ดินเพื่อทำถนนเชื่อมออกวิภาวดีรังสิต แต่จะเปลี่ยนมาใช้ทางเข้า-ออกปกติทางด้านถนนพหลโยธินแทน สำหรับอายุสัญญานั้น ตามมติ ครม. กำหนดไว้ที่ 50 ปี โดยยังไม่เริ่มนับหนึ่งจนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ
ส่วนโครงการซีเนียร์คอมเพล็กซ์นั้น ได้ข้อสรุปเดินหน้าโครงการแน่นอน แต่จะปรับลดขนาดโครงการลงมา เพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุน โดยโครงการนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างกรมธนารักษ์กับโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งความล่าช้าที่ผ่านมาของโครงการเกิดจากปัญหาผู้รับเหมาของทางโรงพยาบาลทิ้งงาน
“การเปลี่ยนแปลงสำคัญในโครงการซีเนียร์คอมเพล็กซ์ คือ การปรับลดขนาดลงจากเดิมที่เคยวางแผนไว้ 6 อาคาร จะมีการปรับลดจำนวนยูนิตและขนาดโรงพยาบาลลงเช่น จากเดิม 1,500 เตียง อาจเหลือ 500 เตียง เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพปัจจุบันแต่ยังคงฟังก์ชันโรงพยาบาลและคอมเพล็กซ์ไว้อย่างครบถ้วน”