โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘ยุทธศักดิ์’ ชงรัฐดัน 'พ.ร.บ.ตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว' รับธุรกิจ Solopreneur

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกและระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงปี 2568 ถึง 2569 กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ ท่ามกลางอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ได้รับการประเมินว่าอาจขยายตัวเพียงร้อยละ 1-2 รูปแบบการค้าโลกที่ทวีความซับซ้อนขึ้น มาตรการกีดกันทางการค้า สงครามการค้า

ตลอดจนแรงกดดันจากการนำเข้าสินค้าต้นทุนต่ำที่ไหลทะลักเข้าสู่ตลาดที่สาม ส่งผลให้โมเดลเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาการผลิตสินค้าเชิงปริมาณ และการแข่งขันด้วยต้นทุนราคาต่ำ เริ่มสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ

เพื่อความอยู่รอดและการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ระบบเศรษฐกิจจำเป็นต้องพึ่งพากระบวนทัศน์ใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการเป็นประเทศที่ขายของดีราคาถูก ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านเรื่องเล่า ประสบการณ์ สินทรัพย์ทางปัญญา และนวัตกรรมดิจิทัลที่ตลาดโลกพร้อมจะจ่ายในอัตราพรีเมียม

ในขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดแรงงานและการประกอบธุรกิจก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ แนวคิดการประกอบธุรกิจแบบ "Solopreneur" หรือ ผู้ประกอบการลุยเดี่ยว ได้ก้าวขึ้นมาเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบเศรษฐกิจจุลภาค การผสานรวมระหว่างเทคโนโลยีขั้นสูง โครงสร้างธุรกิจที่ยืดหยุ่น และความคิดสร้างสรรค์ ทำให้บุคคลธรรมดาเพียงคนเดียวสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและรายได้เทียบเท่ากับองค์กรขนาดเล็ก

นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า แนวคิดการประกอบธุรกิจแบบ Solopreneur ไม่ใช่เพียงการทำงานอิสระเพื่อหารายได้เสริม หรือการเป็นผู้รับจ้างชั่วคราว แต่เป็นรูปแบบการประกอบธุรกิจที่มีโครงสร้างทางวิถีคิด และสถาปัตยกรรมทางธุรกิจ ที่ถูกวางรากฐานไว้อย่างชัดเจน

มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างธุรกิจที่สามารถดำเนินงาน ขยายตัว และสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืนด้วยตัวคนเดียวเป็นแกนหลัก ทั้งนี้ นิยามของ Solopreneur คือผู้ประกอบการที่ดำเนินการและบริหารจัดการธุรกิจด้วยตัวคนเดียวเป็นหลัก โดยใช้ประโยชน์จากระบบอัตโนมัติ ความยืดหยุ่นในการทำงาน และมุ่งเน้นที่ธุรกิจหลัก

นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

ปัญหาคอขวดที่สำคัญ Solopreneur

อย่างไรก็ดีแม้ปรากฏการณ์ Solopreneur และเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะมีศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหาศาล แต่ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และกลไกของรัฐในประเทศไทย ยังคงเป็นอุปสรรคขัดขวางการเปลี่ยนผ่านแรงงานนอกระบบให้กลายเป็นวิสาหกิจที่แข็งแกร่ง โดยพบปัญหาคอขวดที่สำคัญใน 4 มิติหลัก นั่นคือ

1.นิติบุคคลและความท้าทายทางกฎหมาย โดยเฉพาะการผลักดันร่าง พ.ร.บ. จัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว เพื่อรองรับการตั้งบริษัทคนเดียวอย่างสมบูรณ์

2.โครงสร้างภาษีสรรพากรและปรากฏการณ์ Bunching Behavior ทำให้ธุรกิจรายเล็กในไทยตกอยู่ในสภาวะไม่กล้าโต และเลือกที่จะซ่อนรูปอยู่ในระบบเศรษฐกิจใต้ดิน

3.ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อและการประเมินข้อมูลทางเลือก

4.ความเปราะบางของระบบประกันตนและสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะโครงสร้างของมาตรา 40 ที่ยังขาดความคุ้มครองที่ครอบคลุม

ข้อเสนอต่อการปลดล็อคศักยภาพ Solopreneur

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้เพื่อเร่งปลดล็อคศักยภาพที่แท้จริงของ Solopreneur และยกระดับกลุ่มวิสาหกิจรายย่อย (Micro SMEs) ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ภาครัฐและผู้กำหนดนโยบาย จำเป็นต้องบูรณาการยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อรื้อถอนอุปสรรคระดับโครงสร้างรากฐาน โดยมีข้อเสนอดังนี้

1.เร่งตรากฎหมายบริษัทจำกัดคนเดียว

ควรยุติความล่าช้าและเร่งผลักดันให้ "ร่างพระราชบัญญัติการจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว" มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายโดยเร็ว เพื่อสร้างสถานะทางกฎหมายที่คุ้มครองความรับผิดในหนี้สิน แก่ Solopreneur สร้างความน่าเชื่อถือในการทำนิติกรรมข้ามชาติ และดึงดูดให้ผู้ประกอบการอิสระนำธุรกิจเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ โดยปราศจากความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาระบบนอมินีที่ผิดเจตนารมณ์

สำหรับสาระสำคัญหลักของร่าง พ.ร.บ. นี้ จะกำหนดจำนวนผู้ถือหุ้น ใช้บุคคลธรรมดาเพียง 1 คนก็สามารถจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทได้ พร้อมการจำกัดความรับผิด ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบไม่เกินจำนวนเงินที่ตนลงทุนในบริษัท ช่วยป้องกันปัญหาทรัพย์สินส่วนตัวต้องถูกยึดหากธุรกิจล้มละลาย ส่วนชื่อบริษัท ต้องระบุคำว่า “(คนเดียว)” ไว้ท้ายชื่อบริษัท เช่น “บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (คนเดียว)” และการบริหารงาน เจ้าของสามารถเป็นกรรมการและผู้จัดการบริษัทได้ด้วยตนเอง

2.การปรับโครงสร้างเพดานภาษีมูลค่าเพิ่ม

รัฐบาลและกระทรวงการคลังควรพิจารณาปรับขยายเพดานรายได้ขั้นต่ำของการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 1.8 ล้านบาท ขยับขึ้นไปอยู่ในระดับ 3-5 ล้านบาท เพื่อให้สะท้อนกับอัตราเงินเฟ้อและโครงสร้างต้นทุนธุรกิจยุคดิจิทัล การขยายเพดานนี้จะเป็นการแก้ปัญหา "พฤติกรรมกองตัว" และจูงใจให้วิสาหกิจรายย่อยกล้าสร้างการเติบโตทางรายได้ โดยไทมไลน์ที่เหมาะสม เห็นว่าก็ควรออกมาพร้อม พ.ร.บ. บริษัทจำกัดคนเดียว เมื่อประกาศใช้

3.การออกแบบระบบภาษีวิสาหกิจรายย่อยพิเศษ

ถอดบทเรียนจากระบบ Auto-Entrepreneur ของประเทศฝรั่งเศส โดยออกแบบกลไก "Simplified Tax & Social Security" สำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อยที่มีรายได้ไม่เกินเกณฑ์เพดานที่ตั้งไว้ โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเงินได้ในรูปแบบ "เหมาจ่ายในอัตราต่ำพิเศษ" อาทิ 1-2% จากรายรับรวม โดยผูกรวมเข้ากับการชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเบ็ดเสร็จในขั้นตอนเดียว และไม่อนุญาตให้นำภาษีซื้อมาเครดิตหักลบ เพื่อขจัดภาระความซับซ้อนทางเอกสารบัญชี

4.พัฒนามาตรฐานการประเมินสินเชื่อจากข้อมูลทางเลือก

โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรมีบทบาทในการผลักดันให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการสินเชื่อพัฒนากรอบการพิจารณาสินเชื่อรูปแบบใหม่ที่ลดการพึ่งพาสลิปเงินเดือน แต่หันมาบูรณาการใช้ข้อมูลทางเลือกอย่างเต็มรูปแบบ เช่น ประวัติการจัดเก็บรายได้จากเกตเวย์ชำระเงินดิจิทัล, การประเมินกระแสเงินสดจากอินวอยซ์แพลตฟอร์มรับจ้างงาน เช่น Fastwork, หรือแม้แต่ยอดผู้เข้าชมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่สามารถแปลงเป็นรายได้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่กลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์

5.การยกระดับกองทุนประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบ

ควรพิจารณาปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของกองทุนประกันสังคม มาตรา 40 ให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มหมวดหมู่ความคุ้มครอง "กรณีขาดรายได้ฉับพลันหรือว่างงาน" ในระดับสัดส่วนที่สมเหตุสมผล เพื่อสร้างโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคม ที่สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการก้าวออกมาเป็น Solopreneur เต็มตัว

6.ต่อยอดคูปองดิจิทัลสำหรับองค์กรบุคคลเดียว

ควรขยายผลโครงการอุดหนุนคูปองดิจิทัล ให้ครอบคลุมการสนับสนุนกลุ่ม "Solopreneur ที่ยังคงเป็นบุคคลธรรมดา" นอกเหนือจากการพิจารณาให้เฉพาะนิติบุคคลหรือกลุ่มเกษตรกร โดยมุ่งให้ทุนสนับสนุนการเข้าถึงสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีเชิงลึก ระดับสากล อาทิ ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์สำหรับการสร้างระบบอัตโนมัติ, แพลตฟอร์มจัดการความรู้, และเครื่องมือการตลาดประยุกต์ AI ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการผลิตของ Solopreneur อย่างมหาศาล

7.กลไกปกป้องผลประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุก

ภาครัฐควรมีมาตรการเชิงรุกในการให้ความรู้และพัฒนากระบวนการคุ้มครองลิขสิทธิ์สิทธิบัตรทางดิจิทัลที่เข้าถึงได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ เพื่อให้แน่ใจว่าผลงานคอนเทนต์ นวัตกรรมการออกแบบ และผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของนักสร้างสรรค์ชาวไทย จะไม่ถูกละเมิดหรือถูกดูดซับมูลค่าผลกำไรโดยแพลตฟอร์มเทคโนโลยีข้ามชาติ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...