‘ยุทธศักดิ์’ ชงรัฐดัน 'พ.ร.บ.ตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว' รับธุรกิจ Solopreneur
ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกและระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงปี 2568 ถึง 2569 กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ ท่ามกลางอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ได้รับการประเมินว่าอาจขยายตัวเพียงร้อยละ 1-2 รูปแบบการค้าโลกที่ทวีความซับซ้อนขึ้น มาตรการกีดกันทางการค้า สงครามการค้า
ตลอดจนแรงกดดันจากการนำเข้าสินค้าต้นทุนต่ำที่ไหลทะลักเข้าสู่ตลาดที่สาม ส่งผลให้โมเดลเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาการผลิตสินค้าเชิงปริมาณ และการแข่งขันด้วยต้นทุนราคาต่ำ เริ่มสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อความอยู่รอดและการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ระบบเศรษฐกิจจำเป็นต้องพึ่งพากระบวนทัศน์ใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการเป็นประเทศที่ขายของดีราคาถูก ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านเรื่องเล่า ประสบการณ์ สินทรัพย์ทางปัญญา และนวัตกรรมดิจิทัลที่ตลาดโลกพร้อมจะจ่ายในอัตราพรีเมียม
ในขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดแรงงานและการประกอบธุรกิจก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ แนวคิดการประกอบธุรกิจแบบ "Solopreneur" หรือ ผู้ประกอบการลุยเดี่ยว ได้ก้าวขึ้นมาเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบเศรษฐกิจจุลภาค การผสานรวมระหว่างเทคโนโลยีขั้นสูง โครงสร้างธุรกิจที่ยืดหยุ่น และความคิดสร้างสรรค์ ทำให้บุคคลธรรมดาเพียงคนเดียวสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและรายได้เทียบเท่ากับองค์กรขนาดเล็ก
นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า แนวคิดการประกอบธุรกิจแบบ Solopreneur ไม่ใช่เพียงการทำงานอิสระเพื่อหารายได้เสริม หรือการเป็นผู้รับจ้างชั่วคราว แต่เป็นรูปแบบการประกอบธุรกิจที่มีโครงสร้างทางวิถีคิด และสถาปัตยกรรมทางธุรกิจ ที่ถูกวางรากฐานไว้อย่างชัดเจน
มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างธุรกิจที่สามารถดำเนินงาน ขยายตัว และสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืนด้วยตัวคนเดียวเป็นแกนหลัก ทั้งนี้ นิยามของ Solopreneur คือผู้ประกอบการที่ดำเนินการและบริหารจัดการธุรกิจด้วยตัวคนเดียวเป็นหลัก โดยใช้ประโยชน์จากระบบอัตโนมัติ ความยืดหยุ่นในการทำงาน และมุ่งเน้นที่ธุรกิจหลัก
ปัญหาคอขวดที่สำคัญ Solopreneur
อย่างไรก็ดีแม้ปรากฏการณ์ Solopreneur และเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะมีศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหาศาล แต่ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และกลไกของรัฐในประเทศไทย ยังคงเป็นอุปสรรคขัดขวางการเปลี่ยนผ่านแรงงานนอกระบบให้กลายเป็นวิสาหกิจที่แข็งแกร่ง โดยพบปัญหาคอขวดที่สำคัญใน 4 มิติหลัก นั่นคือ
1.นิติบุคคลและความท้าทายทางกฎหมาย โดยเฉพาะการผลักดันร่าง พ.ร.บ. จัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว เพื่อรองรับการตั้งบริษัทคนเดียวอย่างสมบูรณ์
2.โครงสร้างภาษีสรรพากรและปรากฏการณ์ Bunching Behavior ทำให้ธุรกิจรายเล็กในไทยตกอยู่ในสภาวะไม่กล้าโต และเลือกที่จะซ่อนรูปอยู่ในระบบเศรษฐกิจใต้ดิน
3.ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อและการประเมินข้อมูลทางเลือก
4.ความเปราะบางของระบบประกันตนและสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะโครงสร้างของมาตรา 40 ที่ยังขาดความคุ้มครองที่ครอบคลุม
ข้อเสนอต่อการปลดล็อคศักยภาพ Solopreneur
นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้เพื่อเร่งปลดล็อคศักยภาพที่แท้จริงของ Solopreneur และยกระดับกลุ่มวิสาหกิจรายย่อย (Micro SMEs) ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ภาครัฐและผู้กำหนดนโยบาย จำเป็นต้องบูรณาการยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อรื้อถอนอุปสรรคระดับโครงสร้างรากฐาน โดยมีข้อเสนอดังนี้
1.เร่งตรากฎหมายบริษัทจำกัดคนเดียว
ควรยุติความล่าช้าและเร่งผลักดันให้ "ร่างพระราชบัญญัติการจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว" มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายโดยเร็ว เพื่อสร้างสถานะทางกฎหมายที่คุ้มครองความรับผิดในหนี้สิน แก่ Solopreneur สร้างความน่าเชื่อถือในการทำนิติกรรมข้ามชาติ และดึงดูดให้ผู้ประกอบการอิสระนำธุรกิจเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ โดยปราศจากความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาระบบนอมินีที่ผิดเจตนารมณ์
สำหรับสาระสำคัญหลักของร่าง พ.ร.บ. นี้ จะกำหนดจำนวนผู้ถือหุ้น ใช้บุคคลธรรมดาเพียง 1 คนก็สามารถจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทได้ พร้อมการจำกัดความรับผิด ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบไม่เกินจำนวนเงินที่ตนลงทุนในบริษัท ช่วยป้องกันปัญหาทรัพย์สินส่วนตัวต้องถูกยึดหากธุรกิจล้มละลาย ส่วนชื่อบริษัท ต้องระบุคำว่า “(คนเดียว)” ไว้ท้ายชื่อบริษัท เช่น “บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (คนเดียว)” และการบริหารงาน เจ้าของสามารถเป็นกรรมการและผู้จัดการบริษัทได้ด้วยตนเอง
2.การปรับโครงสร้างเพดานภาษีมูลค่าเพิ่ม
รัฐบาลและกระทรวงการคลังควรพิจารณาปรับขยายเพดานรายได้ขั้นต่ำของการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 1.8 ล้านบาท ขยับขึ้นไปอยู่ในระดับ 3-5 ล้านบาท เพื่อให้สะท้อนกับอัตราเงินเฟ้อและโครงสร้างต้นทุนธุรกิจยุคดิจิทัล การขยายเพดานนี้จะเป็นการแก้ปัญหา "พฤติกรรมกองตัว" และจูงใจให้วิสาหกิจรายย่อยกล้าสร้างการเติบโตทางรายได้ โดยไทมไลน์ที่เหมาะสม เห็นว่าก็ควรออกมาพร้อม พ.ร.บ. บริษัทจำกัดคนเดียว เมื่อประกาศใช้
3.การออกแบบระบบภาษีวิสาหกิจรายย่อยพิเศษ
ถอดบทเรียนจากระบบ Auto-Entrepreneur ของประเทศฝรั่งเศส โดยออกแบบกลไก "Simplified Tax & Social Security" สำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อยที่มีรายได้ไม่เกินเกณฑ์เพดานที่ตั้งไว้ โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเงินได้ในรูปแบบ "เหมาจ่ายในอัตราต่ำพิเศษ" อาทิ 1-2% จากรายรับรวม โดยผูกรวมเข้ากับการชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเบ็ดเสร็จในขั้นตอนเดียว และไม่อนุญาตให้นำภาษีซื้อมาเครดิตหักลบ เพื่อขจัดภาระความซับซ้อนทางเอกสารบัญชี
4.พัฒนามาตรฐานการประเมินสินเชื่อจากข้อมูลทางเลือก
โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรมีบทบาทในการผลักดันให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการสินเชื่อพัฒนากรอบการพิจารณาสินเชื่อรูปแบบใหม่ที่ลดการพึ่งพาสลิปเงินเดือน แต่หันมาบูรณาการใช้ข้อมูลทางเลือกอย่างเต็มรูปแบบ เช่น ประวัติการจัดเก็บรายได้จากเกตเวย์ชำระเงินดิจิทัล, การประเมินกระแสเงินสดจากอินวอยซ์แพลตฟอร์มรับจ้างงาน เช่น Fastwork, หรือแม้แต่ยอดผู้เข้าชมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่สามารถแปลงเป็นรายได้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่กลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์
5.การยกระดับกองทุนประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบ
ควรพิจารณาปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของกองทุนประกันสังคม มาตรา 40 ให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มหมวดหมู่ความคุ้มครอง "กรณีขาดรายได้ฉับพลันหรือว่างงาน" ในระดับสัดส่วนที่สมเหตุสมผล เพื่อสร้างโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคม ที่สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการก้าวออกมาเป็น Solopreneur เต็มตัว
6.ต่อยอดคูปองดิจิทัลสำหรับองค์กรบุคคลเดียว
ควรขยายผลโครงการอุดหนุนคูปองดิจิทัล ให้ครอบคลุมการสนับสนุนกลุ่ม "Solopreneur ที่ยังคงเป็นบุคคลธรรมดา" นอกเหนือจากการพิจารณาให้เฉพาะนิติบุคคลหรือกลุ่มเกษตรกร โดยมุ่งให้ทุนสนับสนุนการเข้าถึงสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีเชิงลึก ระดับสากล อาทิ ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์สำหรับการสร้างระบบอัตโนมัติ, แพลตฟอร์มจัดการความรู้, และเครื่องมือการตลาดประยุกต์ AI ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการผลิตของ Solopreneur อย่างมหาศาล
7.กลไกปกป้องผลประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุก
ภาครัฐควรมีมาตรการเชิงรุกในการให้ความรู้และพัฒนากระบวนการคุ้มครองลิขสิทธิ์สิทธิบัตรทางดิจิทัลที่เข้าถึงได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ เพื่อให้แน่ใจว่าผลงานคอนเทนต์ นวัตกรรมการออกแบบ และผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของนักสร้างสรรค์ชาวไทย จะไม่ถูกละเมิดหรือถูกดูดซับมูลค่าผลกำไรโดยแพลตฟอร์มเทคโนโลยีข้ามชาติ