โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ไทยมีทุกตลาด! หมอแนะผักตระกูลดัง "ฮีโร่ต้านมะเร็ง" กินมื้อเย็นช่วยคุมน้ำตาลดีที่สุด

sanook.com

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
กินมื้อเย็นช่วยคุมน้ำตาลดีที่สุด! หมอแนะนำ ผักตระกูลกะหล่ำ

กินมื้อเย็นช่วยคุมน้ำตาลดีที่สุด! หมอแนะนำ ผักตระกูลกะหล่ำ "ฮีโร่ต้านมะเร็ง" หาซื้อง่ายตามตลาด

คนเมืองในยุคปัจจุบันมีสัดส่วนการกินข้าวนอกบ้านสูงมาก ทำให้ความตื่นตัวในเรื่องของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการป้องกันโรคมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ประชาชนจำนวนมากยอมควักเงินก้อนโตเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารราคาแพง

แต่ นพ.หลิวโป๋เหริน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์สารอาหารและฟังก์ชันนัลทางการแพทย์ จากไต้หวัน ได้อ้างอิงผลการศึกษาล่าสุดจากต่างประเทศและชี้ให้เห็นว่า ผักตระกูลกะหล่ำ ที่เรารู้จักกันดีนั้น นอกจากจะช่วยต้านมะเร็งแล้ว เพียงแค่กินให้ได้วันละ 300 กรัม ก็สามารถช่วย ลดระดับน้ำตาล ในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการกินในมื้อเย็นจะเห็นผลลัพธ์ในการคุมน้ำตาลเด่นชัดที่สุด

เผยผลวิจัยกิน ผักตระกูลกะหล่ำ วันละ 300 กรัม ช่วยลดความแปรปรวนของน้ำตาล

นพ.หลิวโป๋เหริน ได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจส่วนตัวเพื่อไขข้อข้องใจของคนไข้ โดยระบุว่าในอดีตวงการแพทย์มักมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างผักตระกูลกะหล่ำกับการป้องกันโรคมะเร็ง แต่ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Diabetes, Obesity and Metabolism ได้เปิดเผยประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ โดยยืนยันว่าผักกลุ่มนี้ไม่ได้มีดีแค่ต้านมะเร็ง แต่ยังช่วยปรับปรุงการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระบบเผาผลาญให้ดีขึ้นด้วย

งานวิจัยดังกล่าวได้ทำการทดสอบในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงแต่ยังไม่เป็นโรคเบาหวาน โดยให้ผู้ทดสอบกินผักตระกูลกะหล่ำประมาณ 300 กรัมต่อวัน และสังเกตอาการผ่านเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่อง

ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่กินผักประเภทพืชหัวและพืชตระกูลแตง กลุ่มคนที่กินผักตระกูลกะหล่ำมี "ความแปรปรวนของระดับน้ำตาลในเลือดน้อยกว่า" และมีอัตราการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลหลังมื้ออาหารที่ต่ำกว่า โดยจะเห็นผลลัพธ์ในการ ลดระดับน้ำตาล และคงที่ได้ดีที่สุดหลังจากรับประทานในมื้อเย็น

เผยสารลับ "ซัลโฟราเฟน" เคล็ดลับช่วยกระตุ้นอินซูลิน

ทำไมการกินผักกลุ่มนี้ถึงช่วย ลดระดับน้ำตาล ได้? นพ.หลิวโป๋เหริน อธิบายว่า กุญแจสำคัญอยู่ที่สารพฤกษเคมีพิเศษที่เรียกว่า "กลูโคซิโนเลต" ซึ่งเมื่อเราทำการเคี้ยว หั่น หรือปรุงอาหารอย่างเหมาะสม สารนี้จะเปลี่ยนเป็นสารออกฤทธิ์ที่ชื่อว่า "ซัลโฟราเฟน"

ซึ่งสารตัวนี้กำลังได้รับความสนใจอย่างสูงในวงการแพทย์ เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยเปิดสวิตช์ระบบต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติของร่างกาย ลดการอักเสบเรื้อรัง และช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่

อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาคุณค่าทางอาหารอันมีค่านี้เอาไว้ แพทย์ได้เตือนว่า "ควรหลีกเลี่ยงการต้มหรือผัดด้วยความร้อนสูงเป็นเวลานาน" และแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้วิธีการนึ่ง ผัดอย่างรวดเร็ว หรือลวกในน้ำร้อนสั้นๆ แทน เพื่อล็อกสารพฤกษเคมีให้อยู่ครบถ้วนที่สุด

iStockphoto

แจก 3 เมนูเพื่อสุขภาพ ทำง่าย ได้ประโยชน์เต็มคำ

นพ.หลิวโป๋เหริน ได้แนะนำ 3 เมนูจานโปรดที่ทำตามได้ง่ายและเหมาะกับลิ้นคนเอเชียดังนี้:

  • บลอกโคลีผัดกระเทียม: หั่นบลอกโคลีเป็นดอกเล็กๆ ลวกในน้ำเดือด 2 นาที จากนั้นนำไปผัดคลุกเคล้ากับกระเทียมสับและน้ำมันมะกอกเล็กน้อย เมนูนี้ทำง่าย อร่อย และได้สารพฤกษเคมีสูง
  • กะหล่ำปลีผัดขิงซอย: นำกะหล่ำปลีมาผัดกับขิงซอยด้วยไฟแรงอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาความกรอบและความหวานธรรมชาติ แถมยังได้รับใยอาหารที่ยอดเยี่ยม
  • ไก่ผัดเห็ดและดอกกะหล่ำ: ใช้ดอกกะหล่ำสีขาวผัดร่วมกับเห็ดหอมและอกไก่ เมนูนี้ให้โปรตีนคุณภาพดี ใยอาหาร และสารพฤกษเคมีที่ครบถ้วน ถือเป็นอาหารสุขภาพที่สมบูรณ์แบบ

สรุปแล้ว อาหารเสริมที่ดีที่สุดมักจะวางขายอยู่ในตลาดสดในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ ผักตระกูลกะหล่ำอุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุ และสารพฤกษเคมี การกินผักกลุ่มนี้ให้ได้วันละ 1-2 ถ้วยตวง จะช่วยส่งผลดีในระยะยาวต่อการต้านการอักเสบ ช่วย ลดระดับน้ำตาล และดูแลสุขภาพลำไส้ได้อย่างยั่งยืน

แหล่งอ้างอิง

  • ETtoday
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...