โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

หนี้ท่วม! สาวลูกครึ่ง ร้องโดนหมอดูออนไลนตุ๋นสูญ 40 ล้าน-ถูกตบทรัพย์ซ้ำ

เดลินิวส์

อัพเดต 17 มิถุนายน 2569 เวลา 20.51 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“สายไหมต้องรอด” ลุยช่วยสาวลูกครึ่งเหยื่อหมอดูออนไลน์ ตุ๋นทำพิธีล้างบางทรัพย์สินเกลี้ยงกว่า 40 ล้านบาท เผยพฤติกรรมสุดแสบ ใช้ความกลัวข่มขู่บีบให้กู้หนี้มาจ่าย จนเครียดเกือบคิดสั้น ซ้ำร้ายเข้าแจ้งความยังถูกมิจฉาชีพในคราบพลเมืองดีตบทรัพย์ค่าวิ่งเต้นอีก 1.3 แสน

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ศูนย์ประสานงานเพจสายไหมต้องรอด กรุงเทพมหานคร หญิงสาวลูกครึ่งไทย-ฮ่องกง ซึ่งขอสงวนนามและใช้นามสมมุติว่า "น.ส.โฮ" ได้เดินทางเข้าพบ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เพื่อร้องขอความเป็นธรรม หลังจากตกเป็นเหยื่อของเพจหมอดูชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งใช้อุบายหลอกลวงให้ร่วมทำพิธีกรรมต่าง ๆ จนเป็นเหตุให้สูญเสียทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท

น.ส.โฮ เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ว่า ตนทำงานเป็นพนักงานบริษัทอยู่ที่ฮ่องกง และในช่วงที่ผ่านมาประสบปัญหาชีวิตคู่ จึงได้ค้นหาที่พึ่งทางใจผ่านทางเฟซบุ๊ก จนกระทั่งพบกับเพจหมอดูชื่อดัง เมื่อติดต่อไปจึงมีการย้ายไปสนทนาต่อผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ โดยในระยะแรกหมอดูสามารถทายวันเดือนปีเกิดและรายละเอียดเรื่องราวชีวิตของตนได้อย่างแม่นยำอย่างน่าประหลาดใจ รวมถึงการทายทักเรื่องการเสียชีวิตของญาติที่เกิดขึ้นจริง ทำให้ตนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างสนิทใจและยอมทำตามคำแนะนำทุกอย่าง

ผู้เสียหายเล่าต่อว่า หลังจากสร้างความเชื่อใจได้สำเร็จ หมอดูได้ส่งน้ำมันพรายมาให้ตนเพื่อใช้สำหรับดึงคนรักให้กลับคืนมา แต่เมื่อตนนำไปใช้อาบกลับเกิดอาการผิดปกติ ฝันเห็นสัมภเวสีติดต่อกันหลายวัน ซึ่งยิ่งทำให้ตนหลงเชื่อคำทักท้วงของหมอดูที่เปลี่ยนประเด็นมาเน้นเรื่องการแก้กรรม แก้ดวง และการแก้ผิดครู โดยหมอดูมักใช้การข่มขู่สร้างความหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลาว่า หากไม่ทำพิธีตามที่กำหนด ชีวิตจะตกต่ำถึงขั้นเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต ทำให้ตนเกิดความเครียดจัดและยอมโอนเงินให้แทบทุกวัน ตั้งแต่หลักหมื่นหลักแสนไปจนถึงบางพิธีที่เรียกเก็บสูงถึง 1 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ตนได้นำเงินเก็บและเงินเกษียณส่วนตัวที่มีอยู่ราว 2-3 ล้านบาท ออกมาใช้จนหมดสิ้น

อีกทั้งยังต้องไปกู้หนี้ยืมสินจากทั้งธนาคาร ญาติพี่น้อง และคนรู้จัก รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 40 ล้านบาท มิหนำซ้ำหมอดูก็ยังกล่อมประสาทแนะนำให้ตนไปหลอกลวงเงินจากผู้อื่นมาส่งให้ โดยอ้างว่าเป็นเพียงการยืมมาชั่วคราวเท่านั้น ด้วยความกดดันจากหนี้สินมหาศาลทำให้ตนถึงขั้นเคยคิดสั้นพยายามจบชีวิตตัวเองมาแล้วหลายครั้ง ที่น่าสังเกตคือตลอดระยะเวลาที่ถูกหลอกลวง ตนไม่เคยได้พบตัวอาจารย์ผู้ทำพิธีจริง ๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว มีเพียงการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่นจำนวน 5 บัญชี ที่หมอดูอ้างว่าเป็น "บัญชีพานครู" เท่านั้น

กระทั่งช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลังจากที่ตนได้ไปทำบัตรประชาชนใบใหม่ จึงเหมือนได้สติกลับคืนมาและตระหนักได้ว่าตนเองกำลังถูกหลอกลวง จึงตัดสินใจยุติการติดต่อทั้งหมดและเดินทางกลับมายังประเทศไทยเพื่อแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ประเวศ แต่เหตุการณ์กลับเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เมื่อบุคคลที่เข้ามาทำทีแนะนำให้ตนไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลับเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอ้างว่าเป็นค่าพิมพ์เอกสาร ค่าติดตามคดี และค่าประสานงานต่าง ๆ ทำให้ตนต้องสูญเสียเงินไปอีกเกือบ 130,000 บาท ด้วยความสิ้นหวังจึงตัดสินใจเข้าร้องเรียนกับเพจสายไหมต้องรอด เพื่อให้ช่วยประสานงานและติดตามคดีให้ถึงที่สุด

นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด กล่าวว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่อุกอาจมาก อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและบัญชีธนาคารทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการขยายผลว่าเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือความผิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ พร้อมทั้งต้องเร่งติดตามตัวเจ้าของบัญชีม้าทุกรายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วนในประเด็นที่มีบุคคลแอบอ้างตัวเรียกรับเงินค่าทำคดีเกือบแสนสามด้วย หากพบว่ามีการกระทำทุจริตหรือแอบอ้างจริงจะต้องถูกลงโทษขั้นเด็ดขาด ทั้งนี้ ตนขอฝากเตือนใจไปยังพี่น้องประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง อย่าได้หลงเชื่อการทำพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์หรือแก้กรรมที่มีการเรียกเก็บเงินจำนวนมาก หรือใช้ความกลัวมาเป็นเครื่องมือข่มขู่ เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองต้องตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพในลักษณะเดียวกันนี้อีก.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...