โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไม่ดื่มก็เสี่ยง “โรคมะเร็งตับ” ภัยเงียบคนยุคใหม่ ระวังเบาหวาน-อ้วน-ไขมันพอกตับ

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

หลายคนมักเข้าใจว่า “โรคมะเร็งตับ” เป็นโรคที่เกิดกับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หนักๆ เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีผู้คนอีกหลายกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรคนี้โดยไม่รู้ตัว

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มะเร็งตับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย โดยพบเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 4 ในเพศหญิง สิ่งที่น่ากังวลคือโรคนี้มักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้กว่าจะรู้ตัวก็มักเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว การทำความเข้าใจสาเหตุและการดูแลตัวเองแต่เนิ่นๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

มะเร็งตับเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมผู้ชายถึงเสี่ยงกว่า

มะเร็งตับเกิดจากการที่เซลล์ในตับกลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติจนกลายเป็นก้อนเนื้องอก โรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทันที แต่ค่อยๆ ก่อตัวจากการอักเสบเรื้อรังสะสมเป็นเวลานาน เมื่อเซลล์ตับถูกทำลายและซ่อมแซมซ้ำๆ ก็จะเพิ่มโอกาสกลายพันธุ์เป็นมะเร็งในที่สุด โดยมักพบมากในช่วงอายุ 50 ถึง 70 ปี ที่น่าสนใจคือผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิงถึง 2 ถึง 3 เท่า เนื่องจากมีอัตราการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและมีแนวโน้มการดื่มแอลกอฮอล์ที่สูงกว่า รวมถึงมีข้อมูลที่ระบุว่าฮอร์โมนเพศชายอาจมีส่วนไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

สารพัดปัจจัยเสี่ยงใกล้ตัว ที่คนไม่ดื่มก็เป็นได้

ประเด็นนี้ พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า การดื่มแอลกอฮอล์หนักเป็นเพียงหนึ่งในหลายสาเหตุเท่านั้น ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญยังมีทั้งการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีซึ่งพบมากที่สุดในคนไทย ไวรัสตับอักเสบซี ภาวะตับแข็ง โรคทางพันธุกรรม ไปจนถึงการได้รับสารพิษอะฟลาท็อกซินจากอาหารที่ขึ้นรา และผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ

นอกจากนี้ ภัยเงียบที่น่ากลัวสำหรับคนยุคใหม่คือ ภาวะไขมันพอกตับจากระบบเผาผลาญผิดปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้คนอายุน้อยป่วยเป็นมะเร็งตับกันมากขึ้น ภาวะนี้สัมพันธ์โดยตรงกับโรคฮิตอย่างโรคอ้วน เบาหวาน ภาวะลงพุง พฤติกรรมติดกินหวาน กินอาหารแปรรูป และการไม่ออกกำลังกาย ทำให้หลายคนกำลังใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่รู้เลยว่ากำลังทำร้ายตับของตัวเองอยู่

สังเกตสัญญาณเตือน อย่ารอให้แสดงอาการ

มะเร็งตับได้ชื่อว่าเป็นภัยเงียบเพราะในระยะแรกมักจะไม่มีอาการใดๆ ผู้ป่วยมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งบางครั้งอาจเข้าสู่ระยะที่ลุกลามแล้ว ดังนั้นหากเริ่มมีสัญญาณเตือน เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุ คลำพบก้อนหรือมีอาการปวดบริเวณชายโครงขวา ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีอาการท้องโตจากการมีน้ำในช่องท้อง ควรรีบพบแพทย์ทันที สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง คุณหมอแนะนำว่าไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนเกิดอาการ แต่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองตับทุกๆ 6 เดือน

ตรวจพบไว รักษาได้ โอกาสหายขาดสูง

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ ทั้งการทำอัลตราซาวนด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด โดยแนวทางการรักษามีหลากหลายวิธีขึ้นอยู่กับระยะของโรคและสภาพตับของผู้ป่วย ตั้งแต่การผ่าตัด การจี้ก้อนมะเร็งด้วยคลื่นความร้อน การรักษาผ่านสายสวนหลอดเลือด ไปจนถึงการใช้ยามุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด หากสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะแรก ผู้ป่วยก็จะมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูง

ท้ายนี้ พญ.สาวินี ได้ฝากข้อคิดไว้ว่า อยากให้ทุกคนมองการดูแลตับเป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะหลายคนที่ดูแข็งแรงดีก็อาจมีความเสี่ยงอยู่โดยไม่รู้ตัว การป้องกันสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในสมดุล การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปและการดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนใครที่เป็นกลุ่มเสี่ยงก็ควรตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ เพราะการตรวจพบโรคไวคือโอกาสสำคัญที่จะรักษาได้ทันท่วงที

ข้อมูล : โรงพยาบาลวิมุต

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไม่ดื่มก็เสี่ยง “โรคมะเร็งตับ” ภัยเงียบคนยุคใหม่ ระวังเบาหวาน-อ้วน-ไขมันพอกตับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...