"คำนูณ" เตือน อย่าจงใจขัด รธน. ปม MOU44 ต้องผ่านสภาฯ ก่อน
"คำนูณ" โพสต์เตือน อย่าจงใจขัด รธน. ปม MOU44 ต้องผ่านการเห็นชอบจากสภาฯ ก่อน
วันที่ 25 พ.ย. 2567 นายคํานูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า อย่าเสี่ยงจงใจขัดรัฐธรรมนูญ ! MOU 44 ต้องผ่านรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ 60 มาตรา 178
MOU 2544 แม้จะมีอายุ 23 ปีเต็มแล้ว กำเนิดในยุครัฐธรรมนูญ 2540 ผ่านยุครัฐธรรมนูญ 2550 แต่เมื่อมาถึงยุครัฐธรรมนูญ 2560 เมื่อพิจารณาแล้วเป็นหนังสือสัญญาที่เข้าข่ายมาตรา 178 ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ไม่อย่างนั้นจะขัดรัฐธรรมนูญ MOU 2544 เข้าข่ายรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 178 วรรคสองและวรรคสาม !
ก่อนอื่น MOU 2544 ไม่ใช่แค่ “กรอบการเจรจา” เท่านั้น แม้จะใช้ชื่อว่า ”บันทึกความเข้าใจ“ แต่ก็มีสถานะเป็นสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 ผมไม่ได้พูดเองเออเอง แต่เป็นการยืนยันหนักแน่นในบทความทางวิชาการเรื่อง "พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา : ปัญหาและพัฒนาการ" โดยดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่ลงนามใน MOU 2544 ตีพิมพ์ในจุลสารความมั่นคงศึกษาฉบับที่ 92 พฤษภาคม 2554 สนับสนุนการพิมพ์โดยสถาบันการข่าวกรอง สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
เมื่อเป็นสนธิสัญญาแล้ว ต่อไปก็ต้องดูว่าเข้าข่าย “หนังสือสัญญา” ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 178 หรือไม่ จึงจะตอบได้ว่าต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่
ไม่ยาก เปิดรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 178 อ่านแล้วเทียบเคียง ผมขอนำมาแจกแจงเขียนใหม่เป็นข้อ ๆ ให้ได้พิจารณากันชัด ๆ
รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 178 วรรคสองกำหนดประเภทของหนังสือสัญญาที่คณะรัฐมนตรีจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาไว้ 3 ประเภทด้วยกัน คือ
1. หนังสือสัญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ
2. หนังสือสัญญาที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา
3. หนังสือสัญญาอื่นที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศ อย่างกว้างขวาง
ขอให้พิจารณาหนังสือสัญญาประเภทที่ 3 เป็นหลัก กรุณาสังเกตคำว่า “อาจ” ที่ตามหลังคำ “หนังสือสัญญาอื่นที่…” ให้ดี แล้วค่อย ๆ คิดตาม ตรงนี้แหละ Keyword ของเรื่อง !
ไม่เพียงเท่านั้น มาตรา 178 วรรคสามยังได้บัญญัติขยายความเพิ่มเติม “หนังสือสัญญาอื่นที่อาจ…” ในมาตรา 178 วรรคสองให้มีความชัดเจนขึ้น โดยระบุไปเลยว่าให้หมายถึงหนังสือสัญญาดังต่อไปนี้
1. การค้าเสรี
2. เขตศุลกากรร่วม
3. การให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
4. ทำให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดหรือบางส่วน
5. อื่น ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
บทบัญญัติที่ระบุไว้ชัดเจนอย่างนี้ไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 224 และรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 MOU 2544 เข้าข่ายข้อ 3 ข้อ 4 ของมาตรา 178 วรรคสามเต็ม ๆ ตรง ๆ
ท่านที่เห็นต่างอาจจะบอกว่า MOU 2544 แม้จะเป็นสนธิสัญญา แต่ก็เป็นเพียงสนธิสัญญาว่าด้วยกรอบการเจรจาเท่านั้น ยังไม่ได้ตกลงอะไรกันเลย และไม่รู้ว่าจะตกลงกันได้หรือเปล่า ถ้าตกลงกันได้ก็จะต้องทำเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นสนธิสัญญาอีกฉบับ และต้องนำมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาจึงจะมีผลใช้บังคับ ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนนั้น ก็ขอให้ท่านกลับไปอ่าน 178 วรรคสองประกอบวรรคสามใหม่อีกที แล้วถามตัวเองง่าย ๆ ดังนี้…
ถึงขั้นตอนปัจจุบันยังเป็นเพียงแค่เจรจา ยังไม่ได้ตกลงกัน แต่การเจรจาภายใต้กรอบ MOU 2544 ก็ “อาจ” ทำให้ไทยต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติ “บางส่วน” - ใช่หรือไม่ ? ปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรธรรมชาติ - ใช่หรือไม่ ?
ขอบเขตสิทธิอธิปไตยของประเทศไทยเดิมอยู่ที่เส้นเขตไหล่ทวีปตามประกาศพระบรมราขโองการ 2516 การที่ MOU 2544 ข้อ 2 (ก) ไปรับเอาเส้นเขตไหล่ทวีปตามกฤษฎีกา 2515 ของกัมพูชาเฉพาะส่วนใต้ละติจูด 11° N มาเป็นเส้นขอบเขตด้านทิศตะวันตก (ด้านซ้ายมือของเอกสารแนบท้าย) ของพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) จำนวน 16,000 ตารางกิโลเมตรเพื่อแบ่งผลประโยชน์กัน ยังไง ๆ ท้ายที่สุดถ้าตกลงกันได้ก็แน่นอนว่าประเทศไทยเราต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติไป “บางส่วน” - ใช่หรือไม่ ??
แต่เดิมเมื่อ 51 ปีมาแล้วไทยอ้างสิทธิว่าสิทธิอธิปไตยตามประกาศพระบรมราขโองการกำหนดเขตไหล่ทวีป 2516 เป็นของไทยทั้งหมด พอ 27 ปีต่อมาไทยทำสนธิสัญญากับกัมพูชาเพื่อตกลงแบ่งผลประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลียม แม้จะไม่ได้แบ่งเขตแดนทางทะเลอันจะเป็นตัวกำหนดขอบเขตสิทธิอธิปไตยในพื้นที่ส่วนนี้ก็เถอะ แต่การตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ก็มีค่าเสมือนไทยเราสละสิทธิอธิปไตยเหนือทรัพยากรใต้ผืนดินใต้ทะเลอ่าวไทยในเขตที่ตกลงกันกำหนดเป็นเขตพัฒนารวมไปบางส่วน เหตุผลจะเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนหรืออะไรอื่นอีกก็ว่ากันไป แต่เมื่อเข้าลักษณะหนังสือสัญญาที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ออกมาบังคับใช้ภายหลัง ก็ต้องปฏิบัติตามให้ครบถ้วน - ใช่หรือไม่ ???
ผมไม่ได้ให้ความเห็นในประเด็นที่ว่า MOU 2544 เป็นโมฆะหรือไม่ หรือการที่รัฐบาลในอดีตเมื่อปี 2544 ไม่ได้ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนเป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 224 หรือไม่
วันนี้ผมเพียงแต่กำลังบอกว่า ในเมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 178 ซึ่งออกมาบังคับใช้ภายหลังได้เพิ่มเงื่อนไขอื่นเข้ามาแตกต่างออกไปจากรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 224 เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนให้รัดกุมขึ้น รัฐบาลปัจจุบันก็ต้องปฏิบัติตาม โดยนำ MOU 2544 มาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งก็ไม่ได้ช้าหรือเสียเวลาอะไรมากมาย รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 178 วรรคสอง บัญญัติให้รัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ถ้าไม่เสร็จ ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ
เมื่อรัฐบาลมั่นใจว่ากรอบการเจรจาตาม MOU 2544 ถูกต้องเและหมาะสมที่สุด และมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีอะไรต้องเกรงเลย ! ดีเสียอีกที่รัฐบาลจะได้อาศัยเวทีรัฐสภาชี้แจงอย่างละเอียดและรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสส.และสว.ในฐานะ “ผู้แทนปวงชนขาวไทย” ไปพร้อมกัน
ถ้ายังไม่เห็นด้วยกับมุมมองตรงไปตรงมาเหล่านี้ ก็ไม่ว่ากัน แต่รัฐบาลอย่าทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน หากควรยื่นคำร้องในนามคณะรัฐมนตรีขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยตรงเลยว่า MOU 2544 เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 178 หรือไม่ ในกรณีนี้รัฐธรรมนูญมาตรา 178 วรรคห้ากำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ ไม่เสียเวลาเท่าไรเลย
การยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในกรณีนี้เป็นสิทธิของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น สส., สว. หรือประชาชนทั่วไป ไม่มีสิทธิ ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร ยังมิอาจคาดการณ์ได้ แต่ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา MOU 2544 ก็ยังไม่เป็นโมฆะ รัฐบาลในนามคณะรัฐมนตรีก็เพียงนำเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณา และก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐสภาจะไม่ให้ความเห็นชอบ
เราเสียเวลามาแล้วนับแต่เจรจาครั้งแรกเมื่อปี 2513 ก็ 54 ปี หรือนับจากที่มี MOU 2544 ก็ 23 ปี จะเสียอีกสัก 60 หรือ 90 วันไม่ได้หรือ ? ปิโตรเลียมไม่หนีไปไหนหรอก ! ถ้าผ่านทั้ง 2 ด่านก็จะได้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง ถ้าไม่ผ่านก็จะได้หาหนทางใหม่
นี่เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรต้องทำเป็นลำดับแรกก่อนการตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (JTC) ฝ่ายไทยชุดใหม่เสียด้วยซ้ำถ้ารัฐบาลยืนยัน 2 ไม่ กล่าวคือ ไม่นำ MOU 2544 ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ไม่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าต้องนำ MOU 2544 ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ เสี่ยงมากนะ ! เพราะอาจต้องเจอ “ไม่ที่ 3” คือไม่ได้อยู่บริหารประเทศต่อไปกันทั้งคณะรัฐมนตรี เนื่องจากมีโอกาสจะถูกกล่าวหาว่าจงใจกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ