เดอะ คอฟฟี่ คลับ สวนกะแส “กาแฟแพง” หั่นราคาสาขา MDCU เกินครึ่ง
เดอะ คอฟฟี่ คลับ เปิดตัว สาขา MDCU ดั๊มราคากาแฟเกินครึ่งเริ่มแก้วละ 48 บาท 24 ชั่วโมง ซัพพอร์ตหมอ บุคลากร รพ.จุฬาฯ นิสิตและญาติผู้ป่วย ขยายลูกค้าชาวไทย ปี 68 วางงบ 60 ลบ.เปิดเพิ่ม 5 สาขาในกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา เวียงจันทร์ วางเป้าโต 10%
“กาแฟ” สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อขายมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากน้ำมันดิบ กำลังเผชิญหน้ากับท้าทายเรื่องของราคาที่ส่อแววพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบเกือบ 50 ปี หลัง บราซิล หนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกเผชิญกับภัยแล้งที่เลวร้าย ส่งผลให้ราคาสัญญาส่งมอบในเดือนมี.ค. 2568 แตะระดับ 348.35 เซนต์ต่อปอนด์
และอาจส่งผลกระทบต่อตลาดกาแฟมูลค่า 100,000 ล้านบาทของไทยที่เติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 8.55% โดยเฉพาะต้นทุนเมล็ดกาแฟที่สูงขึ้นอาจนำมาซึ่งการขึ้นราคากาแฟในประเทศไทย ทั้งนี้ปัจจุบันคนไทยบริโภคกาแฟ ปีละ 9 หมื่นตันหรือเฉลี่ย 1.5 แก้วต่อวัน
นางนงชนก สถานานนท์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ คอฟฟี่ คลับ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เอ็มเอฟ คาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองต์ จำกัด เปิดเผยว่า ราคาเมล็ดกาแฟขึ้นๆลงๆทุกเดือนตลอดทั้งปี รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆทั้งนมและน้ำตาลต่างก็มีราคาสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น
สำหรับ“เดอะ คอฟฟี่ คลับ” ราคาเมล็ดกาแฟโลกที่พุ่งขึ้นสูงยังไม่เอฟเฟคและสามารถตรึงราคาเดิมไว้ตลอดปี 2568 เนื่องจากได้รับการซัพพอร์ตตรึงราคาเมล็ดกาแฟจากบริษัทแม่ที่ออสเตรเลีย เพื่อสนับสนุนการขยายสาขาในประเทศไทย
“หากต้นทุนสูงเราก็ไม่สามารถขายในราคาต่ำได้ และเรายังใช้เมล็ดกาแฟในประเทศ 20% ในส่วนของ Dark Roast ซึ่งเมล็ดกาแฟในประเทศไทยเองก็ไม่ได้มีราคาที่ต่ำ”
อย่างไรก็ตามปัจจุบันภาพรวมตลาดกาแฟในไทยยังมีการเติบโตต่อเนื่อง โดย เดอะ คอฟฟี่ คลับจัดอยู่ในเซกเมนต์ “นิชมาร์เก็ต” ชัดเจนซึ่งมีแบรนด์อื่นๆเข้ามาแบ่ง market share ไม่น้อย แต่ละแบรนด์จะต้องมีจุดแข็งของตัวเองชัดเจนโดย “เดอะ คอฟฟี่ คลับ” โฟกัสที่เมล็ดกาแฟตัวใหม่ที่พัฒนาขึ้นเป็น “ซิกเนเจอร์ เบลนด์” ที่ใช้ เมล็ดกาแฟจาก 3 แหล่งปลูกกาแฟชั้นนำระดับโลก ได้แก่ บราซิล โคลอมเบีย และอินเดีย ทำให้มีลูกค้าที่ชอบทานกาแฟกลับมาดื่มซ้ำ นอกจากนี้ยังมีชาและเครื่องดื่มผลไม้ไว้เพิ่มความหลากหลายและดึงลูกค้าให้กลับใช้บริการซ้ำได้ตลอดทั้งวันและรองรับลูกค้าที่ไม่ดื่มกาแฟด้วย
“ความท้าทายของเรายังเป็นเรื่องของวัตถุดิบเพราะเราไม่อยากทำราคาให้สูงเพื่อให้เข้าถึงคนไทยจำนวนมาก ซึ่งการที่จะไปถึงจุดนั้นได้ก็คือเรื่องของวัตถุดิบต่างๆ ถ้าเราสามารถแบกรับได้เราก็พยายามที่จะแบกรับก่อนเพื่อแข่งขันกับแบรนด์อื่นๆ แต่เราจะไม่ลดเรื่องของคุณภาพ กาแฟของเราจะต้องอร่อยและราคาเข้าถึงได้ที่ผ่านมาเราก็พยายามที่จะตรึงราคาไว้”
จากกลยุทธ์ที่ เดอะ คอฟฟี่ คลับต้องการขยายฐานลูกค้าคนไทยมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงในการพึ่งพาลูกค้าต่างชาติซึ่งเป็นลูกค้าหลักเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ล่าสุดเปิดตัวสาขาที่ 42 “MDCU” ณ อาคารหอสมุด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สาขาใหม่ล่าสุดนี้มาในคอนเซ็ปต์ใหม่ในรูปแบบเลิร์นนิ่งคาเฟ่ เปิด 24 ชม.ขนาด 140 ตรม. จำนวน 60 ที่นั่ง เน้นขนมหวานและเครื่องดื่ม เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกรวดเร็วของลูกค้าในโรงพยาบาลโดยไม่มีบริการอาหารคาว
จุดเด่นของสาขานี้ คือ ดีไซน์ใหม่ โทนสีใหม่ กราฟฟิกใหม่ ใช้โทนสีมอคค่าเพิ่มสีส้ม-เขียวเพื่อให้สดใสขึ้นและเป็นโทนสีที่จะใช้ในการขยายสาขาใหม่ในอนาคต ใช้วัสดุ SD เปลือกกาแฟและพลาสติกรีไซเคิล สิ่งที่เราพยายามทำคือเราต้องการบรรลุเป้าหมาย Zero Waste และ Low Carbon
และทุกเมนูของสาขานี้เน้นเฮลตี้-โลวแคลอรี่ ทั้งเครื่องดื่ม 40 รายการ ขนมหวานและเมนูเพื่อสุขภาพอีกกว่า 30 รายการ เพื่อตอบสนองลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในพื้นที่โรงพยาบาลที่มีความต้องการเฉพาะ รวมถึงเมนูกาแฟ New signature blend Roasted in Australia
รวมทั้งทำกาแฟราคาพิเศษสำหรับบุคคลากรการแพทย์เริ่มต้นไซส์ M ราคา 60 บาทและ discount เพิ่มสำหรับแพทย์เหลือแก้วละ 48 บาท ทั้งหน้าร้านและพิกอัพ จากสาขาปกติกาแฟไซส์ S ราคา120 บาทต่อแก้ว รวมทั้งดั๊มราคาเบเกอรี่ให้ต่ำกว่าสาขาปกติ 20-50% เพื่อให้ลูกค้าสามารถแอดออนเพิ่มจากกาแฟได้ สุดท้าย “กาแฟเบลนด์พิเศษ” สำหรับสาขา MDCU เป็นกาแฟ “คั่วอ่อน” พิเศษจากเชียงราย
สาขา MDCU ใช้ลงทุนเพียง 6 ล้านบาทเพราะไม่ต้องลงทุนเครื่องครัวหนัก แต่เพิ่มเครื่องทำกาแฟ ซึ่งผู้บริหารเผยว่าหลังเปิดบริการเพียงๆ 1 สัปดาห์มีทราฟฟิก 400-500 คนต่อวันแบ่งเป็น นิสิต 30% แพทย์และเจ้าหน้าที่บุคลากรโรงพยาบาล 30% และประชาชนทั่วไป 40%
นอกจากนี้ยังทำโปรโมชันพิเศษเฉพาะสมาชิกทำให้ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกอยู่ที่ 240,000 ราย และมีการเติบโตในภาพรวมกว่า 9% กำไรเติบโตกว่า 20% จากการตัดร้านที่ขาดทุนออกจากเดิม 70 สาขา เหลือ30 สาขาในช่วงโควิด และขยายสาขาเพิ่มช่วงหลังโควิดโดยเน้นโลเคชั่นที่มีคนไทยมากขึ้นปัจจุบันมีสาขารวม 42 สาขา
และในปี 2568 เดอะ คอฟฟี่ คลับมีเป้าหมายเปิดสาขาใหม่เพิ่ม 4-5สาขาในเมืองหลักและเมืองท่องเที่ยวทั้งกทม. พัทยาและภูเก็ต โดยสาขาภูเก็ตจะเปิดบริการถึงเที่ยงคืนส่วนในกรุงเทพอาจพิจรณาเปิด 24 ชม.ในบางโลเคชั่นเช่นทองหล่อหรือในโรงพยาบาลนอกจากนี้ยังมีแผนขยายตลาดต่างประเทศ โดยเปิดสาขา “เวียงจันทน์” หลังจากเปิดสาขา “หลวงพระบาง” ไปเมื่อปลายปีที่แล้วในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยวางงบลงทุนปี68 ไว้ไม่ต่ำกว่า60 ล้านบาทและตั้งเป้าการเติบโต 10%