โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมบัติ บุญงามอนงค์ - มูลนิธิกระจกเงา : องค์กรผู้เป็นกระจกสะท้อนและขับเคลื่อนสังคมด้วยพลังอาสา

LINE TODAY

เผยแพร่ 06 ม.ค. 2568 เวลา 05.00 น.

เชื่อได้ว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก 'มูลนิธิกระจกเงา' หน่วยงานภาคประชาสังคมที่มักเป็นอาสาช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับบริจาคสิ่งของต่าง ๆ รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ ในชื่อโครงการป่วยให้ยืม, ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ที่ช่วยขับเคลื่อนติดตามบุคคลสูญหาย, โครงการจ้างวานข้า ที่ให้โอกาสและให้งานคนไร้บ้าน รวมถึงโครงการอาสาดับไฟป่า และล่าสุดโครงการอาสาล้างบ้าน ช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยแม่สายและพื้นที่ภาคใต้

แน่นอนว่ากว่าจะมาเป็นภาคประชาสังคมแถวหน้าของประเทศไทยในทุกวันนี้ได้ ต้องผ่านการเรียนรู้ บททดสอบจากปัญหาต่าง ๆ มากมาย ในบทความนี้ LINE TODAY ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะพูดคุยกับ 'คุณสมบัติ บุญงามอนงค์' ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงา เพื่อเน้นย้ำความเป็นเจ้าของรางวัล PEOPLE OF TODAY ในสาขา Social Movement Through Reflection and Action

ความเป็นมาของมูลนิธิกระจกเงา

ตอนเริ่มต้นจะเริ่มเป็นรูปแบบของกลุ่ม ยังไม่ได้เป็นมูลนิธิ ก่อตั้งปลายปี 2534 ชื่อว่ากลุ่มศิลปะวัฒนธรรมกระจกเงา งานช่วงแรกจะเป็นการทำกลุ่มละคร จัดทำค่าย พาเด็กๆ เยาวชนไปออกค่าย งานหลักช่วง 10 ปีแรกเป็นแบบนั้น จนประมาณปี 2541-2542 ได้ย้ายไปอยู่เชียงราย แล้วก็เริ่มงานพัฒนาชุมชน เริ่มก่อตั้งเป็นมูลนิธิประมาณปี 2546 แล้วก็ทำงานต่อเนื่องกันมาจนปัจจุบัน

ในรอบประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา คนมักจะรู้จักมูลนิธิกระจกเงาจากศูนย์ข้อมูลคนหาย การติดตามคนหาย ต่อมาก็มีโครงการจ้างวานข้าที่คนรู้จักเยอะเหมือนกัน เราทำเป็นโครงการจ้างงานคนไร้บ้านและคนสูงอายุ ส่วนในปี 2567 นี้ คนจะพูดถึงเราในเรื่องงานการจัดการภัยพิบัติเป็นส่วนมาก ทั้งไฟป่าและน้ำท่วม แต่จริง ๆ ทางมูลนิธิก็ทำเรื่องภัยพิบัติมาหลายปีแล้ว แต่ปีนี้หนักหน่อยที่มีเหตุเกือบทั้งปี แต่นี่ไม่ใช่งานทั้งหมดของเรานะครับ มูลนิธิเรามีทั้งหมด 4 สำนักงาน 19 โครงการ มีผู้ปฏิบัติงานทั้งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครเกือบ 200 คน

โลโก้มูลนิธิตั้งใจจะเป็นเหมือน “กระจกสะท้อนปัญหาสังคม” ทุกวันนี้สะท้อนปัญหาเรื่องอะไรไปแล้วบ้าง และจุดหมายปลายทางของปัญหานั้นถูกแก้ไขอย่างไร

โครงการคนหายก็ทำมายาวนานเกือบ 20 ปี อย่างน้อยที่สุดก็สร้างความตื่นตัวให้สังคม และสาธารณะก็มีส่วนร่วมมากๆ ในการช่วยติดตามคนหาย รวมถึงองค์กรรัฐ เช่น ตำรวจ เวลาทำงานก็ขานรับและเชื่อมโยงกันดีมากครับ หรือแม้กระทั่งงานที่เกี่ยวกับผู้ป่วยข้างถนนก็ทำไปได้เยอะ หมายถึงเราทำให้มาตรฐานการช่วยเหลือคนที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชข้างถนน มีความก้าวหน้าไปมาก รวมถึงเรื่องงานภัยพิบัติ ไฟป่า ก็กำลังผลักดันขับเคลื่อนกันในเชิงนโยบายมากขึ้นด้วย

วิธีการทำงานของมูลนิธิคือทำคู่ขนานกันไปกับรัฐ และใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้และทำความเข้าใจปัญหาและเข้าใจกลไกของรัฐ หรือกลไกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหานั้น ๆ ด้วย

เคสคนหาย กระบวนการทำงานแต่ละเคสเป็นอย่างไรบ้าง

สิ่งสำคัญในการตามหาคนหายคือ เราต้องได้คุยกับญาติจริง ๆ ต้องมีความสัมพันธ์เชิงเกี่ยวข้องกันจริง ๆ เพราะคนนั้นจะต้องไปแจ้งความได้ นี่คือจุดเริ่มต้นจริงๆ ของเคสคนหาย หลังจากนั้นเบื้องต้นเราจะทำหน้าที่เหมือนพี่เลี้ยง ในระหว่างนั้นเราก็เก็บข้อมูลไปด้วย ว่าเคสนี้เป็นใคร มีพฤติกรรมอย่างไร และเนื่องจากเป็นงานที่ทำมาค่อนข้างยาวนาน เราจะพอทราบแพทเทิร์นประมาณหนึ่ง เราจะคอยชี้แนะทางครอบครัวว่าเขาจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไปบ้าง เช่น การติดตามข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือนี่มีผลเป็นอย่างมาก หรือกรณีบุคคลที่หายไปนาน ๆ เราจะต้องติดตามการเคลื่อนไหวของทะเบียนราษฎร์ เช่น เขาไปทำบัตรประชาชนใหม่ที่ไหนหรือไม่ เขาอยู่ในระบบประกันสังคมหรือไม่ หรือเขาเดินทางออกนอกประเทศไหม หรือแม้กระทั่งเขามีรายชื่ออยู่ในกรมราชทัณฑ์ไหม จากนั้นก็ติดตามกันต่อ จะขึ้นอยู่กับว่าเคสเป็นแบบไหนมากกว่า

ยกเว้นว่าเป็นเคสที่มีความเสี่ยงต่อชีวิต หรือทราบข้อเท็จจริงบางประการว่าเป็นเคสที่เสี่ยงมาก ๆ เคสประมาณนี้ ทางมูลนิธิจะลงไปปฏิบัติเชิงลึก และลงพื้นที่ตามการประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น

ขั้นตอนการปฏิบัติงานในโครงการภัยพิบัติ

โดยปกติถ้าเป็นงานด้านภัยพิบัติ ทางมูลนิธิจะเป็นหน่วยฟื้นฟูมากกว่า เพราะคนมักคิดว่าเวลาเกิดเหตุ เช่น น้ำท่วม ถ้าน้ำลดแล้วจะจบ แต่จริง ๆ ไม่จบนะครับ เพียงแค่เข้าเฟส 2 เท่านั้น เราจึงจะต้องมีคนเข้าไปช่วยชาวบ้านหรือเคสเปราะบางในช่วงเวลานั้นด้วย และด้วยช่วงเวลาจำกัดเราอาจจะโฟกัสที่กลุ่มเปราะบางก่อน (ผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้สูงวัย)

อย่างเหตุการณ์น้ำท่วมที่แม่สาย ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า มูลนิธิเราเป็นทีมสุดท้ายที่ถอนกำลังออกมาจากพื้นที่ เราอยู่รั้งท้ายหน่วยงานอื่น 1 เดือน เราอยู่เก็บงานซ่อม-สร้าง ซ่อมบ้านไปหลายสิบหลังมาก สร้างบ้านใหม่ไป 4 หลัง รวมถึงหาข้าวของที่เสียหายมาให้ผู้ประสบภัยเพื่อเป็นการทดแทน เนื่องจากที่มูลนิธิมีศูนย์รับบริจาคของ เพราะฉะนั้นจะมีข้าวของเครื่องใช้ทุกประเภทเลยที่คนบริจาคเข้ามา ก็นำส่วนนี้ไปให้ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ให้เขามีอุปกรณ์ดำรงชีพและมีชีวิตต่อไปได้ แต่ถ้าเป็นงานที่เกี่ยวกับไฟป่าเราจะเป็นทีมเผชิญเหตุ เป็นหน่วยดับไฟเลย

การเป็นนักละคร-นักเคลื่อนไหวทางสังคมการเมือง มีผลต่อการทำงานในมูลนิธิอย่างไรบ้าง

อันดับแรก คนที่สนใจละครหรือวรรณกรรมอยู่แล้วจะมีทักษะบางประการที่สามารถเข้าใจมนุษย์ได้ดี อย่างตอนเรียนจะต้องวิเคราะห์ตัวละคร และบทละคร ตรงนี้มันทำให้เราเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคน หรือในแต่ละเคสได้ค่อนข้างลึกซึ้ง อีกส่วนคือละครเป็นศิลปะผสม สอนให้เรารู้จักมอง มีความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการรู้จักออกแบบและจัดวาง ดังนั้นเวลาเรามองในเชิงวิธีการ เราจะสามารถมองได้ยืดหยุ่นกว่า กว้างกว่า หรืออาจจะบอกว่าสร้างสรรค์กว่าก็ได้ หรือบางเรื่องอาจจะไม่ได้สร้างสรรค์อะไรมากมาย แค่ตรงไปตรงมากว่า แต่ยังไม่เคยมีคนทำด้วยวิธีการนี้ เป็นต้น เพราะงั้นการมีพื้นฐานด้านศิลปะ มันช่วยในวิธีการมองและออกแบบครับ

อย่างเวลาทำงานกับน้อง ๆ ผมก็คอยแหย่ให้เขาคิดในมุมมใหม่ ๆ เช่น ถ้าไม่ทำด้วยวิธีนี้ จะสามารถทำด้วยวิธีอื่น ๆ ยังไงได้บ้าง เราก็มาคิดฟุ้ง ๆ อภิปรายฟุ้ง ๆ กันก่อน แล้วค่อย ๆ หยิบสิ่งที่ฟุ้งมาคิดในเชิงตรรกะความเป็นจริงและเป็นไปได้ด้วย

เป้าประสงค์ของมูลนิธิ คือ “3 ส” สร้างคน-สร้างนวัตกรรม-สร้างการเปลี่ยนแปลง เรื่องไหนสำคัญที่สุด

เป้าหมายของมูลนิธิจริงๆ คือ ส ที่ 3 คือสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งนี้ก็ต้องเกิดจาก 2 ส ที่มี คือสร้างคนและสร้างนวัตกรรม อย่างสร้างคนก็ต้องมีคนที่มีเจตจำนงมาขับเคลื่อน บวกกับต้องมีวิธีการหรือนวัตกรรม ถึงจะนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงในท้ายที่สุด

อาสาช่วยน้ำท่วม นับเป็นโครงการที่โดดเด่นของมูลนิธิในปีนี้ เกิดขึ้นได้ยังไง มีกระบวนการยังไงบ้าง

เหตุการณ์น้ำท่วมเป็นสิ่งที่พวกเราคุ้นเคยและเห็นแพทเทิร์นของมัน ว่ารูปแบบ ความหนักเบาของปัญหามันเป็นยังไงบ้าง ประสบการณ์ตรงนี้ทำให้เรามองเห็นว่างานฟื้นฟูเป็นเรื่องจำเป็น แม้ว่าคนจะไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไหร่ แม้ไม่มีองค์กรประจำ แต่เราพอจะเป็นองค์กรที่เป็นไปได้ในการเข้าให้ความช่วยเหลือ

เวลาเกิดเหตุแต่ละครั้ง เหมือนเป็นเซนส์ของคนทำงานในมูลนิธิเรา คือจะหูไวตาไว ติดตามข่าวสาร ติดตามเหตุการณ์ และทันทีที่รู้ว่าเป็นสถานการณ์ที่มีขนาดเริ่มใหญ่แล้ว ใน LINE กลุ่มของมูลนิธิก็จะเริ่มดัง เริ่มคุยกัน ประเมินเรื่องราวกัน ระดมพล วางแผนกัน อภิปรายกัน หลังจากนั้นก็เริ่มมอบหมายกัน กึ่งๆ เป็นอาสาสมัครว่าใครจะเป็นตัวเปิด ลงไปลุยก่อน แล้วก็เริ่มส่งข้อมูลมาว่าข้อเท็จจริงเป็นยังไง ต้องประสานกับใครในพื้นที่บ้าง อีกทีมก็รู้กันว่าจะต้องเตรียมของ เตรียมกำลังคน พอมีไดเรกชันแล้วทุกคนก็พร้อมรวมตัวเป็นหน่วยตอบโต้ภัยพิบัติโดยอัตโนมัติเลยครับ

เนื่องจากเราเป็นหน่วยฟื้นฟู เราไม่ใช่หน่วยช่วยเหลือ เพราะเราไม่มีเรือ เราไม่มีความเชี่ยวชาญในการช่วยเหลือชีวิตคนเท่าหน่วยงานอื่น ๆ งานของเราก็จะเป็นช่วงหลังน้ำลดซะมากกว่า อย่างถ้าน้ำท่วมเริ่มคงตัว น้ำเริ่มลดสัก 1-2 วันเราก็เตรียมตัวจะลงพื้นที่กันแล้วครับ แล้วก็ทยอยส่งข้าวของ ส่งกำลังคนตามไปเป็นชุดๆ เรื่อย ๆ ครับ

ทีมอาสาต้องทำอะไรบ้างในการช่วยเหลือแต่ละครั้ง

อย่างน้ำท่วมล่าสุด ก็มีคนตาบอดอยู่ในบ้านคนเดียว เขาก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เราก็อาสาเข้าไปช่วย ช่วงรแกเราก็ต้องเซอร์เวย์ก่อนว่ามีกลุ่มเปราะบางหรือคนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนที่ตรงไหนบ้าง ส่วนชาวบ้านที่พอมีกำลังก็ช่วยเหลือตัวเองกันไปด้วย เราเน้นเรื่องการทำความสะอาดนะ ส่วนเรื่องข้าวของเครื่องใช้ ถ้าเรามีจำนวนเยอะมาก เราก็แบ่งกระจายไปให้ผู้ประภัยทุกคนครับ อย่างที่เชียงรายก็ถือเป็นงานขนาดใหญ่ แจกของเป็นหมื่นๆ เคสเลยครับ

เล่าถึงเคสที่ยากที่สุดที่เจอในสถานการณ์น้ำท่วมครั้งล่าสุด

เคสยาก ๆ เลยคือบ้านพัง เพราะว่าต้องออกแรงเยอะหน่อยคือสร้างบ้านใหม่ให้เขา ยากเพราะต้องใช้ทั้งกำลัง เวลา ทรัพยากร และลงแรงค่อนข้างมาก ถ้าแค่เป็นงานซ่อมประตู ซ่อมหน้าต่างก็จะไม่ยากเท่าไหร่ ในเคสการฟื้นฟู การสร้างบ้านจะเป็นงานที่หนักที่สุด เพราะส่วนใหญ่เราทำเอง และอาจจะมีหน่วยงานภายนอกหรือคนในพื้นที่มาช่วยนิดหน่อย แต่แปลกมากที่องค์กรเรามีคนที่มีความสามารถอยู่ค่อนข้างหลากหลายแขนง โดยเฉพาะทักษะทางช่าง เราก็เลยสร้างบ้านได้จริง ๆ เลยครับ

คิดเห็นอย่างไรกับการแสดงความคิดเห็นว่า นี่ควรจะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของภาครัฐมากกว่าที่มูลนิธิ

ผมมองว่าถ้าเป็นสาธารณภัยขนาดใหญ่ รัฐไม่มีทางจัดการทั่วถึง เปรียบกับนิ้วมือคนเรา มันจะมีช่องว่าง ไม่ใช่ว่ารัฐไม่ทำนะครับ แต่อาจจะยังมีช่องโหว่อยู่ เพราะงั้นถ้าอยากให้การดำเนินงานมันเร็วขึ้น หรือละเอียดขึ้น ก็ต้องเป็นเรื่องของภาคประชาสังคมเข้ามาอุดช่องตรงนี้ควบคู่กันไป ในฝั่งภาคประชาสังคมเราก็คอยสังเกตว่า เรื่องไหนที่รัฐทำได้ เราก็ไม่เข้าไปทำทับซ้อนนะ เราก็ไปทำตรงที่ยังเป็นช่องว่างอยู่แทนครับ ทำงานควบคู่กันไป

ผมเข้าใจความรู้สึกของคนนะที่ว่ามันควรจะเป็นงานภาครัฐหรือเปล่า แต่ในความเป็นจริง มันเป็นวิธีคิดที่ไม่มีอยู่จริง ลองคิดตามนะครับ อย่างในกรุงเทพฯ เกิดเหตุรถชนครั้งนึง คุณจะรอรถพยาบาลมาหรือเรียกรถมูลนิธิมาก่อนกัน เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงมันมีช่องว่างครับ และสำคัญคือเรื่องเหล่านี้เราทำอยู่บนสิ่งที่เรียกว่าสำนึกของพลเมือง เราอยู่ในสังคม เรามองเห็นว่าอะไรสามารถทำให้ดีขึ้นได้ เรามีทางเลือกมากกว่าการไปกดดันรัฐบาล มันอาจจะช้ามากและไม่มีทางที่เราจะพึงพอใจ แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่สามารถวิจารณ์ภาครัฐได้เลยนะครับ ในทั่วโลกก็เหมือนกัน จะมีภาคประชาสังคมอยู่ คอยทำงานอุดช่องโหว่ของภาครัฐแบบนี้เช่นกันครับ การสนับสนุนภาคประชาสังคมคือสิ่งที่ถูกต้อง เรื่องอะไรที่รัฐทำไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่ของภาคประชาสังคมแทน

คิดว่างานอาสามูลนิธิทำแล้วได้อะไร

เราเป็นอาสาสมัครอยู่แล้ว เราอยากเปลี่ยนแปลงสังคม เราก็สแกนดูว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่มีอะไรบ้าง ได้ผลักดันสังคม ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา บางเรื่องก็ทำให้เกิดโมเดลใหม่ๆ ด้วย ในบางเรื่องการที่ภาคประชาสังคมอยู่ในสนามเดียวกันกับรัฐบาลก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเหมือนกัน เพราะเหมือนเป็นตัวกระตุ้นหรือแข่งขันกันทำงานในบางมุมเหมือนกันครับ ส่วนเราก็ได้เรียนรู้การทำงาน เรียนรู้ปัญหาได้ลึกซึ้งขึ้น เพราะเราไปประสบพบเจอในพื้นที่จริง ๆ ลงหน้างานจริง ๆ สะท้อนปัญหาจริง ๆ

โมเมนต์ประทับใจที่เกิดในงานอาสาช่วยเหลือน้ำท่วม

จริง ๆ ก็ดีทั้งงานที่แม่สายและงานไฟป่า อย่างงานไฟป่าก็รู้สึกว่ามีหลายผู้เล่นที่ลงสนามมาช่วยกัน อย่างฝ่ายนโยบายเองก็มาด้วย ทำให้ประเด็นไฟป่ากลายเป็นประเด็นแมสในสังคมได้ ส่วนหน้างานน้ำท่วมเป็นการทำงานร่วมกันที่ดีมากนะครับ ไม่มีแบ่งสี ไม่มีแบ่งพรรคแบ่งพวกเลย เราสามารถผสานทรัพยากรและแลกเปลี่ยนกันได้อย่างสมบูรณ์ เพราะผมเชื่อว่าไม่มีใครทำงานได้โดยไม่พึ่งพาอาศัยกันและกันได้ เราเองก็ได้เห็นเทคนิควิธีการทำงานของแต่ละฝ่าย ทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีครับ แฮปปี้ครับ

สิ่งใหม่ที่ได้เรียนรู้ในเหตุการณ์ปีนี้แล้วจะไปใช้ในอนาคต

เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของมูลนิธิดีกว่า ปีนี้เราสามารถส่งมอบของบริจาคได้มากสุด ๆ หมายถึงว่าเราไม่เคยทำขนาดนี้ได้มาก่อนเลย ช่วงแรกเราทำรถพุ่มพวงเอาของไปแจก รวมถึงโครงการเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าแลกใหม่ด้วย คือให้ชาวบ้านเอาของเก่าที่พังจากน้ำท่วมมาแลกเป็นของใหม่ที่เราได้รับบริจาคมา เราก็เอาใส่รถลงพื้นที่ในชุมชนเลย ชาวบ้านก็เป็นคนมาเลือกเอง เพราะเราเชื่อว่าตัวเขาเองรู้ดีที่สุดว่าอะไรจำเป็น

มูลนิธิเรามีแม้กระทั่งประตูบ้านให้เลือกมากกว่า 300 บาน มีสีทาบ้านเป็นร้อยถังให้เลือก และเราก็มีร้านแบ่งปัน เป็นร้านสะดวกหยิบ เหมือนร้านโชห่วย โดยที่ชาวบ้านทุกคนจะมาพร้อมกับคูปอง 500 คะแนนที่เป็นไอเดียของมูลินิธิเราทำขึ้นมาเอง ซึ่งเทียบมูลค่าได้ประมาณ 2,000 บาท ชาวบ้านก็นำคูปองมาหยิบของในร้านที่คิดว่าจำเป็นไปได้เลย ซึ่งปรากฎว่ามีคนมามากกว่าหมื่นคน อีกอย่างที่ต้องจดบันทึกเลยคือเราใช้รถหกล้อขนของเหล่านี้ไปที่เชียงรายมากกว่า 60 คัน ยังไม่รวมรถอื่น ๆ ที่แยกย้ายกันไปนะครับ มหาศาลมากทั้งของทั้งคนครับ

แขนงไหนของปัญหาสังคมที่มูลนิธิแพลนจะทำอีกในอนาคต

จริง ๆ เราซีเรียสเรื่องสถานการณ์โครงสร้างประชากรในสังคม ที่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ตอนที่เราทำโครงการจ้างวานข้า เราก็ได้เห็นปัญหานี้ ตอนนี้จ้างวานข้ามีคนที่เราดูแลอยู่ประมาณ 250 คน เป็นโฟกัสใหญ่มาก ๆ ค่าใช้จ่ายปีนึงเป็นสิบล้านบาท

เป็นไปได้ว่าในอนาคต เราอาจจะมีโครงการคล้ายๆ บ้านพักคนชรา เป็นคอมมูนิตี้ที่มีผู้สูงอายุและอาสาสมัครอยู่ดูแลกัน มีกิจกรรมที่มีชีวิตชีวาให้กลุ่มคนเหล่านี้ ประมาณว่าเป็นอุดมคติในช่วงสุดท้ายบั้นปลายของชีวิตครับ

.

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...