ขุนสามีให้อ้วนพี ท่านจะได้มีแรงตบตีกับญาติเหล่านั้น
ข้อมูลเบื้องต้น
ขุนสามีให้อ้วนพี ท่านจะได้มีแรงตบตีกับญาติเหล่านั้น
娇医
ผู้เขียน 风光霁月 (Feng Guang Ji Yue)
ผู้แปล หงเซียง
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย โดย Camellia Novel
-----------------------------------------------------
ฉีเมี่ยว แพทย์แผนโบราณที่ดันทะลุมิติเข้ามาในยุคโบราณ
เมื่อลืมตาขึ้นมาก็กลายเป็นฮูหยินโฉมงามของซื่อจื่อขี้โรคผู้หนึ่ง
ที่สำคัญ ฉีเมี่ยวยังมีความลับหนึ่งติดตามมาด้วย
นั่นคือเลือดในกายที่สามารถรักษาคน ซ้ำยังมาพร้อมกับกลิ่นดอกไม้หอมหวน!
มองผ่านๆ เหมือนจะเป็นเรื่องดี
ทว่าภายใต้สถานะซื่อจื่อฮูหยินกลับมีบางสิ่งแอบแฝง
เมื่อสามีของนางเป็นเพียงซื่อจื่อที่ขาข้างหนึ่งก้าวเข้าไปอยู่ในโลงแล้ว
ทั้งยังมีพ่อสามีตัณหากลับ จ้องจะจับลูกสะใภ้อย่างนางไป ‘ปรนนิบัติ’ ข้างกาย
ไหนจะแม่สามีอารมณ์แปรปรวน ซ้ำยังเกลียดชังซื่อจื่อเข้าไส้อีกด้วย
เรื่องดีเพียงอย่างเดียว นั่นคือสามีของนางอย่าง ไป๋ซีอวิ๋น นั้นดูจะรักใคร่นางอย่างแท้จริง
เอาเถอะ เห็นแก่ที่สามีดูแลนางดีชนิดรักถนอมดั่งดวงใจถึงเพียงนี้
นางจะยอมใช้เลือดวิเศษในกายถนอมรักเขากลับไปด้วยก็แล้วกัน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
《娇医》
Author: 風光霽月 Feng Guang Ji Yue
Copyright ⓒ by COL Digital Publishing Group Co., Ltd.
Thai (language) Translation Copyright ⓒ 2024 by Amarin Printing and Publishing Public Co., Ltd.
This Thai edition is published by arrangement with COL Digital Publishing Group Co., Ltd.
Arranged through Beijing Wenxin Wenchuang Technology Co., Ltd.
(北京文心文创科技有限公司) & Pelican Media Agency Ltd., Taiwan
All rights reserved
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ Camellia Novel
ในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
Ebook จะทยอยออกหลังจากลงรายตอนค่ะ
ติดตามความคืบหน้าได้ที่ เพจ @Camellia Novel
ทางสำนักพิมพ์ขอขอบคุณทุกๆ การสนับสนุนของนักอ่านทุกท่านค่ะ
บทที่ 1 งานแต่งงาน
บทที่ 1 งานแต่งงาน
เมื่อสติกลับมา ข้างหูฉีเมี่ยวเต็มไปด้วยเสียงดีดสีตีเป่าแห่งการเฉลิมฉลอง ร่างกายกำลังสั่นไหวโคลงเคลง สิ่งที่เข้าสู่คลองสายตามีเพียงสีแดงสด และความรู้สึกเจ็บแปลบตรงหน้าผาก หญิงสาวยกมือขึ้นลูบสิ่งกีดขวางที่ห้อยอยู่ตรงหน้า สิ่งที่เห็นชัดเจนคือพื้นที่คับแคบในเกี้ยวเจ้าสาวสีแดง
ฉีเมี่ยวตกตะลึง
ฝัน…ต้องเป็นความฝันแน่นอน!
หญิงสาวหลับตาลง บางทีนอนต่ออีกหน่อยก็คงจะตื่นขึ้นมาบนที่นอนซิมมอนส์[1]แสนสบาย แต่ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงตรงหน้าผากทำให้ฉีเมี่ยวอดขมวดคิ้วแน่นไม่ได้ ถ้าเป็นความฝัน ความรู้สึกเจ็บปวดจะสมจริงขนาดนี้ได้อย่างไร
ผู้ใดเล่นตลกร้ายเช่นนี้กัน
“หยุด!” ฉีเมี่ยวโกรธจัด ออกแรงตบเกี้ยว
ข้างนอกแว่วเสียงสตรีสดใสไพเราะพูดอย่างหงุดหงิด “คุณหนูทำตัวดีๆ หน่อยเถอะ! บ่าวติดตามท่านไปจวนอานลู่โหว[2] ไม่ว่าอย่างไรก็หวังจะมีชีวิตที่ดี ท่านถึงกับเล่นละครชนกำแพงแล้วยังคิดว่าครอบครัวสามีจะไม่รู้? อานลู่โหวนั้นเป็นถึงผู้ใด แม้แต่ท่านแม่ทัพยังต้องให้ความเคารพสามส่วน หากท่านยังเป็นเช่นนี้ ถ้าถูกส่งตัวกลับไประวังฮูหยินจะถลกหนังท่าน!”
ฉีเมี่ยวหวั่นใจไม่น้อย คนผู้นี้พูดจาสําบัดสํานวน ไม่ใช่วิธีการพูดที่คุ้นเคยเลยด้วยซ้ำ!
เมื่อเลิกม่านเกี้ยวขึ้น ฉีเมี่ยวตกตะลึงกับทิวทัศน์ที่เข้าสู่สายตา พื้นถนนหินเขียว กำแพงสีชมพูขาว สิ่งก่อสร้างชายคาสูงแฝงกลิ่นอายโบราณ หนุ่มสาวเฒ่าเด็กในชุดโบราณที่กำลังชมเรื่องสนุกทั้งสองฝั่ง อาจเพราะเห็นสตรีบนเกี้ยวมองออกไปข้างนอกจึงตกตะลึงอ้าปากค้าง
หญิงสูงวัยผู้ติดตามเกี้ยวสวมเสื้อผ้าสีสันสดใส เกล้าผมมวยต่ำ ปักดอกไม้ผ้าไหมกลีบซ้อนสีแดงเข้ม เห็นเจ้าสาวอาจหาญเลิกผ้าคลุมหน้าเองซ้ำยังกล้ามองข้างนอกก็พูดอย่างร้อนใจ “บรรพบุรุษตัวน้อยของข้า รีบนั่งลง ผ้าคลุมหน้าล่ะ?! รีบคลุมไว้!”
พูดไม่ทันจบ ม่านเกี้ยวถูกปิดลงแล้ว
ฉีเมี่ยวมือเท้าเย็นเฉียบใจเต้นดุจรัวกลอง ตัวอ่อนยวบอยู่ในเกี้ยว หญิงสาวยกมือขึ้นลูบหน้าผาก ตรงที่เจ็บบวมเป็นรอยนูน เจ็บถึงเพียงนี้ไม่ต้องหยิกตนเองก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
นางทะลุมิติ?
ระหว่างทางสับสนมึนงง วางแผนหลบหนีนับไม่ถ้วนแต่ความคิดในหัวก็ปฏิเสธอย่างมีสติ การหลบหนีมั่วซั่วในสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจนถือเป็นเรื่องต้องห้าม อนาคตที่ไม่รู้จักนั้นเทียบกับ ‘การแต่งงาน’ แล้ว นับว่าการแต่งงานค่อนข้างปลอดภัย
เมื่อถึงจวนอานลู่โหวก็มีสี่เหนียง[3]คอยตามเตือน เหยียบพรมแดงข้ามกระถางไฟทำพิธีคำนับฟ้าดินอย่างแข็งทื่อตลอดทาง เมื่อเข้าห้องหอนั่งบนเตียงวิวาห์ เจ้าสาวผู้นี้ก็ยังคงกังวล
คงไม่กระมัง เพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกก็ต้องเข้าหออย่างสับสนมึนงง? อานลู่โหวในคำพูดของสาวใช้เมื่อครู่เป็นสามีของฉีเมี่ยว?
เมื่อคิดเช่นนี้ ฉีเมี่ยวได้แต่กำสองมือในแขนเสื้อแน่น ความหวาดกลัวต่ออนาคตที่ไม่รู้จักบีบให้เหงื่อเย็นท่วมหัว
ฉีเมี่ยวไม่ค่อยเข้าใจกฎเกณฑ์การแต่งงานในสมัยโบราณ แต่รู้ว่าในห้องหอต้องโปรยเหรียญหรือผลไม้เข้าพิธีดื่มสุรา เงียบสงบเช่นนี้นี่มันเกิดอะไรขึ้น หรือความรู้ความเข้าใจของตนเองผิดพลาด?
ขณะที่คิดอยู่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าสับสนรอบด้าน เสียงบานประตูดังแอดในห้องเงียบสงัด รอบข้างดูเหมือนเหลือเพียงคนคนเดียว คนผู้นั้นยืนอยู่ตรงหน้า ฉีเมี่ยวก้มหน้าต่ำเห็นชายผ้าสีแดงเข้มกับรองเท้าหุ้มข้อของคนผู้นั้นผ่านช่องว่างของผ้าคลุมหน้าสีแดง
ฉีเมี่ยวเริ่มกำหมัดแน่นอย่างกังวล
ผ้าคลุมหน้าสีแดงถูกเลิกขึ้น เบื้องหน้าปรากฏใบหน้าหล่อเหลานุ่มนวล บุรุษผู้นี้วัยเพียงสิบเจ็ดสิบแปดปี เมื่อเห็นนางก็เหมือนจะตกตะลึงอยู่บ้าง เขาหรี่ตามองนางครู่ใหญ่
ฉีเมี่ยวไม่รู้จริงๆ ว่าปกติเจ้าสาวในสมัยโบราณตอบสนองอย่างไรต่อสถานการณ์เช่นนี้ จึงได้แต่ยิ้มให้เขาเล็กน้อย ลังเลว่าควรเรียก ‘ท่านพี่’ หรือ ‘สามี’
ผู้ใดจะรู้ว่าเขากลับวางคันชั่งที่ผูกผ้าไหมสีแดง แล้วถอยหลังสองก้าวทำความเคารพอย่างนอบน้อม “พี่สะใภ้”
พี่สะใภ้?!
“…” ฉีเมี่ยวสับสน
“คำนับพี่สะใภ้ ข้าอยู่ลำดับที่สามในสกุลนามซีมู่ นามรองจื่อโม่ พี่รองป่วยหนัก ญาติผู้น้องจึงต้องทำพิธีคำนับฟ้าดินแทน เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเลี่ยง ถ้ามีที่ใดล่วงเกิน พี่สะใภ้โปรดให้อภัยด้วย”
ในที่สุดฉีเมี่ยวก็เข้าใจขึ้นบ้าง ใคร่ครวญไปพลางพูดช้าๆ “ไม่เป็นไร พี่รองของเจ้า…บัดนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
เสียงของหญิงสาวไพเราะนุ่มนวล เอ่ยปากช้าๆ เนื่องจากต้องใคร่ครวญวิธีพูดของคนโบราณ ฟังดูเอื่อยๆ ราวกับน้ำพุใสไหลรินทำให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจ
ไป๋ซีมู่ชะงักอีกครั้ง กะพริบตามองฉีเมี่ยวแล้วพูดว่า “พี่รองเกรงว่าไม่ค่อยดีนัก”
จากนั้นก็รีบพูดเสริมคล้ายกลัวฉีเมี่ยวคิดมาก “แต่พี่สะใภ้โปรดวางใจ พี่รองเป็นบุตรชายคนโตในภรรยาเอกของท่านพ่อ อนาคตต้องสืบทอดตำแหน่งบรรดาศักดิ์เป็นเสาหลักของครอบครัว ท่านพ่อใส่ใจยิ่งนัก ส่งหนังสือเชิญหมอหลวงมาดูแลพี่รองแล้ว ว่านกุ้ยเฟย[4]ในวังก็จัดหาคนมาดูแลเช่นกัน ผ่านมาหลายปีเพียงนี้พี่รองยังทนผ่านมาได้ ดูท่าครั้งนี้คงไม่เป็นไร” พูดจบ สายตาที่มองฉีเมี่ยวยิ่งสงสารมากขึ้น
ฉีเมี่ยวคิดเติมเต็มสถานการณ์ปัจจุบันเอง
สามีของนางเป็นบุตรชายคนโตในภรรยาเอก อยู่ลำดับที่สองในสกุล งั้นข้างบนถ้าไม่มีพี่สาวของสามีก็ต้องมีพี่ชายในอนุภรรยา ถ้าเป็นอย่างหลัง เกรงว่าอานลู่โหวพ่อสามีของนางคงเป็นพวกไร้กฎเกณฑ์
สามีของนางป่วยมานานหลายปี ทนได้ถึงตอนนี้แต่ก็ยัง ‘ไม่ค่อยดีนัก’ น้องชายสามีก็ใช้สายตา ‘เจ้าช่างน่าสงสาร’ เช่นนี้มองนาง รวมทั้งท่าทีที่สาวใช้นางนั้นมีต่อนางในเกี้ยวเมื่อครู่ งานแต่งงานนี้น่าจะเรียกว่าแก้เคล็ดกระมัง?
ฉีเมี่ยวแทบจะร้องไห้
ล่วงเกินเทพเซียนองค์ใดกันแน่ถึงได้ทิ้งฉีเมี่ยวไว้ในสถานที่แย่ๆ แห่งนี้! ไม่รู้ยุคสมัย ไม่รู้ฐานะของครอบครัว ทุกอย่างล้วนเป็นอนาคตที่ไม่รู้จัก น่าหวาดหวั่นเกินไปแล้ว…
ท่าทางน้ำตาคลอเช่นนี้ของฉีเมี่ยว ในสายตาของไป๋ซีมู่ยิ่งคิดว่าหญิงงามอ่อนแอช่างน่าสงสาร เล่าลือกันว่าบุตรสาวของแม่ทัพฉีแต่ละคนงามสะคราญปานบุปผา โดยเฉพาะคุณหนูสามที่หน้าตางดงามราวกับไซซี[5] ไม่หลอกลวงโดยแท้ เพียงแต่อาภัพเช่นนี้ก็ดูน่าสงสาร พี่รองช่างไร้วาสนา ถึงต้องพลาดหญิงงามเช่นนี้
ไป๋ซีมู่ถอนหายใจ ก่อนเอ่ยเสียงอ่อนโยน “พี่สะใภ้พักผ่อนเถอะ ข้าขอตัวก่อน”
ฉีเมี่ยวพยักหน้าอย่างมึนงง
เมื่อในห้องเหลือเพียงนางผู้เดียว ฉีเมี่ยวถึงนอนนิ่งบนเตียงป๋าปู้[6]ราวกับถูกเลาะกระดูก ผ้าห่มเนื้อแพรสีแดงเข้มแสบตาคล้ายกำลังหัวเราะเยาะความอาภัพอับโชคของนาง เมื่อเอียงหัว มงกุฎหงส์หนักอึ้งก็ร่วงลงบนเตียง ในที่สุดลำคอก็ผ่อนคลายขึ้นบ้าง
ลูบรอยนูนบนหน้าผากพบว่าดูเหมือนจะบวมยิ่งกว่าเดิม
เพิ่งลุกขึ้นจะไปโต๊ะเครื่องแป้งส่องกระจกดูอาการบาดเจ็บ ประตูไม้แกะสลักก็ถูกผลักให้เปิดออกดังแอด สาวใช้สวมเสื้ออ่าว[7]ที่ทำจากผ้าแพรสีชมพูนางหนึ่งถืออ่างทองเหลืองเข้ามา โยนอ่างทองเหลืองไว้บนชั้นวางอ่างล้างหน้าไม้ จุ่มผ้าเช็ดหน้าให้เปียกเดินมาตรงหน้า
“รีบใช้ผ้าเย็นลูบหน้าผากเถิด ยามนี้ในจวนยุ่งอยู่กับอาการป่วยของซื่อจื่อ[8] ไม่ว่างสนใจท่าน เฮ้อ! คุณหนูสกุลฉีก็เช่นกัน เหตุใดท่านถึงเอาแต่ใจไม่ยั้งคิด! ถ้าเป็นคุณหนูรองคงไม่ก่อเรื่องซ้ำยังทำให้พวกเราเดือดร้อนเช่นนี้”
ในฐานะสาวใช้ ไม่รู้จักกฎเกณฑ์เกินไปแล้ว
ฉีเมี่ยวรับผ้าเช็ดหน้าอย่างสง่างาม ก่อนจะโยนใส่หน้าสาวใช้นางนั้น “คุณหนูรองดี เหตุใดนางไม่แต่งงาน!”
สาวใช้ตกใจ ผ้าเช็ดหน้าลื่นไหลจากบนใบหน้าสู่หน้าอก เผยให้เห็นใบหน้าที่เปียกชื้นตกใจของนาง
คุณหนูสามกินยาผิดอะไร ถึงกล้าระบายอารมณ์ใส่นาง?!
“คุณหนูอารมณ์ร้ายนัก หรือไม่กลัวบ่าวกลับไปบอกฮูหยิน?!”
“งั้นเจ้าคงจะต้องมีชีวิตกลับไปรายงานให้ได้ก่อนกระมัง?” ความโกรธจัดทำให้ฉีเมี่ยวพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งรูปแบบภาษาราวกับสืบทอดจิตสำนึกของเจ้าของร่างเดิม ไม่ต้องคิดหนักใคร่ครวญอีก
ในที่สุดสาวใช้ก็ไม่กล้าพูดมากอีกต่อไป อย่างไรเสียนางเป็นบ่าวรับใช้ ยามนี้ไม่ได้อยู่ในสกุลฉีจึงได้แต่ลอบกัดฟันจดจำไว้
ฉีเมี่ยวนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง คนในกระจกทองแดงมีใบหน้ารูปเมล็ดแตงนวลเนียน ปากแดงอวบอิ่ม คิ้วดำตาฉ่ำน้ำ ปลายคิ้วขมวดเล็กน้อยดูน่าสงสาร เมื่อมองใบหน้างดงามนุ่มนวลที่ไม่คุ้นเคย นางบังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างแรงกล้า ขนลุกขนชันขึ้นมาทันที
เกิดมาหน้าตาเช่นนี้ไม่ใช่โชคดีอย่างแน่นอน
ถ้าซื่อจื่อสิ้นใจกะทันหัน หญิงม่ายที่สามีเพิ่งตายเช่นนางควรทำอย่างไร ถ้าออกจากจวนโหวไปหาเลี้ยงชีพ หน้าตาธรรมดาหน่อยก็เป็นเรื่องง่าย แต่สารรูปเช่นนี้ไม่แน่ว่าออกไปข้างนอกก็คงถูกลักพาตัวไปขายหอคณิกา
ฉีเมี่ยวกลุ้มใจจนอยากเกาหัว
“เหมยหลัน ซื่อจื่อฮูหยินล่ะ!” เสียงหญิงสูงวัยนางหนึ่งดังมาจากลานบ้าน
“ซื่อจื่อฮูหยินอยู่ในห้อง” ในคำพูดของผู้ตอบแฝงด้วยความนอบน้อม
“เรียนซื่อจื่อฮูหยิน เหล่าไท่จวิน[9]กับฮูหยินเชิญท่านไปพบ”
นี่น่าจะเป็นงานแต่งงานที่แปลกประหลาดที่สุด น้องชายสามีแต่งงานแทน เจ้าสาวเปลี่ยน ‘เนื้อแท้’ บัดนี้ไม่เจอเจ้าบ่าวกลับเชิญเจ้าสาวออกจากห้องหอ
ฉีเมี่ยวหลับตาสูดหายใจลึกๆ บังคับให้ตนเองใจเย็น นั่งตัวตรงบนเก้าอี้กลม แล้วสั่งบ่าวว่าแต่งหน้าให้นาง
คำว่า ‘ซื่อจื่อฮูหยิน’ ของหมัวมัว[10]สูงวัยที่อยู่ด้านนอกท่านนั้นทำให้สาวใช้ค้นพบตำแหน่งใหม่ของเจ้านาย ท่าทีนอบน้อมขึ้นเล็กน้อย จัดการความเรียบร้อยให้ฉีเมี่ยวอย่างคล่องแคล่วว่องไว
ฉีเมี่ยวส่องกระจกอีกครั้ง ดึงปอยผมยาวออกมาใช้น้ำมันใส่ผมกลิ่นดอกมะลิลูบพาดผ่านหน้าผาก บิดเกลียวใช้ปิ่นดอกไม้กลัดเข้ามวยผม ปกปิดรอยบวมแดงบนหน้าผากพอดี ทำให้ใบหน้าขาวราวหิมะของนางดูงดงามบอบบางเป็นพิเศษ
คราวนี้นางถึงถอนหายใจ
“คุณหนู ท่านจะสวมชุดใด” สาวใช้ถือเสื้อผ้าหลายชุด
ฉีเมี่ยวไม่มองด้วยซ้ำ นางเดินไปข้างนอกพลางตำหนิว่า “บัดนี้ซื่อจื่อป่วยไข้ ในเมื่อเหล่าไท่จวินกับฮูหยินรีบมาเชิญ ไหนเลยจะยังมีเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่ใจหน่อยไม่ได้หรือ”
เมื่อเปิดประตูก็เผชิญหน้ากับหมัวมัววัยประมาณห้าสิบปี รูปร่างอ้วนท้วนแข็งแรง
เหยาหมัวมัวได้ยินฉีเมี่ยวตำหนิสาวใช้ประจำตัว อีกทั้งเห็นนางยังคงสวมชุดเจ้าสาวสีแดงเข้ม เพียงจัดผมเล็กน้อยก็สาวเท้าออกมาก็คิดในใจว่าซื่อจื่อฮูหยินเป็นคนรู้ความ ก่อนจะพานางไปเรือนบน
ระหว่างทางฉีเมี่ยวพูดคุยสั้นๆ ก็สืบรู้ฐานะของคนหลายคนรอบตัวชัดเจนได้โดยไม่ทิ้งร่องรอย
หญิงสูงวัยที่ร้องถามเมื่อครู่คือเหยาหมัวมัว คนสนิทข้างกายเหล่าไท่จวิน สองสาวใช้เหมยหลันกับเหมยซานเป็นสาวใช้ในห้องของซื่อจื่อ ส่วนคนที่ไม่เคารพนางอย่างยิ่งชื่อว่าปี้ชิง รวมทั้งปี้ย่วนเป็นสาวใช้ประจำตัวของนาง
สาวใช้ประจำตัวของตนไม่เคารพนางเช่นนี้ได้ แสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมของครอบครัวฝ่ายหญิงไม่ค่อยดี
ป้ายสดุดี ‘เรือนจิ่นซิ่ว’ แขวนสูงบนขื่อประตูเรือนบน ลานหน้าเงียบสงัดด้วยผู้คนมารวมตัวกันที่ลานหลัง สาวใช้และคนรับใช้มีสีหน้าตื่นตระหนกวิ่งเข้าวิ่งออก ไม่รู้ผู้ใดรายงานว่า “ซื่อจื่อฮูหยินมาถึงแล้ว” ม่านไข่มุกจึงถูกสาวใช้ตัวน้อยเลิกขึ้นฝั่งหนึ่ง คนรับใช้ทั้งหมดทำความเคารพ “คำนับซื่อจื่อฮูหยิน”
ฉีเมี่ยวรู้สึกกังวล พยักหน้ารับคำนับด้วยสีหน้าสุขุมแล้วเข้าห้องนอนหลัก เมื่อเข้าประตูไปก็แทบจะสำลักออกมาเพราะกลิ่นยาเข้มข้น อ้อมผ่านกรอบลับแลไม้จันทร์แดงแกะสลักภาพนกกางเขนเกาะกิ่งไม้ ก็เห็นชายหนุ่มหน้าตาซูบผอมสองตาหลับสนิทนอนอยู่บนเตียงป๋าปู้ในห้องด้านใน เขามีสีหน้าเหลืองอมน้ำตาล สองแก้มยุบบุ๋ม ลมหายใจถี่กระชั้น เห็นได้ชัดว่าหายใจออกมากหายใจเข้าน้อย ท่าทางคล้ายจะสิ้นใจกลับบ้านเก่าได้ทุกเมื่อ
สตรีสามนางนั่งรอบเตียงป๋าปู้ คนที่สูงวัยหน่อยอายุประมาณหกสิบต้นๆ หน้าตาอ้วนท้วนสมบูรณ์ สีหน้าสงบนิ่ง มองไม่ออกว่าโศกเศร้ามากนัก นางสุขุมเยือกเย็นจนทำให้ฉีเมี่ยวนึกถึงพระพุทธรูปในวัด
…เห็นฉีเมี่ยวเข้าประตูมา เหล่าไท่จวินก็พูดว่า “ภรรยาจาวเกอเอ๋อร์ รีบไปดูเถอะ เจ้ามองครั้งเดียวเขาอาจจะดีขึ้นก็ได้”
[1] ซิมมอนส์ ตราสินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องนอนที่มีชื่อเสียง
[2] โหว คือหนึ่งในบรรดาศักดิ์ห้าขั้นรองจากอ๋อง อันได้แก่ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน
[3] สี่เหนียง สตรีแต่งงานแล้วที่เชิญมาดำเนินพิธีแต่งงาน
[4] กุ้ยเฟย พระชายาผู้สูงศักดิ์ ตำแหน่งพระชายาเอกในฮ่องเต้
[5] ไซซี คือหนึ่งในสี่หญิงงามแห่งแผ่นดินจีน ฉายานามมัจฉาจมวารี
[6] เตียงป๋าปู้ เตียงแบบจีนโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ล้อมรอบด้วยเสาสี่ข้างและรั้วแกะสลัก
[7] เสื้ออ่าว เสื้อตัวนอกสำหรับหน้าหนาว แขนเสื้อกว้างแล้วสอบเข้าตรงข้อมือ สวมด้วยวิธีใช้สาบเสื้อทับกันหรือผ่าหน้ากลัดกระดุม
[8] ซื่อจื่อ คือคำเรียกบุตรชายที่จะได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์ของบิดา
[9] เหล่าไท่จวิน คำเรียกขานผู้อาวุโสที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างสูง มีสถานะทางสังคมระดับหนึ่ง
[10] หมัวมัว คำเรียกหญิงสูงวัย หญิงรับใช้อาวุโสในเชิงยกย่อง รวมถึงนางข้าหลวงอาวุโสในวัง
บทที่ 2 หายนะ
บทที่ 2 หายนะ
“เจ้าค่ะ เหล่าไท่จวิน” ฉีเมี่ยวทำความเคารพแล้วเดินช้าๆ ไปหน้าเตียง
เมื่อเข้าใกล้ขึ้นหน่อยก็เห็นหน้าตาของชายหนุ่มชัดเจนยิ่งขึ้น หน้าตาของเขายังคงดูดีแม้ป่วยหนักซูบผอมจนหนังหุ้มกระดูก
ไม่รู้เหตุใด เมื่อเห็นไป๋ซื่อจื่อที่เป็นเช่นนี้ หยดน้ำตาของฉีเมี่ยวก็พรั่งพรูดั่งด้ายขาด หน้าอกเจ็บปวดดุจมีดกรีด นางอดคว้าสาบเสื้อแน่นไม่ได้ ร่างกายเหมือนมีจิตสำนึกของตน โศกเศร้าจนนางพูดไม่ออก
สตรีในชุดแต่งงานสีแดงยืนอยู่ข้างเตียงมองคนที่ลมหายใจรวยรินหลั่งน้ำตา ทำให้ผู้พบเห็นเศร้าใจโดยแท้
ไป๋เหล่าไท่จวินมีแววตาสงสาร
สตรีวัยยี่สิบต้นๆ อีกคนก็หยิบผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา
แต่หญิงวัยกลางคนที่สวมเสื้อกั๊กยาวสีแดงกุหลาบแต่งดอกไม้และกระโปรงจับจีบสีทองเข้มกลับโยนถ้วยชาอย่างหงุดหงิด “ร้องไห้อะไรกัน คนยังไม่ไปก็ถูกเจ้าร้องไห้จนป่วยไข้! เข้ามาไม่พูดดีหน่อยรู้จักแต่ร้องไห้! เอาเจ้ามาทำอะไร! ข้าว่าเจ้าไม่ใช่ดาวนำโชค แต่เป็นหายนะ!”
“หายนะ” ฉีเมี่ยวน้อยใจจนแทบทนไม่ไหว นึกว่านางอยากร้องไห้หรืออย่างไร นางถูกทิ้งไว้ที่นี่อย่างอธิบายไม่ได้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือปัญหายุ่งเหยิง นางไม่ร้องไห้ได้หรือ
ความคิดเปลี่ยนไป ฉีเมี่ยวเริ่มร้องไห้เพื่อตนเองแล้ว
เหล่าไท่จวินพูดว่า “พอแล้ว เจ้าอย่าตำหนิภรรยาจาวเกอเอ๋อร์ ร้องไห้สักหน่อยเพื่อชะตาชีวิตของตนก็ไม่ผิดหรอก”
ฉีเมี่ยวใจเต้นดังตึกตัก หญิงสูงวัยท่านนี้พูดแทนนางใช่หรือไม่ เหตุใดฟังแล้วไม่สบอารมณ์ถึงเพียงนี้!
อานลู่โหวฮูหยินจางซื่อ[1]ฮึดฮัด “เหล่าไท่จวินพูดได้ไม่ผิด พอได้ยินว่าต้องแต่งให้จาวเกอเอ๋อร์ นางก็รีบร้อนเดินนำหน้าไปยมโลกสำรวจเส้นทางก่อนแล้วไม่ใช่หรือ ยามนี้ร้องไห้เพราะตนเองตายไม่สำเร็จกระมัง!”
ฉีเมี่ยวโกรธจนแทบกระอักเลือด
คนเสียสติปากร้ายท่านนี้เป็นแม่แท้ๆ ของท่านซื่อจื่อจริงหรือ เหตุใดด่านางไม่เลี่ยงคำด้วยซ้ำ ซ้ำยังดูเหมือนแทบอยากให้ซื่อจื่อไปตาย?
ในยามนี้เอง คนบนเตียงตั่งเปล่งเสียงแหบแห้งจากลำคอ “ท่านแม่”
สตรีที่อยู่ด้านข้างพูดอย่างดีใจ “ฟื้นแล้วๆ ซื่อจื่อฟื้นแล้ว!” จากนั้นจับมือของฉีเมี่ยวอย่างตื่นเต้น “น้องสะใภ้วางใจ ซื่อจื่อเป็นคนดีสวรรค์คุ้มครอง จะต้องไม่เป็นไร”
น้องสะใภ้? ซื่อจื่ออยู่ลำดับที่สอง เห็นได้ชัดว่าข้างบนมีพี่ชายคนโตในอนุภรรยา
จางซื่อโน้มตัวแต่ไม่ได้ตื่นเต้นดีใจกระตือรือร้นมากนัก เช่นเดียวกับเหล่าไท่จวินที่ยังคงนั่งตัวตรงบนเก้าอี้กลม พูดอย่างไม่ร้อนไม่หนาว “จาวเกอเอ๋อร์ฟื้นแล้ว? รีบดูภรรยาเจ้าเถอะ รู้จักหน้าค่าตากันก่อน อนาคตจะได้สนิทสนมกันไว้”
พูดเหมือนขอเพียงเขาสิ้นใจ นางก็จะ ‘ส่ง’ ฉีเมี่ยวลงไปเป็นเพื่อนทันที
ฉีเมี่ยวมองแม่สามีกับเหล่าไท่จวินอย่างแปลกใจ ซื่อจื่อไม่เป็นที่ชื่นชอบถึงเพียงนี้ ทั้งสองคนทำราวกับแทบอยากจะให้เขาตายหรือ
ไป๋ซีอวิ๋นราวกับไม่ได้ยินคำพูดเสียดสีเยาะเย้ยของมารดา เขาเพียงหรี่ตา มองฉีเมี่ยวอย่างไม่คุ้นเคยกับแสงสว่าง เอื้อมมือออกมาหานาง
ฉีเมี่ยวย่อตัวนั่งข้างเตียง จับมือของเขาอย่างอึดอัดอยู่บ้าง เมื่อทั้งสองจับมือกัน ฉีเมี่ยวรู้สึกเพียงศีรษะอื้ออึงไปหมด เส้นประสาทในหัวราวกับถูกเข็มทิ่มแทง แสงเงาหมุนวนตรงหน้า
ข้างหูเป็นเสียงทุ้มต่ำแหบแห้งของไป๋ซีอวิ๋น “เจ้ายังจะมาที่นี่”
นึกว่าผู้ใดก็ชอบมาหรือ!
หัวใจของนางกรีดร้อง แต่จิตสำนึกกลับค่อยๆ เลือนราง
ก่อนที่จะหมดสติ นางได้ยินเสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนก “มาเร็วเข้า ซื่อจื่อฮูหยินโศกเศร้าจนเป็นลมไปแล้ว!”
ฉีเมี่ยวฝัน ในภวังค์นางเดินอยู่ในสวนดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม อากาศโชยกลิ่นหอมสดชื่นอ่อนๆ บอกไม่ได้ว่าเป็นกลิ่นดอกไม้หรือผลไม้ สรุปแล้วเบาบางทั้งไม่ฉุนและทำให้ได้กลิ่นแล้วอดสูดหายใจลึกไม่ได้
นางยกชายกระโปรงชุดเจ้าสาวสีแดงเข้มสาวเท้าวิ่งไปข้างหน้า ไล่ตามฝีเท้าของบุรุษชุดขาวผู้หนึ่ง ตะโกนว่า “อาจาว รีบกลับมา!”
แต่คนผู้นั้นกลับเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น ไม่ฟังเสียงเรียกของนางด้วยซ้ำ
ดอกไม้รอบด้านถูกพายุหมุนพัดปลิวว่อน ก่อตัวเป็นเกลียวคลื่นพุ่งตรงมาบนร่างนาง นางถูกพัดขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างรุนแรง มองดูกลีบดอกไม้สีสันหลากหลายบิดเกลียวหลั่งไหลเข้าสู่หน้าอกของนาง ไหลไปสู่แขนขาและกระดูก
นางตะโกนเสียงดัง ตกใจตื่นขึ้น ยามนี้นางปวดหัวแทบแตก ในหัวมีความทรงจำบางอย่างที่ไม่ใช่ของนางเพิ่มขึ้นมา ในอากาศมีกลิ่นหอมกรุ่นอ่อนๆ จากในความฝัน สิ่งที่เห็นกลับเป็นใบหน้าเจ็บป่วยอ่อนแอ
นี่คือไป๋ซื่อจื่อ สามีที่เพิ่งแต่งงานของนางไม่ใช่หรือ
“เจ้าตื่นแล้ว” ไป๋ซีอวิ๋นอ่อนแอยิ่งนัก มองนางด้วยสายตาน่ากลัว
อย่างไรเสียฉีเมี่ยวก็ไม่เคยนอนเตียงเดียวกับบุรุษ เวลานี้กลับฟื้นมาโดยมีคนอยู่ตรงหน้าอย่างกะทันหัน คนผู้นี้ซูบผอมจนรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไป ซ้ำยังมองนางด้วยสายตาแปลกๆ…
นางตกใจจนใจเต้นรัว ยิ้มเกร็งๆ ให้เขาพลางพูดว่า “อรุณสวัสดิ์ ซื่อจื่อ”
ไป๋ซีอวิ๋นมุมปากกระตุก เหมือนจะโค้งเป็นรอยยิ้ม เสียงแหบแห้งเอ่ย “อรุณสวัสดิ์” จากนั้นขยับตัวเข้าใกล้ฉีเมี่ยวอย่างยากลำบาก
สองคนนอนอยู่บนหมอนผ้าปักลายลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองใบเดียวกัน ตะแคงข้างหันหน้าเข้าหากัน ผมยาวแผ่อยู่บนหมอน เห็นไป๋ซีอวิ๋นเข้ามาใกล้ ปลายจมูกแทบจะแตะนางแล้ว
…จู่ๆ เข้าใกล้ถึงเพียงนี้จะทำอะไร เราสองคนสนิทกันถึงขั้นนี้หรือ
ฉีเมี่ยวถอยหลังอย่างหวั่นใจ
ไป๋ซีอวิ๋นกลับสูดหายใจ “เจ้าหอมนัก”
จะป่วยตายแล้วไม่ใช่หรือ ท่าทางบ้ากามเช่นนี้นี่มันอะไรกัน
แม้นางจะเป็นภรรยาที่เพิ่งแต่งงาน (แก้เคล็ด) ของเขา แต่ร่างกายเขาเป็นเช่นนี้แล้ว ยังคิดจะสูดกลิ่นบนร่างนางว่าหอมหรือไม่ เห็นได้ชัดว่าในยามที่ไม่ป่วยก็มิใช่คนดีอะไร
ความประทับใจที่มีต่อไป๋ซื่อจื่อลดลงฮวบฮาบ
ฉีเมี่ยวถอยหลังอีกหน่อย ในลมหายใจได้กลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ เช่นในความฝัน ปากพูดอย่างเกรงใจ “จริงหรือ ข้าไม่รู้สึกเลย”
ไป๋ซีอวิ๋นมองใบหน้างดงามบอบบางของฉีเมี่ยว อดขบขันไม่ได้
แม้นางไม่เปลี่ยนสีหน้ามากนัก แต่มุมปากเม้มเล็กน้อย เสียงแฝงความเย็นชาเบาบาง เห็นได้ชัดว่านางไม่พอใจเขา เกรงว่ากำลังตำหนิเขาอีกด้วย
นางยังคงน่ารักเช่นนั้น เหมือนเช่นนั้นที่เขารักลึกซึ้ง
ตรงหน้าไป๋ซีอวิ๋นปรากฏอีกภาพหนึ่ง
จวนโหวถูกไฟไหม้กลืนกิน คนของสำนักดับเพลิงกับกองกำลังพิทักษ์เมืองข้างนอกบุกเข้ามาไม่ได้ด้วยซ้ำ วิญญาณที่ไม่ไปผุดไปเกิดของเขาลอยเข้าเรือนในอย่างร้อนใจ กลับเห็นฉีเมี่ยวที่เสียโฉมรูปร่างซูบซีดในยามนั้นใช้ผ้าไหมรัดคอไป๋ซีมู่อย่างรุนแรง มองศพพ่อแม่สามีและคนอื่นๆ ในลานบ้าน พึมพําอย่างสิ้นหวัง “อาจาว ข้าแก้แค้นให้ท่านแล้ว”
หลังจากแน่ใจว่าไป๋ซีมู่ตายแล้ว นางก็พาดผ้าไหมยาวไว้บนข้อพับ หันหลังพุ่งเข้าห้องหลักที่ลุกไหม้อย่างห้าวหาญ ปล่อยให้เปลวไฟกลืนกินนาง
แม้เขาอยากกอดนางไว้เพื่อขัดขวางนางเพียงใด แต่ยามนั้นเขาเป็นเพียงวิญญาณที่ได้แต่มอง เมื่อเขาตายไป ภรรยาของเขาถูกน้องชายคนดีของเขาพูดจาแทะโลมเอาเปรียบอย่างไร ลูกของเขาถูกอานลู่โหวฮูหยินโยนลงบ่อน้ำอย่างไร…สุดท้าย ยังต้องมองภรรยารักของเขาสูญเสียลูกชายและแก้แค้นให้เขาอย่างสิ้นหวังก่อนเดินสู่เส้นทางแห่งความตาย
เขาก็เดินตามเข้าทะเลเพลิง รู้สึกถึงไฟไหม้แผดเผาวิญญาณตามใจปรารถนา
แต่เมื่อได้สติอีกครั้ง เขากลับนอนอยู่บนเตียงนี้ เห็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจลืมเลือนในความทรงจำ สตรีที่เขารักลึกซึ้งสวมชุดเจ้าสาวเดินมาข้างเตียงเขา
เขานึกว่านั่นคือภาพหลอนจึงยื่นมือไปหานาง
เมื่อนางจับมือของเขาก็วูบหมดสติ ก่อนจะถูกอานลู่โหวฮูหยินมารดาของเขาสั่งคนอุ้มขึ้นเตียงด้วยเจตนาร้าย ให้เขาสัมผัสใบหน้าของนางอย่างลำพองใจ ในที่สุดไป๋ซีอวิ๋นก็เข้าใจว่าสวรรค์มีเมตตาต่อเขา ให้เขากลับสู่ปีที่เขาอายุยี่สิบปี ให้นางผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องนุ่มนวลอ่อนโยนกลับสู่ข้างกายเขา
สายลมพัดหวนในใจไป๋ซีอวิ๋น แต่ในฐานะคนที่ป่วยนานแรมปีผอมเหมือนศพแห้ง ต่อให้ยิ้มแย้มก็น่ากลัวเหมือนผี ไม่ต้องพูดถึงยามที่ความรู้สึกของเขาซับซ้อนเช่นนี้?
ฉีเมี่ยวมองสีหน้าน่ากลัวที่บิดเบี้ยวซับซ้อนของไป๋ซีอวิ๋น เพียงตกใจตัวสั่นจนลุกขึ้น
แต่เจ้าผู้นี้ลืมว่าตนเองถอยถึงข้างเตียงแล้ว เมื่อลุกขึ้นหัวก็ชนกับช่องแกะสลักลายฉลุรูปจันทร์เสี้ยวของเตียงป๋าปู้พอดีจนเกิดเสียงดังลั่น
“โอ๊ย!” ฉีเมี่ยวกลับขึ้นไปบนเตียง คลึงตรงนั้นที่กระแทก ถ้าอนาคตสมองนี้ของนางโง่ ไม่รู้ควรโทษการกระแทกอย่างกล้าหาญของเจ้าของร่างเดิม หรือโทษการกระแทกอย่างซุ่มซ่ามของตน
เพียงแต่นึกไม่ถึงว่า ‘เจ้าขี้โรค’ ข้างกายนางกังวลยิ่งกว่านางเสียอีก รีบยกมือคลึงหัวของนางอย่างลำบาก น้ำเสียงแฝงด้วยความร้อนใจ สีหน้าบิดเบี้ยวราวกับวิญญาณร้าย “เมี่ยวเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บหรือไม่”
หรือว่าเจ้าของร่างเดิมกับท่านซื่อจื่อผู้นี้รู้จักกันมาก่อน?
สมัยโบราณนี่เรียกว่าอะไรนะ ลักลอบคบกัน?
แต่ค้นหาความทรงจำโดยละเอียดก็หาเศษเสี้ยวเกี่ยวกับคนผู้นี้ไม่เจอแม้แต่น้อย หรือว่าความทรงจำของนางไม่สมบูรณ์?
ฉีเมี่ยวสับสนอยู่บ้าง ส่ายหน้า “ไม่เป็นไรๆ ท่านรีบนอนลง” ประคองเขานอนลง จากนั้นคลึงตรงจุดกระแทกบริเวณท้ายทอย แต่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าบนหน้าผากนางน่าจะมีบาดแผล คราวนี้เกรงว่าจะยิ่งบวม อีกทั้งจะเลือดคั่งเขียวม่วง
นางปล่อยมวยผมแล้ว บาดแผลตรงหน้าผากนั้นคงไม่อาจซ่อน? ถ้าท่านซื่อจื่อเห็นเข้า เกรงว่าคงไม่สบายใจ…
ฉีเมี่ยวจึงลงพื้น เดินไปนั่งบนม้านั่งริมหน้าต่าง หยิบหวีครึ่งวงกลมส่องกระจกทองแดงแกล้งทำเป็นหวีผม แต่พบว่ารอยบวมบนหน้าผากหายไปอย่างมหัศจรรย์!
ฉีเมี่ยวใจเย็นไม่ลงแล้ว โน้มตัวเข้าใกล้กระจกเพื่อมองอย่างละเอียด
จริงด้วย แผลนั้นหายไปแล้ว หน้าผากเกลี้ยงเกลาเหมือนก่อน ราวกับไม่เคยได้รับบาดเจ็บด้วยซ้ำ อีกทั้งระหว่างเคลื่อนไหว บนร่างกายนางมีกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ โชยออกมาเหมือนในความฝัน!
นางใจเต้นรัว มั่นใจว่าเมื่อวานที่เพิ่งมาแผลบนศีรษะนั้นสาหัส อย่างไรเสียเจ้าของร่างเดิมตั้งใจฆ่าตัวตายจึงพุ่งชนกำแพงสุดชีวิต ยามนี้นางสืบทอดความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ย่อมจำได้ว่ายามนั้นเจ้าของร่างเดิมถูกมารดาเลี้ยงกับบิดาผู้ให้กำเนิดบีบบังคับจนสิ้นหวังอย่างไร อีกทั้งในเมื่อนางมาถึงที่นี่ได้ ก็เห็นได้ชัดว่าเจ้าของร่างเดิมตายเพราะอาการบาดเจ็บนั้นจริงๆ
แผลกระแทกที่ถึงตายได้กลับกลายเป็นว่านอนหลับสักตื่นก็หายดีแล้ว?!
ฉีเมี่ยวนิ่งอึ้งมองใบหน้าเพริศแพร้วแต่แปลกหน้าในกระจกทองแดง ความรู้สึกแปลกประหลาดเช่นนั้นปีนป่ายสู่สันหลังอีกครั้ง กระตุ้นให้ขนลุกทั่วสันหลัง
ภายหลังไม่อยากส่องกระจกแล้ว!
ฉีเมี่ยวลุกขึ้น แต่เห็นไป๋ซีอวิ๋นกำลังมองนางเงียบๆ สายตาเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง ทำให้สันหลังเย็นวาบเช่นเดียวกัน
นางมีความอาฆาตพยาบาทอะไรกับโลกนี้กันแน่!
ไป๋ซีอวิ๋นเห็นนางยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างโต๊ะเครื่องแป้งก็พยายามปลอบโยน เพียงแต่ระหว่างเขาป่วยนั้นเสียงแหบแห้ง ซ้ำยังหอบหายใจอยู่บ้าง เอ่ยปากทีก็แหบพร่า ยิ่งเพิ่มความรู้สึกอึมครึม “เมื่อคืนเหล่าไท่จวินบอกว่า สาวใช้และหญิงรับใช้ก็เป็นลูกมีพ่อมีแม่ อย่าได้ส่งต่อโรคภัยไข้เจ็บให้พวกเขาจึงให้พวกเขาอยู่ห่างจากพวกเราหน่อย อีกเดี๋ยวให้พวกเรากลับไปเรือนชิ่นหยวน”
ไม่ให้คนรับใช้ กลับปล่อยไปตามยถากรรมหรือ
[1] ซื่อ หมายถึงแซ่ เป็นคำเรียกต่อท้ายหญิงที่แต่งงานแล้ว
บทที่ 3 พิษ
บทที่ 3 พิษ
เมื่อคืนก็รู้สึกว่าเหล่าไท่จวินกับอานลู่โหวฮูหยินแปลกอยู่บ้าง ดูเหมือนไม่ใส่ใจความเป็นความตายของไป๋ซีอวิ๋นด้วยซ้ำ บัดนี้สถานการณ์ปัจจุบันกลับยืนยันความคิดเช่นนี้
มองคนป่วยหนักแล้วฉีเมี่ยวอดสงสารไม่ได้
แม้นางถูกทิ้งไว้ในปัญหายุ่งเหยิง ดีร้ายร่างกายก็แข็งแรง แต่เขาล่ะ เกรงว่าคงอยู่บนโลกนี้อีกไม่นาน ยังถูกย่าแท้ๆ และมารดาผู้ให้กำเนิดของตนรังเกียจเช่นนี้ คิดว่าระหว่างที่เขาป่วยเป็นเวลานาน คนในครอบครัวคงรำคาญเช่นกัน
ได้พบกันนับเป็นวาสนา ดีร้ายนางก็ควรจะดีกับคนที่ใกล้จะลาโลกผู้นี้มากขึ้นหน่อย
“ได้ งั้นพวกเรากลับเรือนชิ่นหยวน ดูสิริมฝีปากของท่านแห้งหมดแล้ว ข้ารินน้ำให้ท่านก่อน อีกเดี๋ยวพวกเราค่อยไป”
ฉีเมี่ยวหันหลังไปรินน้ำ
นางอ่อนโยนรู้ความเช่นเดียวกับเมื่อก่อน มองเงาด้านหลังอรชรอ้อนแอ้นของนาง ไป๋ซีอวิ๋นใจอ่อนยวบ คิดเพียงอยากปกป้องนางให้ดี ไม่ให้นางประสบกับความสิ้นหวังในชาติก่อนอีก
ขณะที่คิดเช่นนี้ กลับได้ยินห้องข้างนอกแว่วเสียงสูงแหลมของเครื่องลายครามแตกกะทันหัน
“เมี่ยวเอ๋อร์ เป็นอะไรไป!” ไป๋ซีอวิ๋นค้ำยันจะลุกขึ้น
“ไม่เป็นไรๆ ข้าเพียงพลั้งมือทำถ้วยชาหล่นแตก”
ฉีเมี่ยวนั่งยองบนพื้น นิ่งอึ้งมองแผลบนปลายนิ้วที่หายสนิทอย่างรวดเร็ว ชั่วครู่เดียวก็รู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว
นี่คืออะไร ทักษะพิเศษ? ความเป็นจริงที่เกินกว่าความรู้ความเข้าใจของนางมาอยู่ตรงหน้า ความเจ็บปวดจากการที่เศษเครื่องลายครามบาดนิ้วมือไม่ใช่ของปลอมอย่างแน่นอน มองบาดแผลหายสนิทด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าก็เป็นของจริง
อีกทั้งที่แปลกที่สุดคือนางรู้สึกว่าเลือดของนางมีกลิ่นหอม!
เหลวไหลทั้งเพ! นางไม่ใช่เซียงเฟย[1]เสียหน่อย!
ฉีเมี่ยวมือสั่นหยิบเศษเครื่องลายครามขึ้นมา หักใจกรีดบนแขนซ้ายก็พบกับความเจ็บปวดอย่างยิ่ง เลือดไหลออกมา นางรู้สึกว่ากลิ่นดอกไม้อ่อนๆ เช่นนั้นรุนแรงขึ้นเล็กน้อย จากนั้นบาดแผลก็ค่อยๆ หายสนิทภายใต้ความชุ่มชื้นของเลือด สุดท้ายเหลือเพียงคราบเลือดแห้งกรัง กลิ่นหอมจางลง
ครั้นแตะน้ำนิดหน่อยเช็ดคราบเลือดออก ผิวนวลเนียนเหมือนก่อน!
ฉีเมี่ยวงงงัน นั่งนิ่งอึ้งบนพื้น เลือดของนางมีผลในการรักษา ชั่วข้ามคืนบนร่างก็มีกลิ่นหอม
เรื่องนี้ถ้าถูกผู้อื่นรู้เข้า นางคงต้องเป็น ‘คนขายเลือด’ ที่ถูกจับไปถ่ายเลือด!
“เมี่ยวเอ๋อร์ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” ไป๋ซีอวิ๋นผู้นั้นลงพื้นอย่างยากลำบาก มือค้ำโต๊ะ สองขาสั่นเทิ้มไม่หยุด ร่างกายที่ผอมหนังหุ้มกระดูกเหมือนจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
ฉีเมี่ยวกลัวเขาล้มกระดูกหักเหลือเกิน เพราะเขาผอมมากจริงๆ
นางรีบไปประคองเขานั่งลง “ข้าไม่เป็นไร สิ่งที่เป็นคือถ้วยชา”
“ข้าเห็นเจ้านั่งยองอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน เจ็บมือใช่หรือไม่” คว้ามือของนางมาตรวจดู กลับเห็นสิบนิ้วเรียวยาวดุจหยกขาว ไม่เจอบาดแผลแม้แต่น้อย
ไป๋ซีอวิ๋นโล่งใจ ยามนี้ถึงพบว่าตนเองตกใจจนเหงื่อท่วมสันหลัง
“ท่านดูสิ ข้าสบายดี”
“งั้นเหตุใดเจ้าถึงนั่งยองไม่ขยับเขยื้อน”
“ข้า…นั่นข้าสงบนิ่งไว้อาลัยให้ถ้วยชา”
ไป๋ซีอวิ๋น…
ฉีเมี่ยวไปรินน้ำให้ไป๋ซีอวิ๋น แต่น้ำที่มีอยู่เป็นน้ำเย็น นางจึงออกไปเรียกคนเพื่อขอน้ำร้อน สาวใช้น้อยทำเป็นมองข้าม ไม่เพียงไม่บอกว่าจะไปจัดเตรียมให้หรือไม่ แต่ยังทำตัวไร้มารยาท ร้อง “เฮอะ” แล้วก็ไป
รู้ดีว่านั่นคือความตั้งใจของเหล่าไท่จวินกับอานลู่โหวฮูหยิน ฉีเมี่ยวย่อมไม่มีทางเลือกอื่น เพียงให้ไป๋ซีอวิ๋นดื่มน้ำเล็กน้อยให้ชุ่มคอ วางถ้วยแล้วพูดว่า “พวกเรากลับเรือนชิ่นหยวนไปเตรียมน้ำอุ่นค่อยดื่ม น้ำเย็นลงท้องยังต้องใช้ความร้อนจากร่างกายของตัวท่านเองไปอุ่นมัน เลี่ยงไม่ได้ที่จะป่วยเพราะดื่มน้ำ”
“ได้” ไป๋ซีอวิ๋นอบอุ่นในใจ สำหรับฉีเมี่ยว ที่จริงเขานับเป็นคนแปลกหน้า แต่นางมีจิตใจที่ดีงาม ใส่ใจผู้อื่นอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ฉีเมี่ยวไปข้างนอกสั่งคนเตรียมเกี้ยว
ไป๋ซีอวิ๋นกลับมองเงาด้านหลังของนางเหมือนคิดอะไรอยู่
เขารู้ว่าร่างกายของตนจะอยู่ได้ไม่กี่ปี คำนวณโดยละเอียด เขายังมีชีวิตอีกสี่ปีครึ่ง
ถ้าเขาตายไป แล้วนางล่ะ?
เดินบนเส้นทางชีวิตชาติก่อนต่อไป? มองสามีตายจาก บรรดาศักดิ์ตกอยู่ในมือของไป๋ซีมู่ นางที่ไร้ครอบครัวฝ่ายหญิงสนับสนุนถูกพี่น้องสะใภ้กีดกันถูกแม่สามีกลั่นแกล้ง เลี้ยงลูกชายของทั้งสองโดยใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ถูกน้องชายสามีจ้องจะข่มเหง ซ้ำยังเห็นแม่สามีฆ่าลูกของตนเองกับตา สุดท้ายก้าวสู่เส้นทางแห่งการแก้แค้น สูญเสียจิตใจดีงามบริสุทธิ์ดั้งเดิม ตายไปอย่างน่าเวทนา?
เส้นทางเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่ปล่อยให้นางเดินไปอีกครั้ง! แต่อย่างไรเขาก็ไม่อาจควบคุมความยืนยาวของชีวิตได้
สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือวางแผนอนาคตที่ดีให้นาง พยายามหาทางออกให้นางในช่วงชีวิตที่จำกัด พยายามปฏิบัติต่อนางอย่างดีในช่วงเวลาที่เหลืออยู่
“ซื่อจื่อ ท่านยืนขึ้นได้หรือไม่ เมื่อครู่ข้าไปข้างนอกสั่งคนเตรียมเกี้ยวแต่ไม่มีคนสนใจข้า” คราวนี้ฉีเมี่ยวข่มกลั้นอารมณ์โกรธเต็มท้อง เห็นไป๋ซีอวิ๋นที่ซูบผอมก็รู้สึกว่าเขาน่าสงสารอย่างยิ่ง ดึงแขนเสื้อของเขาอย่างอ่อนโยนพูดว่า “หรือไม่ข้าพกเก้าอี้ไม้พับได้ ให้ข้าประคองท่านเดินกลับไปเถอะ เหนื่อยแล้วพวกเราก็นั่งพักสักหน่อย”
“ได้” ไป๋ซีอวิ๋นพยักหน้าอีกครั้ง ยิ้มให้นาง
ฉีเมี่ยวรู้สึกอีกครั้งว่าสีหน้าของซื่อจื่อน่ากลัวเล็กน้อย
หาเก้าอี้ไม้พับตัวเล็กได้แล้วก็สะพายไว้ จากนั้นหยิบเสื้อคลุมยาวที่พาดอยู่บนฉากบังลมสวมให้ไป๋ซีอวิ๋น ประคองเขาลุกขึ้น
สองคนออกจากห้องนอน เลียบตามระเบียงทางเดินขึ้นสู่ทางเดินเชื่อมเรือน เพิ่งเลี้ยวออกจากประตูพระจันทร์ สองขาที่สั่นเทิ้มของไป๋ซีอวิ๋นก็เริ่มค้ำยันน้ำหนักของตนไม่ไหว ฉีเมี่ยวมุดไปใต้รักแร้เขาเสียเลย ใช้ร่างกายค้ำยันเขา เพิ่งออกจากเรือนจิ่นซิ่วสองคนก็เหงื่อออกท่วมหลัง
ไป๋ซีอวิ๋นอ่อนแรง ฉีเมี่ยวเหน็ดเหนื่อย
อากาศเดือนห้า บอกหนาวไม่หนาวบอกร้อนไม่ร้อน การประคองบุรุษที่สูงใหญ่กว่านางมาก แม้ผอมหนังหุ้มกระดูกแต่ยังหนักอย่างยิ่ง
ฉีเมี่ยวประคองเขานั่งพัก ตนเองอยู่ข้างๆ ใช้แขนเสื้อพัดลม
สัมภาระของนางทั้งหมดอยู่ในห้องหอเรือนชิ่นหยวน ซ้ำยังไม่มีสาวใช้ข้างกาย บนร่างยังคงสวมชุดเจ้าสาวเมื่อวาน ขับให้นางผิวขาวกระจ่างใสสองแก้มแดงเปล่งปลั่ง นั่งอยู่ตรงนี้ยังได้กลิ่นดอกไม้เย็นสดชื่นระรวยบนร่างนาง
ไป๋ซีอวิ๋นมองนางอย่างเคลิบเคลิ้ม
ไป๋ซีมู่ที่เข้ามาตรงหน้าก็ค่อยๆ หยุดฝีเท้า เหม่อมองใบหน้าด้านข้างอันงดงามของฉีเมี่ยว
“พี่สะใภ้รอง” ไป๋ซีมู่เดินเข้ามาใกล้ “พี่รองสุขภาพดีขึ้นบ้างหรือไม่ พี่สะใภ้รองเป็นคนนำโชคโดยแท้ เมื่อนางมาท่านก็ดีขึ้นทันที”
ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มแย้มนิ่งเงียบ
“เดี๋ยวต้องยกน้ำชาแล้ว พี่สะใภ้รองกับพี่รองกลับไปก่อนดีกว่า”
ยกน้ำชา?
นางลืมเรื่องใหญ่เพียงนี้ได้อย่างไร
ฉีเมี่ยวก็มองไป๋ซีอวิ๋น
อุตส่าห์เดินถึงตรงนี้ ให้ไป๋ซีอวิ๋นเดินกลับไปอีก? ยิ่งกว่านั้นนางเห็นเหล่าไท่จวินกับแม่สามีของนางไม่ชอบไป๋ซีอวิ๋นเช่นนี้ ในใจนางไม่พอใจอย่างยิ่งโดยแท้ ยกน้ำชาให้คนพวกนี้? ไม่ต้องหรอก
“ขอบคุณน้องสามที่เตือน” ฉีเมี่ยวยิ้มพูด “เพียงแต่พี่รองของเจ้าสุขภาพไม่ดีเจ้าเองก็รู้ ข้าเองไม่วางใจให้คนนอกดูแลรับใช้ เกรงว่าเขาก็คงไม่ชอบที่ที่คนเยอะ นี่น้องสามจะไปทางเหล่าไท่จวินพอดีกระมัง เช่นนั้นรบกวนแจ้งแทนข้า บอกว่าข้าดูแลเขาก่อนแล้วค่อยไป”
ในคำพูดของนางปกป้องไป๋ซีอวิ๋นอย่างไม่ปิดบัง หรือว่าเมื่อคืนพวกเขา…
เป็นไปไม่ได้ เขารู้ดีว่ายามนี้ไป๋ซีอวิ๋นยืนไม่มั่นคงด้วยซ้ำ เรื่องพวกนั้นไม่ยิ่งเปลืองกำลังกายหรือ เช่นนี้อธิบายได้เพียงว่าฉีเมี่ยวเป็นสตรีที่ปกป้องสามีอย่างยิ่ง
ไป๋ซีมู่มองนางด้วยแววตาอ่อนโยน พยักหน้าพูดว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะรายงานแทนพี่สะใภ้รอง เพียงแต่ข้าคิดว่าเตรียมเกี้ยวกลับไปน่าจะดีกว่า พี่รองสุขภาพไม่ดี ถ้าจะออกกำลังกายเดินสักพักก็พอแล้ว แต่อย่าให้เหนื่อย วันหน้าร่างกายดีขึ้นหน่อย ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้”
ไป๋ซีอวิ๋นอยากปฏิเสธยิ่งนัก
ฉีเมี่ยวกลับยิ้มพูดก่อนที่ไป๋ซีอวิ๋นจะเอ่ยปาก “เช่นนั้นก็ดี”
หญิงงามเผยยิ้ม ไป๋ซีมู่มองจนวิญญาณหลุดไปครึ่งหนึ่งทันที รู้สึกเพียงเหตุใดกลิ่นดอกไม้ในอากาศหอมเย็นสดชื่นเช่นนี้ ไปเรียกคนเตรียมเกี้ยวอย่างกระตือรือร้น
ไม่นาน หญิงรับใช้ตัวสูงใหญ่แข็งแรงก็หามเกี้ยวไม้ไผ่มา
ฉีเมี่ยวกับไป๋ซีมู่คนละข้างซ้ายขวาประคองไป๋ซีอวิ๋นลุกขึ้น
เมื่อเข้าใกล้ยิ่งรู้สึกว่านางหอมกรุ่นไปทั้งตัว กลิ่นนั้นบอกไม่ถูกว่าเป็นกลิ่นดอกไม้อะไร แต่หอมกว่าน้ำค้างดอกไม้ขวดละห้าสิบตำลึงที่ร้านค้าแป้งชาดเสียอีก
นั่งเกี้ยวไม้ไผ่ที่ศัตรูเรียกมาได้ง่ายๆ ไป๋ซีอวิ๋นหลับตาพักความคิด สีหน้าสงบนิ่ง
ฉีเมี่ยวไม่อยากพูดเช่นกัน อย่างไรเสียก็ไม่คุ้นเคยกับไป๋ซีมู่ ทำเพียงกล่าวขอบคุณส่งแขก
ผู้ใดจะรู้ว่าจัดให้ไป๋ซีอวิ๋นอยู่ในห้องนอน ถึงลานบ้านแล้วยังสั่งการคนรับใช้ไม่ได้ ปกติสาวใช้ในเรือนชิ่นหยวนไม่ขาดแม้แต่คนเดียว ทว่าแต่ละคนมีเรื่องของตนให้ทำ นางสั่งก็ไม่มีคนได้ยิน
ยามนี้ไป๋ซีอวิ๋นหิวข้าวหิวน้ำ…
ฉีเมี่ยวโมโหจนนั่งลงข้างเตียง คว้ามือของเขาไปพูดไป “ข้ารู้วิชาแพทย์เล็กน้อย เดี๋ยวจะดูให้ท่านหน่อย ท่านก็เห็นว่าคนพวกนั้นข้างนอกเป็นอย่างไร ข้าเรียกใช้พวกเขาไม่ขยับ ก็ไม่อาจลงโทษด้วยซ้ำ เดิมทีนึกว่าสิ่งที่เหล่าไท่จวินพูดคือเรือนจิ่นซิ่ว นึกไม่ถึงว่าทางนี้ก็เป็นเช่นนี้…เกรงว่าพวกเขาคงไม่เชิญหมอให้ เดิมพันของล้ำค่าไว้บนร่าง ‘ดาวนำโชค’ เช่นข้านี้กระมัง” โชคดีที่นางเป็นหมอยาจีน มิฉะนั้นคราวนี้ไม่เท่ากับหลับหูหลับตาทำ?
ขณะที่พูด นิ้วหยกของนางวางบนตำแหน่งเส้นชีพจรของเขาแล้ว ไป๋ซีอวิ๋นมองนางเงียบๆ แต่รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
ฉีเมี่ยวมีนิสัยอ่อนโยนเขินอาย เชี่ยวชาญด้านเย็บปักถักร้อย แต่ไม่ได้มีความรู้ด้านประพันธ์มากนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิชาแพทย์ บัดนี้สตรีตัวเล็กตรงหน้าเขากลับจับชีพจรให้เขาเป็นตุเป็นตะ อีกทั้งสีหน้าสงบนิ่ง เชี่ยวชาญจนผู้ป่วยมองไม่เห็นความไม่เหมาะสมแต่อย่างใด
นางยังเป็นนาง แต่ก็ไม่ค่อยเหมือนเดิม!
ไป๋ซีอวิ๋นรู้สึกสับสน ชั่วขณะไม่อาจเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หรือเขาไม่ได้กลับสู่อดีต? งั้นทุกอย่างนี้ควรอธิบายอย่างไร
ทางฉีเมี่ยวนี้หลังจากตรวจสอบสองมือของเขา และตรวจสอบหนังตากับฝ้าลิ้นแล้วก็ห่มผ้าห่มแพรปักลายนูนบางเบาให้เขา
มองเขาอย่างจนปัญญาถอนใจพูดว่า “ท่านซื่อจื่อ ท่านล่วงเกินผู้ใดกันแน่”
ไป๋ซีอวิ๋นได้สติ มองนางเงียบๆ
ฉีเมี่ยวไม่พูดอ้อมค้อมอีก “ท่านป่วยเรื้อรัง ห้าอวัยวะตันหกอวัยวะกลวง[2]เสียหายทั้งหมด ไม่ใช่อาการของโรคบางชนิดธรรมดา แต่เป็นการถูกพิษ”
“ถูกพิษ?” ไป๋ซีอวิ๋นพึมพำอย่างตื่นตะลึง นี่คือสิ่งที่ชาติก่อนเขาไม่รู้
แต่หวนนึกสักหน่อยก็มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
“ถูกพิษ แต่ไม่รู้ว่าพิษอะไร” นางก็ไม่ใช่หมอเทวดา อีกทั้งที่นี่ไม่อาจเจาะเลือดตรวจสอบ ดูจากสภาพชีพจรอาการของโรครู้เพียงอวัยวะภายในช่องท้องของเขาเสียหายทั้งหมด คล้ายกับความอ่อนเพลียที่เกิดจากนอนป่วยเรื้อรังเป็นเวลานาน
วิชาแพทย์สมัยโบราณมาถึงยุคปัจจุบันก็สูญหายไปมากแล้ว บางทียุคนี้ยังมีพิษประหลาดอะไรที่นางไม่รู้ชื่อ สามารถกล่อมระบบประสาทให้คนเคลื่อนไหวชักช้าความคิดอ่อนเพลีย ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ลวงตาเรื้อรัง
แต่ไหนแต่ไรสภาพร่างกายคนเราเกิดขึ้นจากการสะสมอย่างต่อเนื่อง คนที่เดิมทีไม่ป่วยไปกินยาเหมือนคนป่วย หลายปีผ่านไปจะไม่กลายสภาพเป็นเช่นไป๋ซีอวิ๋นนี้หรือ
เขาล่วงเกินผู้ใดกันแน่ อีกฝ่ายถึงต้องทำร้ายเขาเช่นนี้!
[1] เซียงเฟย หนึ่งในพระชายาของฮ่องเต้เฉียนหลงผู้มีกลิ่นกายหอมหวน
[2] ห้าอวัยวะตัน ได้แก่ หัวใจ ปอด ม้าม ตับ และไต ส่วนหกอวัยวะกลวง ได้แก่ ถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ และซานเจียว (ท่อลำเลียง)