โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หอการค้า 5 ภาคชงบิ๊กโปรเจ็กต์ รถไฟเชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 พ.ย. 2567 เวลา 03.52 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2567 เวลา 03.24 น.

หอการค้าจัดประชุมทั่วประเทศ ชงสมุดปกขาว รวมมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจถึงมือรัฐบาล เปิดแผน 5 ภาคปักหมุดโครงการยักษ์ แก้น้ำท่วม น้ำแล้ง หมอกควัน เร่งรัดรถไฟไฮสปีดต่อลมหายใจภาคตะวันออก ภาคใต้ไม่น้อยหน้าตั้งเป้ารถไฟเชื่อมอ่าวไทยและอันดามัน ด้วยงบ 5 หมื่นล้านบาท ไม่ทิ้งแลนด์บริดจ์ หออีสานโชว์เลี้ยงโคพรีเมี่ยมส่งออกตลาดโลก ภาคกลางเน้นสร้างถนนทะลวงปัญหาจราจร

หอการค้าชงแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 22-24 พฤศจิกายนนี้ ที่สวนนงนุช จังหวัดชลบุรี โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิด สร้างไทยให้เติบโต สู่อนาคตที่ยั่งยืน : CONNECT FOR GROWTH INNOVATING FOR OUR SUSTAINABLE FUTURE

ทั้งนี้ หอการค้าไทย พร้อมด้วยเครือข่ายภาคเอกชนทั่วประเทศ ประกอบไปด้วย หอการค้าจังหวัด ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) หอการค้าต่างประเทศ สมาคมการค้า และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ระดมความเห็นเพื่อจัดทำเป็นแนวทางและข้อเสนอแก่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (สมุดปกขาว หอการค้าไทย ปี 2567) ซึ่งจะมอบให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตัวแทนของรัฐบาลรับมอบ

เนื้อหาสมุดปกขาว ประกอบไปด้วย ข้อเสนอเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน + 6 ประเด็นปลุกเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งภาคเอกชนอยากเห็นประเทศไทยเติบโตได้เต็มศักยภาพ โดยมีเป้าหมายให้ GDP ไทยเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 4%

เหนือชง 5 หมื่นล้าน แก้น้ำท่วม

นายสมบัติ ชินสุขเสริม ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ หอการค้าไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หอการค้าภาคเหนือจะนำเสนอโครงการพัฒนาภาคเหนือ ระยะปี 2567-2570 โดยมี 4 เรื่องสำคัญ ซึ่งคาดว่างบประมาณจะอยู่ที่ราว 50,000 ล้านบาท ได้แก่

1.แผนการบริหารจัดการภัยพิบัติ มี 2 โครงการ คือ 1) เรื่องน้ำ จากปัญหาน้ำท่วมหนักในหลายจังหวัดภาคเหนือปีนี้ ต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่ต้องแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะการผลักดันให้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อกักเก็บน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม อาทิ จังหวัดน่าน ที่ปริมาณอ่างเก็บน้ำไม่เพียงพอที่จะรองรับน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก ช่วยกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งได้ด้วย คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณราว 40,000 ล้านบาท 2) การแก้ปัญหาหมอกควัน และการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลได้ช่วยผลักดันและสนับสนุนให้เกิดการแก้ปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนืออย่างจริงจังและเกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

2.โครงการส่งเสริมการค้าการลงทุน โดยเฉพาะการพัฒนาด่านการค้าชายแดน ได้แก่ ด่านบ้านฮวก จังหวัดพะเยา และด่านห้วยโก๋น จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นด่านการค้าเชื่อมกับ สปป.ลาว ที่ต้องยกระดับการค้าให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ พบว่าอุปสรรคของการค้าคือ การทำงานของแต่ละหน่วยงานในพื้นที่มีความทับซ้อนกัน

3.โครงการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ซึ่งภาคเหนือต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นหลังเหตุการณ์น้ำท่วม โดยข้อเสนอของแต่ละพื้นที่ต้องการให้มีการส่งเสริมการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดกิจกรรมดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่พื้นที่

4.โครงการเกษตรมูลค่าสูง จะผลักดันเส้นทางการปลูกกาแฟ 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ให้เป็นเส้นทางปลูกกาแฟที่สำคัญของภาคเหนือที่เชื่อมโยงกัน เพื่อรองรับดีมานด์ของตลาดกาแฟที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และเป็นการทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด ซึ่งจะช่วยลดปัญหา PM 2.5 ในระยะยาว นอกจากนี้ ข้อเสนอของหอการค้ากลุ่มจังหวัด ต้องการผลักดันให้เกิดศูนย์กระจายสินค้าและจุดถ่ายเทสินค้าที่มีประสิทธิภาพในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อที่จะสามารถเก็บสต๊อกพืชผลทางการเกษตรได้อย่างเหมาะสม ซึ่งทั้ง 3 โครงการ คือ โครงการส่งเสริมการค้า การลงทุน โครงการท่องเที่ยวมูลค่าสูง และโครงการเกษตรมูลค่าสูง คาดว่างบประมาณอยู่ที่ราว 10,000 ล้านบาท โดยเมื่อรวมโครงการทั้งหมด 4 โครงการ งบประมาณจะอยู่ที่ราว 50,000 ล้านบาท

ตะวันออกผนวกปราจีนฯสู่ EEC

นายปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับแผนงานและโครงการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มีอยู่แล้ว ผลักดันให้สำเร็จโดยเร็ว โดยไม่ต้องไปทำโครงการใหม่ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี เพื่อรองรับการใช้น้ำในพื้นที่อีอีซี

นอกจากนี้ อยากให้นำพื้นที่บางส่วนของจังหวัดปราจีนบุรีผนวกรวมเป็นพื้นที่อีอีซีด้วย เช่น พื้นที่บริเวณอำเภอศรีมหาโพธิ และอำเภอกบินทร์บุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตประกอบการอุตสาหกรรม และนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก เพราะปัจจุบันโรงงานหลายแห่งอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันกับที่รัฐบาลส่งเสริม เพื่อจะให้ได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่นเดียวกับโรงงานที่ตั้งอยู่ในอีอีซี และเป็นการจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุน เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

ปัจจุบันจังหวัดปราจีนบุรีมีนิคมอุตสาหกรรมของเอกชน และสังกัดการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หลายแห่ง มีโรงงานอุตสาหกรรมนับพันแห่งตั้งอยู่ เช่น เขตประกอบการอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี, สวนอุตสาหกรรม 3 แห่ง คือ สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง อำเภอกบินทร์บุรี, โรงงาน 304 อินดัสเตรียลปาร์ค อำเภอศรีมหาโพธิ, โรงงานโรจนะ อินดัสเตรียล แมเนจเม้นท์ อำเภอศรีมหาโพธิ, นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค กบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี และมีนิคมสังกัดการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) คือ 1.นิคมอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี 2.นิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 3.นิคมอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์

อีสานศูนย์กลางเกษตรอาหาร

นายสวาท ธีระรัตนนุกูลชัย รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กลุ่มหอการค้าภาคอีสานจะเร่งรัดโครงการเดิมให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างเร็วที่สุด จากการผลักดันด้านผลผลิตการเกษตร, การค้าชายแดน, การท่องเที่ยวและซัพพลายเชน

สิ่งที่จะเร่งรัดผลักดัน คือ ภาคการเกษตร ได้ตั้งเป้าหมายให้อีสานเป็น “พื้นที่เกษตรอาหาร” ยกระดับรายได้ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร พร้อมส่งเสริมการเป็นเกษตรสมัยใหม่ ตามหลักการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeastern Economic Corridor : NeEC – Bioeconomy) ได้แก่ โครงการสนับสนุนเลี้ยงโคพรีเมี่ยม ขยายพื้นที่การผลิตในแถบภาคอีสานตอนบนมากขึ้น เตรียมจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สร้างโรงเชือดมาตรฐาน เพื่อการส่งออกสู่ตลาดโลก

“รวมถึงการขับเคลื่อน จ.อุดรธานี ให้เป็นจังหวัดชายแดน สนับสนุนเศรษฐกิจชายแดนจังหวัดหนองคาย เพื่อสิทธิประโยชน์ลงทุนของคนในพื้นที่ ต้องการผลักดันให้สอดรับกับโครงสร้างทางคมนาคมที่มีอยู่ ทั้งโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง จึงอยากให้ลดความมั่นคง ให้มองเป็นเรื่องเศรษฐกิจ”

หอภาคใต้ดันแลนด์บริดจ์

นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน และรักษาการประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ต้องการเร่งรัด 3 โครงการ เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1.รถไฟเชื่อมอ่าวไทยและอันดามัน มี 2 เส้นทาง คือ สุราษฎร์ธานี-พังงา-กระบี่-ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี-ท่าเรือดอนสัก งบประมาณ 50,000 ล้านบาท หากโครงการแล้วเสร็จจะรองรับนักท่องเที่ยวสู่จังหวัดฝั่งอันดามันได้มากขึ้น 2.โครงการแลนด์บริดจ์ ท่าเรือนํ้าลึกฝั่งอ่าวไทยในจังหวัดชุมพร เเละจังหวัดระนอง โดยมีเส้นทางเชื่อมท่าเรือ 2 เเห่ง ถ้าทำสำเร็จจะสร้างรายได้มหาศาล

3.รถไฟทางคู่ นครปฐม-ปาดังเบซาร์ จะช่วยให้การค้าและการลงทุนดีขึ้น ทั้งนักท่องเที่ยวและสินค้าเกษตรจะโดยสารส่งผ่านระบบรางได้เร็วขึ้น

ด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ โครงการสนามบินอันดามัน จ.พังงา เพื่อลดความแออัดของสนามบินภูเก็ตและกระบี่ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและเป็นศูนย์กลางทางการบิน งบประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวได้หลาย 10 ล้านคน รวมถึงโครงการที่เสนอไปแล้วอยู่ระหว่างการจัดงบประมาณ ได้แก่ โครงการขยายช่องจราจร ถนนระนอง-บ้านพะโต๊ะ-หลังสวน เสนอจาก 2 ช่อง ให้เป็น 4 ช่องจราจร เพื่อลดระยะเวลาการขนส่งระหว่างฝั่งอันดามัน-ฝั่งอ่าวไทย

หอกลางชูปทุมฮับโลจิสติกส์

นายธวัชชัย เศรษฐจินดา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หอการค้า 5 ภาคเตรียมยื่นแผนพัฒนาเศรษฐกิจบรรจุในสมุดปกขาว จะเร่งรัดโครงการต่าง ๆ ที่เคยเสนอไปแล้วให้เกิดเป็นรูปธรรม 1.โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ เช่น แก้ปัญหาการจราจร ถนนพระราม 2, โครงการสร้างทางรถไฟ (สุพรรณบุรี-อยุธยา) ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้, โครงการสร้างทางรถไฟ (สุพรรณบุรี-อยุธยา) ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ รวมถึงการผลักดันโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) การแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการพัฒนาเมืองรองรับการอยู่อาศัยต่อจากกรุงเทพฯ เช่น ขนส่งมวลชน โลจิสติกส์

2.โครงการบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม และน้ำแล้ง มี 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น จะต้องทำฝาย ทำประตู ทำการขุดลอกคูคลองในเขตเมืองเพื่อป้องกันน้ำท่วม, ระยะกลาง ขอให้มีการศึกษาผังเมืองเพิ่มเติม พิจารณาแก้ปัญหาสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำทางน้ำสาธารณะ และระยะยาว จะมุ่งเน้นไปที่แผนจัดการลุ่มน้ำของไทย การจัดการน้ำทั้งระบบให้สามารถป้องกันน้ำท่วมและแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง

3.ด้านการเกษตร ส่งเสริมการทำเกษตรเชิงผสมผสาน เนื่องจากเกษตรเชิงเดี่ยวไม่สามารถสร้างรายได้และแก้ปัญหายากจนได้

4.ชูการพัฒนา Smart City โดยจะเริ่มจากการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการพัฒนาเมืองให้รองรับการอยู่อาศัยต่อจากกรุงเทพฯ เช่น การแก้ไขผังเมือง, การจัดระบบสาธารณูปโภค การบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมและแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง, ระบบโลจิสติกส์, การขนส่งมวลชน รวมถึงส่งเสริมให้ จ.ปทุมธานี เป็นศูนย์การกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ เนื่องจากมีความพร้อมทางบกและทางอากาศ เส้นทางสัญจร รวมถึงคลังสินค้า DC

5.ส่งเสริมให้ จ.ปทุมธานี เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ เนื่องจากมีความพร้อมทางบกและทางอากาศ เส้นทางสัญจร รวมถึงคลังสินค้า DC

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หอการค้า 5 ภาคชงบิ๊กโปรเจ็กต์ รถไฟเชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...