KResearch เปิดธุรกิจรุ่ง-ร่วง 2568 เผยเทรนด์ผู้บริโภคดันเติบโต
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองธุรกิจปี 2568 เจอ 4 ปัจจัยกดดัน “อาหาร-การแพทย์-ฮีลใจ” ธุรกิจรุ่งประจำปี พร้อมเผยเทรนด์ผู้บริโภค 3S ธุรกิจควรเร่งปรับตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การเติบโตของธุรกิจในปี 2568 ยังเสี่ยงกดดันจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น การชะลอตัวของเศรษฐกิจ การแข่งขันที่รุนแรงต่อเนื่องกับสินค้านำเข้า สังคมสูงอายุกระทบการใช้จ่าย และสภาพอากาศแปรปรวน โดยปัจจัยที่มีผลกระทบ มีดังนี้
เศรษฐกิจเสี่ยงโตชะลอ
เจ้าของกิจการยังคงเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แม้ว่าอาจได้แรงหนุนบางส่วนจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ แต่ด้วยค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงระมัดระวังหรือฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ปี 2568 การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโต 2.4% ชะลอลงจากปี 2567 ที่จะโตราว 4.6%
แข่งขันรุนแรงต่อเนื่องกับสินค้านำเข้า
โดยเฉพาะสินค้าจีนราคาถูก เช่น เหล็ก แฟชั่น ของใช้ส่วนตัว เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง เป็นต้น ซึ่งไทยมีมูลค่านำเข้าสินค้าทั้งหมดจากจีน คิดเป็น 1 ใน 4 ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมด รวมถึงยังมีความเสี่ยงจากนโยบายของทรัมป์ที่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนและประเทศต่าง ๆ
ทำให้อาจเห็นการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนมากขึ้น และส่งผลให้ธุรกิจที่ดำเนินกิจการในไทยแข่งขันลำบาก สะท้อนจาก อัตราการใช้กำลังการผลิต 10 เดือนแรกของปี 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 58% ลดลงต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา ที่โตเฉลี่ย 62.5% (ปี 2564-2566)
สังคมสูงอายุกดดันการใช้จ่าย
ไทยจะเข้าสู่ Super-aged Society ในปี 2571 หรือมีจำนวนผู้สูงอายุราว 14 ล้านคน คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด แต่ผู้สูงอายุกว่า 34% มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี
สะท้อนถึงการใช้จ่ายที่จำกัด ขณะเดียวกัน ค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้น จะยิ่งกดดันค่าใช้จ่ายในภาพรวม จากการที่ผู้สูงอายุเสี่ยงเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้สูงอายุจะอยู่ที่ราว 37% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งมากกว่าช่วงวัยอื่นๆ 3%
สภาพอากาศแปรปรวนที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น
ส่งผลกระทบหรือสร้างความเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตร รายได้ครัวเรือนและธุรกิจ รวมถึงสิ่งปลูกสร้าง/ที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้หลายประเทศทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
จนนำมาซึ่งการออกมาตรการต่าง ๆ ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM, พ.ร.บ. Climate Change ซึ่งส่งผลกระทบต่อเจ้าของกิจการ โดยเฉพาะที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม เช่น สหภาพยุโรป ทำให้มีต้นทุนในการปรับตัวของธุรกิจที่เพิ่มขึ้น และต้องใช้เวลากว่าที่จะได้ผลตอบแทนกลับมาจากการเปลี่ยนผ่านเพื่อตอบรับกับประเด็นนี้
3S เทรนด์ผู้บริโภค ธุรกิจต้องเร่งปรับตัวตาม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า Smart Spending, Self-healing, Sustainability เป็น 3 เทรนด์ผู้บริโภคที่ธุรกิจจะต้องปรับตัวตาม
Smart Spending -ใช้จ่ายอย่างรู้ค่า/คุ้มค่าคุ้มราคา
แม้ว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคส่วนหนึ่งจะได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่ความสามารถในการใช้จ่ายของครัวเรือนและธุรกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคยังคงวางแผนใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เลือกใช้จ่ายเฉพาะสินค้าที่จำเป็น หรือซื้อสินค้าที่คุ้มค่าคุ้มราคา
สะท้อนจากผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ผู้บริโภคกว่า 32% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่ปรับพฤติกรรมโดยการลดปริมาณการซื้อสินค้า/ใช้บริการลง เช่น ลดทานข้าวนอกบ้าน/ ลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เป็นต้น
Self-healing -ฮีลใจ/ทันกระแส/มี Story
สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันกดดันให้คนไทยเกิดภาวะเครียดสะสม นำมาซึ่งความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลมากขึ้น ซึ่งจากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต พบว่า มีผู้ป่วยจิตเวชเข้ารับบริการเพิ่มขึ้น จาก 1.3 ล้านคน ในปี 2558 เป็น 2.9 ล้านคน ในปี 2566 แต่คนที่เสี่ยงมีปัญหาอาจสูงถึง 10 ล้านคน โดยเฉพาะในวัยเด็กและเยาวชน รวมถึงวัยทำงาน
ดังนั้น ธุรกิจสินค้า/บริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ หรือการฮีลใจ น่าจะได้รับอานิสงส์เพิ่มขึ้น หากเจ้าของกิจการสามารถปรับตัวได้ทันกับกระแสที่มาไวไปไว
Sustainability -กระแสรักษ์โลก ตอบโจทย์ตลาดไทยและต่างประเทศ
การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น ทำให้ทั่วโลกรวมถึงไทยตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สะท้อนได้จากการสำรวจพบว่า คนไทยกว่า 90% ได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ค่าไฟเพิ่มขึ้นจากอากาศที่ร้อนจัด ราคาสินค้าสูงขึ้นจากผลผลิตผันผวน มีปัญหาสุขภาพจาก PM2.5
ดังนั้น ธุรกิจที่ปรับตัวรับกับเทรนด์ดังกล่าว ก็น่าจะสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้นจากทั้งตลาดไทยและต่างประเทศ
5 ธุรกิจรุ่ง-ร่วง ปี 2568
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในปี 2568 จะต้องสอดรับไปกับเทรนด์ผู้บริโภคโดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการทำให้สินค้าหรือบริการมีความคุ้มค่าคุ้มราคา และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้ทันกระแส รวมถึงตอบโจทย์เทรนด์ความยั่งยืน ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่มสุขภาพ, การแพทย์และความงาม, ท่องเที่ยว/ฮีลใจ, สินค้าและบริการเด็ก, ธุรกิจกรีน/ปล่อยคาร์บอนต่ำ
ขณะที่ ธุรกิจที่มีความเสี่ยงในปี 2568 ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวกับสินค้ากึ่งคงทนและคงทนที่ถูกกดดันจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ อีกทั้งยังต้องแข่งขันรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน รวมถึงธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูงก็มีความเสี่ยงที่ยอดขายลดลงจากเทรนด์ความยั่งยืนที่เติบโต ได้แก่ ผลิตสินค้าแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง, ดีลเลอร์รถยนต์สันดาป, อสังหาริมทรัพย์, Trader ซื้อมาขายไป, ธุรกิจปล่อยคาร์บอนสูง
อย่างไรก็ดี รายได้และความสามารถในการทำกำไรของแต่ละผู้ประกอบการในธุรกิจรุ่ง-ร่วง อาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเฉพาะ ซึ่งคงจะไม่ได้รุ่งหรือร่วงตามธุรกิจในภาพใหญ่
ขณะที่ ตลาดในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนและแตกย่อยมากขึ้น (Fragmented) ท่ามกลางปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาสินค้าและบริการ และพร้อมปรับตัวรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไวอยู่เสมอ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : KResearch เปิดธุรกิจรุ่ง-ร่วง 2568 เผยเทรนด์ผู้บริโภคดันเติบโต
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net