โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

กฎแปลกๆ ยินดีต้อนรับสู่บ้านแสนสุข [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 มี.ค. 2568 เวลา 10.57 น. • เผยแพร่ 03 มิ.ย. 2567 เวลา 16.36 น. • Lalanbook
ซูชิงยวี๋ทะลุมิติมาในนิยายรู้ว่าโลกสยองขวัญกำลังจะมาเยือนในอีกสามวัน เธอเผาเงินผีหลายร้อยล้านเหรียญพร้อมของเซ่นไหว้มากมายล่วงหน้าให้กับตนเอง กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดเมื่อโลกแปลกประหลาดสุดสยองมาถึง

ข้อมูลเบื้องต้น

กฎแปลก ๆ ยินดีต้อนรับสู่บ้านแสนสุข

规则怪谈, 欢迎来到甜蜜的家

ผู้แต่ง : 弦泠兮 (Xuanlingxi) แปล : Lalanbook

--------------------------------------------------------

---- โปรย ---

ยินดีต้อนรับสู่บ้านแสนสุข นี่คือครอบครัวใหญ่ที่มีความสุขครอบครัวหนึ่ง

เพื่อให้แน่ใจว่าชีวิตปกติสุขจะดำเนินต่อไป

โปรดปฏิบัติตามกฎด้านล่าง สวมบทบาทเป็นลูกสาวที่ดี

หากละเมิดกฎต้องรับผลที่ตามมา!!!

[โปรดจำไว้ว่าคุณเป็นลูกสาวที่ดีของแม่ แม่รักคุณมาก ความรักไม่มีผิด แม้วิธีการอาจไม่ถูกต้อง]

[อย่าสัญญาอะไรง่าย ๆ เพราะมันจะทำให้ครอบครัวของคุณเต็มไปด้วยความคาดหวังในตัวคุณ

โปรดจำไว้ว่าบ้านคือสวรรค์อันแสนอบอุ่น และครอบครัวของคุณจะรอคอยคุณกลับมาอยู่เสมอ]

ซูชิงยวี๋ค้นพบว่าตนเองทะลุมิติหลุดเข้ามาในนิยายสยองขวัญ รู้ว่าโลกแปลกประหลาดกำลังจะมาเยือนในอีกสามวัน

เธอเผาเหรียญผีหลายร้อยล้านเหรียญพร้อมของเซ่นไหว้มากมายล่วงหน้าให้กับตนเอง

กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดเมื่อโลกแปลกประหลาดสุดสยองมาถึง

โลกที่สถานที่ทุกแห่งหนกลายเป็นดันเจี้ยนแปลกประหลาด

มีเพียงการปฏิบัติตามกฎของดันเจี๊ยนนั้น ๆ จึงจะมีโอกาสรอดชีวิต

ทว่าคุณแน่ใจหรือ ว่ากฎในมือไม่ได้ถูก ‘มัน’ บิดเบือน?!

พิเศษ !!! เปิดให้อ่านฟรี ทั้งหมด 40 ตอนแรก จนถึง 30 มิถุนายน 2567

--------------------------------------------------------

นิยายแปลเรื่องนี้ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์อย่างถูกต้อง

Thai edition rights under license granted by Tuttle-Mori Agency Co., Ltd.

Thai edition copyright © 2024 Lalanbook Co., Ltd.

Thai edition arranged through Sincere Wings International Culture (Shandong) Ltd.,

and Tuttle-Mori Agency Co., Ltd.

All rights reserved.

อ่านแล้วสนุก อย่าลืมส่ง

กดติดตามและคอมเม้นต์พูดคุยกัน

ยินดีจะได้ร่วมเม้าท์ไปกับนักอ่านทุกท่าน

ติดตามความคืบหน้าได้ที่เพจ @Lalanbook

บทที่ 350 ถนนพระจันทร์ดับ (1)

ข่าวดังมาก

ซูชิงยวี๋เปิดข่าวนั้น นิ้วเรียวยาวไถลงด้านล่างจนไปถึงส่วนคอมเมนต์

จำนวนคอมเมนต์ 10000+

…“ไป๋หั่ววิ่งไล่ตามชื่อเสียง เสแสร้งทำเป็นคนดี ไม่เห็นค่าชีวิตคนอื่น”

…“พี่น้องเอ๊ย มีใครรู้บ้าง ผมรู้ตั้งนานแล้วว่าเจ้านี่ไม่ปกติ คนดี ๆ ที่ไหนจะย้อมผมตัวเองเป็นสีขาวล่ะ? จูนิเบียวเชย ๆ คนพรรค์นี้เพ้อเจ้อเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก ส่งเพื่อนร่วมทีมไปตายก็ไม่แปลก”

…“คนที่ตายไม่ใช่เขา เขาจงใจทำ”

…“ผู้ชายก็มีคนตอแหล ดูท่าทางจอมปลอมของเขาก็อยากจะอ้วกแล้ว! เมื่อก่อนเล่นโทรศัพท์เห็นเขาพูดสุนทรพจน์ เอาแต่พูดเรื่องเหลวไหลไร้สาระทั้งวัน จะให้มนุษย์ทั้งหมดสามัคคีกัน เอาชีวิตยังแทบไม่รอด จะสามัคคีกันได้ยังไง!”

…“แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้บอกมาว่าเจ้าไป๋หั่วนี่เป็นลูกกำพร้า ถูกพ่อแม่ทิ้งตั้งแต่ยังเล็ก เห็นทีเด็กบางคนก็ใช่ว่าจะถูกทิ้งโดยไม่มีเหตุผล”

…“ฉันรู้จักกับผู้เคราะห์ร้าย เขาเป็นคนซื่อตรงตั้งแต่ก่อนพวกแปลกมาเยือน ซื่อตรงเกินไปก็ถูกหลอกใช้ได้ง่ายจริง ๆ ด้วย”

คอมเมนต์ส่วนใหญ่ด่าเขา พอมีใครช่วยพูดแทนเขาก็จะโดนหางเลขถูกด่าตามไปด้วย

บางคอมเมนต์น่าเกลียดเกินไป แม้แต่ซูชิงยวี๋ยังทนดูไม่ได้

ไม่นานนัก จูซานไห่ก็ส่งข้อความมา

จูซานไห่: คุณซู คุณกับพี่น้องไป๋หั่วผ่านดันเจี้ยนนั้นมาด้วยกัน เรื่องของต้วนเทียนหมิงคุณรู้มากน้อยแค่ไหนเหรอ จะช่วยออกหน้าแก้ต่างให้ไป๋หั่วได้ไหม

ซูชิงยวี๋: ฉันไม่ได้พบต้วนเทียนหมิงในดันเจี้ยน ตอนนั้นฉันเฝ้าประภาคารอยู่ ไป๋หั่วไปพบเขาบนเรือคนเดียว สถานการณ์แน่ชัดเป็นยังไงฉันไม่รู้ ฉันอยากช่วยก็คงช่วยไม่ได้

จูซานไห่: ไป๋หั่วไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ การตายของต้วนเทียนหมิง ไป๋หั่วโทษตัวเองยิ่งกว่าใครทั้งหมด

ซูชิงยวี๋: ไป๋หั่วเล่นมือถือไหม

จูซานไห่: ไม่ค่อยเล่นหรอก…

ซูชิงยวี๋: งั้นเขาก็ไม่เห็นคำด่าพวกนั้น

จูซานไห่: เสียงนินทาในโลกภายนอกหนาหูเกินไป แม้แต่ภายในองค์กรเสื้อแดงยังมีข่าวลือพวกนี้ออกมา เขาทุ่มเทให้องค์กรเสื้อแดงตั้งขนาดนั้น เกิดได้ยินคำพูดพวกนี้มีหวังต้องเสียใจมากแน่

ซูชิงยวี๋: นี่มันสร้างกระแสชัด ๆ หลังพวกแปลกมาเยือน คนธรรมดาแทบจะกินจะอยู่ไม่ไหว ไม่อยู่ในดันเจี้ยนก็อยู่บนเส้นทางเข้าดันเจี้ยน บางคนไม่มีมือถือใช้ด้วยซ้ำ จะเอาเวลาที่ไหนมาสร้างประเด็นในเน็ตแบบนี้?

จูซานไห่: คุณพูดมาก็ถูก น่าเกลียดจริง ผมหาต้นตอไม่ได้

ซูชิงยวี๋: ลองมาคิดดูแล้ว ไป๋หั่วน่าจะไปล่วงเกินผลประโยชน์ของใครเข้า ถ้าสืบไปในทิศทางนี้ไม่แน่ว่าอาจได้เบาะแสที่คาดไม่ถึงก็ได้

จูซานไห่: ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณนะครับ

ซูชิงยวี๋: ไม่เป็นไรค่ะ

หลังจบบทสนทนากับจูซานไห่ ซูชิงยวี๋ก็ปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้ววางไว้ที่แท่นล้างมือสีขาวน้ำนมด้านข้าง

เหตุการณ์ที่ไป๋หั่วประสบทั้งเหนือความคาดหมาย และสมเหตุสมผลไปพร้อม ๆ กัน

คนดีต้องตรากตรำ หนึ่งวันเสมือนหลายสิบปี ผ่านภัยพิบัติแปดสิบเอ็ดประการถึงจะสัมฤทธิ์ผล

เดินพลาดไปแม้เพียงก้าวเดียวก็จะล้มเหลวทั้งหมด

ส่วนคนเลวแค่วางดาบลงก็กลายเป็นพุทธะได้แล้ว

ไม่ยุติธรรมเลยจริง ๆ

ต้องมีคนประเภทหนึ่งที่ถือกระจกบานใหญ่ส่องหารอยด่างพร้อยของนักบุญอยู่ร่ำไป

เมื่อเจอเข้า พวกเขาก็จะดีใจแทบบ้า เอารอยด่างพร้อยนั้นมาประณาม พิสูจน์ว่านักบุญไม่คู่ควรกับตำแหน่ง ขาดคุณธรรม

เหมือนกับคำพูดที่ว่า ดูสิเทพเจ้านั่นก็ตดเหมือนพวกเรา เขาไม่ต่างอะไรจากพวกเราเลยสักนิด

เทพเจ้าที่ตดนั้นน่ารังเกียจ ไร้ประโยชน์ เสียคุณสมบัติความเป็นเทพ สู้คนธรรมดายังไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์จะถ่มน้ำลายรดเขากันทั้งนั้น

และพวกเขาก็จะชอบหาเหตุผลที่ทำชั่วให้คนชั่วด้วย

ขอแค่คนชั่วเผยความคิดดี ๆ ออกมาแค่นิดเดียว พวกเขาก็จะขยายมันให้ใหญ่ขึ้น แล้วก็พิสูจน์ว่าคนเลวยังไถ่บาปได้ ที่ทำเลวไปก็เพราะพวกเขาไร้ทางเลือก

เหมือนกับจะพูดว่า น่าสงสารจัง เขาทำเลวตั้งขนาดนั้นก็เพราะตอนเด็กไม่ได้รับการเอาใจใส่นี่เอง

ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่เป็นความผิดของสังคม

ประหลาดสิ้นดี

ใจคน ก็เหมือนปรัชญาที่ยากจะเข้าใจ เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

เป็นเพราะความขัดแย้งและความมืดนี้เอง ที่กระตุ้นให้เกิดการปนเปื้อนในโลก

หลังอาบน้ำเสร็จ ซูชิงยวี๋ก็เปลี่ยนเป็นชุดนอนสีขาวสะอาด สวมรองเท้าปุกปุยออกจากห้องอาบน้ำ

อาหารดิลิเวอรีมาถึงแล้ว

ซุปถั่วแดงร้อนลวกมือ ซูชิงยวี๋เทซุปในกล่องพลาสติกใส่ชาม จากนั้นก็ใช้ช้อนคน ซุปร้อนกรุ่นไอสีขาว ซูชิงยวี๋ตักขึ้นมาเป่าชิดปากแล้วก็กินลงไป ความอุ่นไหลลงไปในลำคอ เธอถอนหายใจเบา ๆ อย่างพอใจ

ดีจริง ๆ ที่ได้กลับบ้าน

“นายท่าน ตอนท่านไม่อยู่บ้าน ธนาคารเทียนตี้ส่งบัตรสมาชิกมาให้ด้วยเจ้าค่ะ” ซวงสี่ถือบัตรสมาชิกสีน้ำเงินออกมา ตรงกลางบัตรสมาชิกสีน้ำเงินประทับตราวงกลมสีดำ

ไม่มีตัวหนังสือใด ๆ

ซูชิงยวี๋รับบัตรสมาชิกจากมือของซวงสี่ ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางคีบเอาไว้แล้วก็พลิกไปพลิกมา ดูไม่ออกว่าคืออะไร

เธอถาม “มีใครรู้จักบัตรนี่ไหม”

อู๋ซินเดินมาด้านหลังเธอ ยื่นมือกระดูกขาวดึงบัตรไปจากปลายนิ้วเธอ ยกไปสำรวจตรงหน้าดวงตาดำสนิทที่ไร้ซึ่งสีขาวของตัวเอง

ซูชิงยวี๋เพิ่งอาบน้ำเสร็จ อู๋ซินอยู่ใกล้เธอเหลือเกิน ตัวเขามีแต่กลิ่นอายเย็นเฉียบ เธอกระชับเสื้อผ้าบนร่างให้ตัวเองอุ่นขึ้นอีกนิด

อู๋ซินดูแล้วก็ให้ข้อสรุป “นายท่าน นี่คือบัตรสมาชิกถนนพระจันทร์ดับ”

วงกลมสีดำตรงกลางบัตรหมายความถึงพระจันทร์ดับ

“ฉันจำได้ว่าถนนพระจันทร์ดับไม่ใช่ดันเจี้ยนนะ” ซูชิงยวี๋รู้มาจากคู่รักซาดิสม์คู่นั้นในดันเจี้ยน ‘จวนสกุลสือ’ ถนนพระจันทร์ดับคือที่ซึ่งพวกแปลกกับมนุษย์อยู่ร่วมกัน

ร้านรวงมากมายเปิดกิจการอยู่ที่นั่น เป็นเขตปลอดภัยที่จะไม่มีดันเจี้ยนเกิดขึ้นมา

“อู๋ซิน นายรู้เรื่องถนนพระจันทร์ดับแค่ไหน?”

“นั่นคือเขตต้องห้ามของดันเจี้ยน เป็นเขตสงบสุข”

“สงครามจะหยุดลงที่ถนนพระจันทร์ดับ”

ตอนนี้เอง จี้อี้ฟานได้ยินคำว่า ‘ถนนพระจันทร์ดับ’ แล้วก็เหมือนถูกกระตุ้นให้เดินเข้ามา เขายืนอยู่ข้างกายอู๋ซิน พิจารณาบัตรสมาชิกนั้น แล้วจัดเน็กไทของตัวเองก่อนจะมองซูชิงยวี๋ด้วยสายตาคาดหวัง

“แค่ก ๆ ๆ”

“แค่ก ๆ ๆ ๆ”

จี้อี้ฟานไอแห้ง ๆ เหมือนจะเขียนคำว่า ‘ผมรู้รีบถามผมเร็ว’ ไว้บนหน้า

แน่นอนว่าหน้าเขามีแต่รอยบากเต็มไปหมด ไม่มีที่ให้เขียนอะไรอีกแล้ว

ซูชิงยวี๋สบถ “ไอหนักขนาดนี้ กระดูกชิ้นโตติดคอคุณอยู่หรือไง”

จี้อี้ฟานหยุดไอฉับพลัน เขาวางมือบนอกแล้วเสนอตัวเอง “นายท่าน ผมมีข่าวเรื่องถนนพระจันทร์ดับจะรายงาน”

ซูชิงยวี๋หยิบเหรียญหมิงมาวางไว้ตรงหน้าจี้อี้ฟาน “รู้อะไรก็พูดออกมาตรง ๆ เถอะ ฉันจะไม่ให้เหรียญหมิงคุณขาดไปแม้แต่เหรียญเดียวตามสัญญา”

จี้อี้ฟานเก็บเหรียญหมิงไว้ทั้งหมดแล้วเริ่มแสดงความภักดี “นายท่าน ผมมีจรรยาบรรณในอาชีพ ขอแค่มีเหรียญหมิงถึงที่กำหนด ผมจะบอกข่าวทั้งหมดที่มีให้นายท่านได้รู้”

ซูชิงยวี๋กวาดตามองเขานิ่ง ๆ “อย่านอกเรื่อง รีบพูดเรื่องสำคัญ ไม่งั้นหักเงินเดือนนะ”

จี้อี้ฟานรีบนั่งลงบนเก้าอี้ข้างซูชิงยวี๋ทันที เขาใช้ภาษาจีนกลางมาตรฐานพูด ไม่มีเสียงต่ำเสียงสูง “ถนนพระจันทร์ดับไม่ใช่ดันเจี้ยน แต่เป็นถนนที่มนุษย์กับแปลกปกครองร่วมกัน”

“ที่นั่นมีระบบสมาชิก เปิดให้แปลกเข้าฟรี ส่วนมนุษย์ต้องทำบัตรสมาชิกก่อนถึงจะเข้าไปได้”

ซูชิงยวี๋ใช้ช้อนคนซุปถั่วแดงแล้วพูดอย่างไม่ยี่หระ “สองมาตรฐานขนาดนี้เลย?”

“ถนนพระจันทร์ดับมีผู้ก่อตั้งสองคน เป็นแปลกหนึ่ง มนุษย์หนึ่ง” จี้อี้ฟานยกนิ้วขึ้นมา “กฎที่มนุษย์ไม่มีบัตรสมาชิดห้ามเข้า มนุษย์เป็นคนตั้งขึ้นมา”

“นายท่าน ผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับมนุษย์ไม่ได้มีแค่พวกเรา ยังมีพวกมนุษย์อย่างพวกคุณด้วยกันเองด้วย!”

“แล้วธนาคารเทียนตี้จะส่งบัตรสมาชิกถนนพระจันทร์ดับมาให้ฉันทำไม” ซูชิงยวี๋ชักไม่เข้าใจ

อู๋ซินกลับเป็นผู้ปลุกทุกคนให้ตื่นจากฝัน

“นายท่านเป็นสมาชิกวีไอพีระดับสูงของธนาคารเทียนตี้ บัตรสมาชิกถนนพระจันทร์ดับคือของกำนัลที่พวกเขาให้นายท่าน”

หากไปทำธุรกรรมที่ธนาคารก่อนหน้าที่แปลกมาเยือน ธนาคารจะส่งของกำนัลให้

หลังแปลกมาเยือน ไม่นึกว่าธนาคารเทียนตี้จะสานต่อธรรมเนียมนี้เหมือนเดิม

อำนาจของเงินตรามันไร้ที่สิ้นสุดจริง ๆ

“ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันก็จะไปเดินเที่ยวที่ถนนพระจันทร์ดับหน่อย” ซูชิงยวี๋เท้าคางด้วยมือข้างเดียว อมยิ้มพลางมองแปลกในห้อง “พวกคุณคนไหนอยากจะไปกับฉันบ้าง?”

“ค่าใช้จ่ายเดินเที่ยวทั้งหมด ฉันออกเอง”

บทที่ 1 เซ่นไหว้ให้ตนเอง

“เถ้าแก่! ฉันต้องการเหรียญหมิง[1]ทั้งหมดที่ผลิตโดยธนาคารเทียนตี้[2]!”

เถ้าแก่เจ้าของร้านหย่งโซ่วจ้องมองหญิงสาวผิวขาวหน้าตาสะสวยตรงหน้าด้วยความรู้สึกประหลาดใจ

อายุอานามยังน้อยก็ออกมาจัดการเรื่องงานศพ แถมสีหน้ายังไม่แสดงออกถึงอาการโศกเศร้าให้เห็นเลยสักนิด ช่างพบเจอได้ยากเสียจริง

เถ้าแก่ค่อย ๆ เขี่ยขี้บุหรี่ทิ้งอย่างไม่รีบร้อน “แม่หนู เธอต้องการเท่าไหร่ล่ะ”

“ทั้งหมด!” ซูชิงยวี๋เว้นจังหวะเล็กน้อย “ขอเพียงพิมพ์ตราของธนาคารเทียนตี้ ฉันเอาทั้งหมด!”

“ทั้งหมดเลยเหรอ?”

เถ้าแก่ลังเลใจ ร้านของเขาเป็นร้านค้าได้มาตรฐาน เหรียญหมิงที่นำมาขายได้รับการการันตีคุณภาพ แตกต่างจากร้านจำพวกที่แอบลดทอนคุณภาพวัสดุ สินค้าที่เขานำเข้ามาล้วนแล้วแต่มีสัญลักษณ์ของธนาคารเทียนตี้อยู่บนนั้นทุกแผ่นเพื่อความสวยงาม

เหรียญหมิงที่พิมพ์ตราธนาคารเทียนตี้ เป็นสินค้าที่มีการจดทะเบียนการค้าและผลิตโดยบริษัทในท้องถิ่นบริษัทเดียว

หมดทั้งโกดังล้วนเป็นแบบนี้

เถ้าแก่ดับบุหรี่แล้วถามว่า “นี่จะไม่เยอะเกินไปเหรอ?”

“ไม่เยอะ! มีเท่าไหร่ฉันต้องการเท่านั้น! เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา!”

พอพูดจบ ซูชิงยวี๋ก็เปิดยอดเงินคงเหลือในบัญชีวีแชทของตน แล้วยื่นไปด้านหน้าให้เถ้าแก่ดู

ยอดเงินคงเหลือเจ็ดหลักทำให้เถ้าแก่ดวงตาลุกวาว

เถ้าแก่ยึดถือคติที่ว่ามีโอกาสทำเงินแต่กลับไม่คว้าเอาไว้คือความคิดของคนโง่เขลา จึงรีบสั่งพนักงานนำสินค้ามาให้ซูชิงยวี๋ทันที

เขาถอนหายใจ “สาวน้อย ช่างกตัญญูจริง ๆ เงินพวกนี้ของเธอสามารถเหมาสินค้าของฉันที่นี่ได้จนหมดเกลี้ยงเลยนะ”

“ฉันยังมีเหลือในบัตรอีก ถ้าหากสามารถเอามาจากโกดังอื่นได้ คุณมีเท่าไหร่ฉันก็เอาหมด”

“มี ๆ ๆ” เถ้าแก่ยิ้มจนตาหยี “ฉันจะโทรหาคนให้นำสินค้ามาให้เธอเดี๋ยวนี้แหละ”

เงินสำคัญอะไร? ชีวิตต่างหากที่สำคัญกว่า

มิหนำซ้ำ ตอนนี้เธอกำลังเอาเงินมาเปลี่ยนเป็นเงินจำนวนที่มากยิ่งขึ้นต่างหาก

ซูชิงยวี๋เดินดูของในร้านไปเรื่อย เธอสังเกตเห็นก้อนเงินตำลึงทอง ตุ๊กตากระดาษ เกี้ยวหาม เสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ บนชั้นวางสินค้า ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นของใช้สำหรับประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษในเทศกาลสารทจีน[3]

ยังมีของแบบที่ดูทันสมัย อย่างพวกวิลล่าสไตล์โมเดิร์นและรถสปอร์ตอีกด้วย

เมื่อนึกถึงคำอธิบายของสิ่งเหล่านี้ในนวนิยาย เธอก็ชี้ไปที่ของเซ่นไหว้ที่วางอยู่บนชั้นวาง “เถ้าแก่ ฉันอยากได้ของพวกนี้ด้วย”

เจ้าของร้านแอบนึกสงสัยอยู่ในใจ ‘ซื้อเยอะขนาดนี้ จะเผาหมดหรือเปล่า’

แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ เถ้าแก่ยังคงช่วยเธอตรวจเช็กสินค้า

ส่วนซูชิงยวี๋รู้ดีอยู่แก่ใจว่ากระดาษเงินกระดาษทองและของเซ่นไหว้พวกนี้เธอไม่ได้เผาให้บรรพบุรุษ แต่เผาให้กับตัวเองต่างหาก!

ก่อนหน้านี้ไม่นาน เธอค้นพบว่าตนเองได้หลุดเข้ามาในนิยายเรื่อง ‘ความสยองกำลังมาเยือน’ กลายเป็นตัวประกอบธรรมดา ๆ ที่ไม่เคยมีชื่อปรากฏ

ตามพล็อตเรื่องแล้ว อีกสามวันให้หลังทั่วทั้งโลกจะกลายเป็นนรกบนดินที่พวก ‘แปลก’ อาละวาด

สำหรับคนธรรมดาจะไม่ทันรู้ตัวเลยว่าได้ก้าวเข้าไปในดันเจี้ยน[4]ที่เต็มไปด้วยความแปลกประหลาด มีแต่จะต้องใช้ประโยชน์จากกฎเกณฑ์เท่านั้น ถึงจะสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้

มิฉะนั้น ก็จะถูก ‘มัน’ ปนเปื้อน

พอถึงเวลานั้น เหรียญหมิงจะกลายเป็นสกุลเงินเดียวที่ใช้โดยทั่วกันในโลกสยองขวัญ

กฎการใช้เหรียญหมิงก็คือ

[เหรียญหมิงต้องมีสัญลักษณ์ธนาคารเทียนตี้]

[ก่อนเผาเหรียญหมิง ต้องจุดธูปให้ตัวเองสามดอก]

[เผาได้ในวันสารทจีนก่อนพวกแปลกมาเยือนเท่านั้น]

โชคดีที่พรุ่งนี้ก็คือวันสารทจีนพอดี ซูชิงยวี๋ต้องคว้าโอกาสสุดท้ายนี้ไว้ให้ได้

เธอทยอยกว้านซื้อเหรียญหมิงจากร้านขายของสำหรับจัดงานศพจากอีกหลาย ๆ แห่ง จนสินค้าเต็มรถบรรทุกหลายสิบคัน

พนักงานยกของช่วยหญิงสาวขนสินค้าขึ้นรถ แล้วก็บ่นซูชิงยวี๋เงียบ ๆ กับการใช้จ่ายอันแสนฟุ่มเฟือย

ต่อให้เป็นแค่เงินกระดาษ แต่ถ้าเผาขนาดนี้ ทรัพย์สมบัติของครอบครัวก็คงถูกเผาหมดจนว่างเปล่าเหมือนกัน!

ซูชิงยวี๋กำหมัดใต้เสื้อคลุมแน่น ถ้าหากภายในสามวันโลกสยองขวัญไม่มาเยือน เธอก็ต้องอยู่บนโลกใบนี้เพื่อทำงานชดใช้หนี้สินไปอีกทั้งครึ่งชีวิตที่เหลือ!

วันสารทจีน

ซูชิงยวี๋สั่งคนขับรถบรรทุกทุกคัน ว่าก่อนเที่ยงให้นำสินค้าไปส่งยังภูเขาไป๋สือ เขารกร้างที่ในระยะห่างสิบลี้[5]แทบไร้ผู้คน

คนขับรถเหล่านั้นนำสินค้าไปส่งตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วขนถ่ายสินค้าลงโดยไม่คิดอยากหยุดพักแม้แต่วินาทีเดียว

อีกาสีดำที่บินวนบนภูเขาหัวล้านแห่งนี้ รวมกับกระดาษเงินกระดาษทองกองสูงเท่าภูเขา ก้อนเงินตำลึงทอง ไหนจะยังมีตุ๊กตากระดาษที่ซูชิงยวี๋กำลังกำไว้ในมือ ใครก็ตามที่ได้พบเห็นเป็นต้องสบถในใจว่าลางร้ายสิ้นดี!

ส่วนซูชิงยวี๋พอราดน้ำมันเบนซินเสร็จก็รอคอยอย่างสงบ เมื่อเข็มวินาทีเพิ่งจะชี้ไปที่เลข 12 ซูชิงยวี๋ก็เริ่มจุดธูปสำหรับตนเอง

ควันสีขาวค่อย ๆ ลอยขึ้นจากกระถางธูปรูปสัตว์มงคล

กลิ่นของไม้จันทน์นั้นดูเหมือนจะแทรกซึมลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ ทำให้ซูชิงยวี๋รู้สึกถึงความสงบอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

บนภูเขาไป๋สือไร้ซึ่งต้นไม้ใบหญ้า พื้นที่ทั้งหมดเป็นหินใหญ่ยักษ์โล่ง ๆ เปล่าเปลือย

หลังจากธูปสามดอกไหม้หมด ซูชิงยวี๋รีบจุดไม้ขีดแล้วโยนลงบนกองกระดาษ

ประกายไฟลุกลามขึ้นทันที

เธอยืนเหนือลมเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ

เปลวไฟที่โหมกระหน่ำอยู่เปล่งประกายแสงสีเขียวออกมาอย่างน่าเหลือเชื่อ ราวกับมีบางสิ่งเพิ่มพลังให้แก่มัน การเผาไหม้เองเป็นไปอย่างรวดเร็วโดยที่ซูชิงยวี๋ไม่ต้องไปคอยช่วยพลิกเงินกระดาษให้ไหม้เลยด้วยซ้ำ

ซูชิงยวี๋ถือโอกาสที่ไฟกำลังลุกโชนโยนตุ๊กตากระดาษ รถกระดาษ ก้อนเงินตำลึงทอง วิลล่ากระดาษและอื่น ๆ ที่ซื้อมาทั้งหมดเข้ากองเพลิง

ของเหล่านี้เรียกว่าของบรรณาการ

กฎสำหรับการใช้ของบรรณาการตามที่จำได้ในนวนิยายก็คือ

[ของบรรณาการจะไม่มีทางถูกปนเปื้อน แต่ถูกทำลายได้]

[ก่อนความแปลกประหลาดจะมาเยือน สามารถเซ่นไหว้ของบรรณาการให้ตนเองได้]

[หลังความแปลกประหลาดมาถึง ของบรรณาการสามารถถูกซื้อขายหรือมอบเป็นของขวัญได้]

[ของบรรณาการมีความภักดีต่อผู้เป็นเจ้าของ]

ซึ่งนั่นก็หมายความว่า รอจนวันสิ้นโลกมาถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ซูชิงยวี๋เผาไปจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นของจริง

สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ของบรรณาการจะไม่ถูกปนเปื้อน ทำให้เธอสามารถพักผ่อนได้ชั่วคราวในโลกที่ความแปลกอาละวาด

หลังหนึ่งคืนผ่านพ้นไป ของทั้งหมดก็เผาไหม้จนหมดสิ้น ซูชิงยวี๋ยังรู้สึกถึงกลิ่นไม้จันทน์ที่ทิ้งร่องรอยติดอยู่บนปลายนิ้วตนเอง

เมื่อเห็นทั่วพื้นเต็มไปด้วยเศษซากระเกะระกะ ซูชิงยวี๋ก็โทรหาพนักงานทำความสะอาดมืออาชีพ จ้างคนงานรายชั่วโมงสิบคนเพื่อทำความสะอาดภูเขาไป๋สือให้หมดจด

เมื่อกลับถึงอะพาร์ตเมนต์ที่เช่าอยู่ ซูชิงยวี๋เฝ้าดูหน้าคอมพิวเตอร์อย่างเหม่อลอย พยายามค้นหาหนังสือเรื่อง ‘ความสยองกำลังมาเยือน’ เล่มที่เธอเคยอ่าน รวมทั้งหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความแปลก

ทว่าบนอินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วย ‘ตำนานภูตผี’ ไม่มีเลยสิ่งที่เรียกว่า ‘แปลก’

ซูชิงยวี๋เกาหัวตนเอง สองขาเรียวยาวขัดสมาธิบนเก้าอี้คอมพิวเตอร์ แล้วเอนศีรษะไปด้านหลังด้วยความรู้สึกว้าวุ่นใจเล็กน้อย

หากเป็นเพียงการเดินทางข้ามเวลาธรรมดา ๆ แทนที่จะเป็นหลุดเข้ามาในหนังสือ ทั้งรถทั้งบ้านที่เธอขายไปรวมถึงเงินกู้จากบัตรเครดิตคงเพียงพอให้เธอใช้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้สบาย

“ทำไมถึงไม่มีวี่แววเลยล่ะ”

“หรือเป็นไปได้ไหมว่าจะไม่มีสัญญาณอะไรบอกล่วงหน้า วันสิ้นโลกก็มาถึงในชั่วพริบตาเลย”

แสงไฟจากเพดานสาดส่องกระทบลงมา แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

“ชิงยวี๋ ใกล้จะสอบปลายภาคแล้วนะ ทำไมเธอถึงไม่มาเรียนล่ะ”

สายที่โทรเข้ามาคือจวงเสี่ยวเตี๋ย เพื่อนสนิทร่วมโต๊ะเดียวกันกับซูชิงยวี๋

ซูชิงยวี๋นวดขมับแล้วถอนหายใจแสร้งทำเป็นอ่อนแรง “เสี่ยวเตี๋ย ฉันไม่ค่อยสบาย ต้องลาหยุดสักสองสามวัน”

ถึงอย่างไรพรุ่งนี้วันสิ้นโลกก็จะมาถึงแล้ว

ในเวลานั้นก็คงไม่มีใครไปเข้าเรียน และคงไม่มีใครสนใจว่าซูชิงยวี๋จะขอลาป่วยจริง ๆ หรือเปล่า

ทันทีที่จวงเสี่ยวเตี๋ยได้ยินว่าเพื่อนสนิทของเธอป่วย เธอก็ถามด้วยความกังวลทันที “ฮะ? เธอไม่เป็นไรมากใช่ไหม หรือจะให้ฉันลาหยุดแล้วไปเยี่ยมเธอหน่อยดี?”

แม้จะเดินทางข้ามเวลามา ทว่าซูชิงยวี๋ยังคงมีความทรงจำทั้งหมดของเจ้าของเดิมอยู่ เธอจึงยังคงมีความรู้สึกผูกพันต่อเพื่อนสนิทคนนี้

“ไม่เป็นไร ๆ เรื่องเรียนสำคัญกว่า อาการป่วยของฉันอีกเดี๋ยวก็หายแล้ว” ซูชิงยวี๋ยังเตือนด้วยความหวังดีว่า “เสี่ยวเตี๋ย พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์อาทิตย์ เธออยู่ที่บ้านทบทวนบทเรียนดี ๆ อย่าออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอกเรื่อยเปื่อย อืม…ถ้าหากสภาพแวดล้อมรอบตัวเปลี่ยนแปลงไป แล้วเธอไปเจอกระดาษโน้ตแปลก ๆ เธอต้องตัดสินใจให้รอบคอบ อย่าถือว่าเป็นเรื่องล้อเล่นเด็ดขาดเลยนะ”

จวงเสี่ยวเตี๋ยไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร น้ำเสียงจากปลายสายสับสน “เธอกำลังพูดอะไรน่ะ น่าขนลุกชะมัด”

“พวกเราเป็นเพื่อนกันใช่ไหม”

จวงเสี่ยวเตี๋ยตอบกลับอย่างไม่ลังเล “แน่นอนสิ”

“ถ้าอย่างนั้นก็เชื่อฉัน ไปซื้องานฝีมือพวกกระดาษที่คล้ายกับบ้าน รถ จุดธูปสามดอกแล้วเผาซะ!”

[1]เหรียญหมิงหรือแบงก์กงเต๊ก เป็นเครื่องบูชาตามประเพณีอย่างหนึ่งที่เผาบูชา ผี เทพเจ้า หรือบรรพบุรุษ เชื่อว่าเป็นเงินที่ผู้ตายนำไปใช้ในโลกหลังความตาย

[2]ธนาคารแห่งฟ้าดิน

[3]วันสารทจีน คือ วันที่ลูกหลานชาวจีนจะเซ่นไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เพื่อแสดงถึงความกตัญญู เชื่อว่าเป็นวันที่ยมบาลจะเปิดประตูนรก ให้ดวงวิญญาณได้กลับมาที่โลกมนุษย์ เพื่อรับผลบุญกุศลที่ลูกหลานและญาติพี่น้องทำไปให้

[4]ดันเจี้ยน คือ พื้นที่ที่ออกแบบมาพิเศษเพื่อทำภารกิจหนึ่ง ๆ

[5]ลี้ เป็นหน่วยวัดของจีนมีความยาวเท่ากับ 500 เมตร

บทที่ 2 นิ้วทองคำเข้าที่

จวงเสี่ยวเตี๋ยงุนงงไปหมด “ทำไมล่ะ”

“ก็เพื่อขอให้การสอบประสบความสำเร็จ การงานก้าวหน้าและมีความมั่งคั่งในอนาคตไง”

“แต่…”

“ไม่ต้องแต่แล้ว ถ้าอยากสอบเข้ามหาลัยชั้นนำได้ ก็ทำตามที่ฉันบอก ไม่ว่าจะยังไงจำเอาไว้ให้ดีว่าต้องใจเย็น รอบคอบและระมัดระวัง อย่าไว้ใจใครง่าย ๆ ทั้งนั้น” ซูชิงยวี๋ตัดสายโทรศัพท์

คำพูดเหล่านี้ทำให้จวงเสี่ยวเตี๋ยเข้าใจว่าซูชิงยวี๋กำลังเตือนเธอเกี่ยวกับเรื่องการสอบ แม้ว่าเธอจะเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่ามีแต่จะต้องขยันอ่านหนังสือเท่านั้นจึงจะทำให้การสอบออกมาได้คะแนนดี แต่คำพูดที่เพื่อนสนิทเพิ่งพูดไปก็ทำให้เธอนึกสงสัยว่า ถ้าวิธีที่ว่าใช้ได้ผลล่ะ?

เชื่อไว้ก่อน ดีกว่าไม่เชื่อเลย

จวงเสี่ยวเตี๋ยตัดสินใจซื้อตำราเรียนเพิ่มเติมหนึ่งชุดเพื่อเผาให้กับตนเอง

ซูชิงยวี๋ไม่สามารถอธิบายได้ว่ากฎแปลก ๆ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทั้งไม่สามารถพูดถึงวิธีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านั้น และยิ่งไม่สามารถบอกให้จวงเสี่ยวเตี๋ยไปเผาเหรียญหมิงได้

เธอทำได้เพียงให้คำเตือนด้วยเจตนาดีเท่านั้น

ส่วนจวงเสี่ยวเตี๋ยจะทำตามที่ตนบอกหรือไม่ ซูชิงยวี๋ก็ไม่สามารถไปบังคับได้

นวนิยายเรื่อง ‘ความสยองกำลังมาเยือน’ ทำได้เพียงแค่ชี้แนะแนวทางว่าก่อนที่โลกแห่งความแปลกประหลาดจะมาถึง ซูชิงยวี๋ควรจะเตรียมตัวอย่างไรเท่านั้น ส่วนหลังจากความแปลกประหลาดเกิดขึ้นแล้ว กฎในแต่ละดันเจี้ยนนั้นล้วนแตกต่างกันออกไป แทบใช้อ้างอิงกันและกันไม่ได้เลย

ระดับความยากของดันเจี้ยนเองก็ไม่เหมือนกัน หลังความแปลกประหลาดมาถึง ความยากจะค่อย ๆ ทวีคูณขึ้น

ทุก ๆ ดันเจี้ยนจำนวนคนเข้าสู่ดันเจี้ยนก็ไม่เท่ากัน โดยพื้นฐานแล้วยิ่งจำกัดจำนวนคนน้อย ดันเจี้ยนก็ยิ่งง่าย

ซูชิงยวี๋เตือนจวงเสี่ยวเตี๋ยว่าอย่าออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอกเรื่อยเปื่อย เพราะในนวนิยาย เรื่อง ‘ความสยองกำลังมาเยือน’ ได้กล่าวถึงไว้ว่า ถ้าหากอยู่ภายในบ้าน จะมีโอกาสถึงหนึ่งในสามที่จะได้เข้าไปในดันเจี้ยนที่เรียกว่า‘บ้านแสนสุข’

‘บ้านแสนสุข’ เป็นดันเจี้ยนสำหรับคนเดียวที่มีความยากต่ำ และมีโอกาสได้รับเครื่องมือแปลก ๆ เป็นของรางวัล

ถือว่าเป็นดันเจี้ยนเริ่มต้นที่คนธรรมดาทั่วไปสามารถเข้าใจกฎเกณฑ์และวิธีการเอาชีวิตรอดในโลกแปลกประหลาดได้ง่าย

แน่นอนว่าราคาที่ต้องจ่ายก็หนักหนาเช่นกัน

หลายต่อหลายคนต้องจ่ายด้วยชีวิต

แต่ถ้าหากออกไปข้างนอก มีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่ดันเจี้ยนที่มีคนจำนวนมาก ดันเจี้ยนที่คนมากความยากจะสูง และยากจะหลีกเลี่ยงการพบปะกับเพื่อนร่วมทีมที่ชอบแสวงหาความตาย

อัตราการเสียชีวิตของการออกไปข้างนอกสูงลิ้วกว่าการอยู่แต่ในบ้านมาก

ซูชิงยวี๋ตั้งนาฬิกาปลุกทิ้งไว้ โดยเสียงเตือนนาฬิกาปลุกจะดังขึ้นในหนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนที่ความแปลกประหลาดจะมาถึง

สภาพจิตใจที่มีความกระปรี้กระเปร่าเต็มเปี่ยมสำคัญมาก

การรักษาสติให้ตื่นตัวสามารถช่วยลดข้อผิดพลาดจากการรับรู้ได้

เธอต้องการนอนหลับอย่างสงบเป็นครั้งสุดท้าย

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น

ซูชิงยวี๋ตื่นขึ้นจากนิทรา เธอยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยก็รู้สึกถึงการมองเห็นที่แจ่มชัดและสมองที่ปลอดโปร่ง

เหลียวมองนาฬิกา ขณะนี้คือเวลาสี่ทุ่มครึ่ง

หลังจากโลกแห่งความแปลกประหลาดมาถึงแล้วเท่านั้น ของเซ่นไหว้จึงจะปรากฏขึ้น

ซูชิงยวี๋ตัดสินใจรอคอยอยู่ในห้อง เสี่ยงโชคกับโอกาสหนึ่งในสามส่วนนั้น

เวลาเที่ยงคืนมาถึงแล้ว

ด้านนอกหน้าต่างมืดมิดไร้แสงจันทร์

ทั่วทั้งร่างของซูชิงยวี๋ถูกโอบล้อมด้วยกลิ่นหอมไม้จันทน์จาง ๆ

กลุ่มควันสีขาวกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ การ์ดขนาดเล็กจำนวนมากล่องลอยอยู่ท่ามกลางควันสีขาว กลิ่นอายเย็นยะเยือกแผ่กระจายออกมา

ซูชิงยวี๋ยกมือขึ้น การ์ดเล็ก ๆ ในกลุ่มควันสีขาวต่างโบยบินมาที่ฝ่ามือของเธอทีละใบ ๆ

บัตรกองหนึ่งร่วงหล่นลงบนมือของซูชิงยวี๋

นั่นคือบัตรธนาคารเทียนตี้ และการ์ดบรรณาการอีกหลายร้อยใบ

บัตรธนาคารเทียนตี้และดวงชะตาเกิดของซูชิงยวี๋ถูกผูกเข้าด้วยกัน เพียงแค่ใช้ปลายนิ้วสัมผัส ยอดคงเหลือในบัญชีของซูชิงยวี๋ก็จะปรากฏขึ้นในหัวของเธอ

เธอยกมือขึ้นลูบไปที่บัตร

ยอดคงเหลือปัจจุบันคือ 999999999999……

ซูชิงยวี๋จูบบัตรธนาคารเทียนตี้อย่างตื่นเต้นในทันที ความรู้สึกของการมีเงินช่างดีเสียจริง

ส่วนพวกการ์ดบรรณาการนั้นแบ่งออกเป็นหลากหลายสี ซึ่งตอนนี้ซูชิงยวี๋ยังไม่รู้ว่าสีเหล่านี้หมายความถึงอะไร

เธอเห็นภาพด้านบนบัตร มันคือของเซ่นไหว้ที่เธอได้เผาเมื่อสองวันก่อน

ตุ๊กตากระดาษที่เผาไปเมื่อวันก่อนนั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นคนหนุ่มสาวสวมใส่ชุดโบราณอยู่ภายในการ์ด รูปลักษณ์ของพวกเขาดูสมจริงขึ้น รายละเอียดของวัสดุเสื้อผ้าก็มีความวิจิตรมากขึ้น ราวกับว่าเป็นคนจริง ๆ

เหมือนเปลี่ยนจากภาพเชิงนามธรรมกลายเป็นภาพเสมือนจริง

ด้านล่างสุดของการ์ดมีข้อความเล็ก ๆ บรรทัดหนึ่งระบุไว้ว่า สามารถใช้งานได้โดยการใช้เลือดหนึ่งหยดหรือจ่ายด้วยสิบเหรียญหมิง

เลือดหนึ่งหยดอาจฟังดูไม่มาก แต่ถ้าต้องทำร้ายร่างกายตนเอง ซูชิงยวี๋ขอผ่านอย่างเด็ดขาด!

ส่วนเงินสิบเหรียญหมิงนั่น…

ของเซ่นไหว้ตนเองที่เผาให้กับตนเองแล้ว ปรากฏว่ากลับยังต้องจ่ายเงินถึงจะสามารถใช้งานได้

ซูชิงยวี๋กัดฟันกรอด ความรู้สึกนี้มันเหมือนกับตนควักเงินจ่ายซื้อบ้านเต็มจำนวนแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ย้ายเข้าไปอยู่ก็ต้องจ่ายค่าส่วนกลาง

โชคดีที่ก่อนหน้าเธอเตรียมเหรียญหมิงไว้มากพอ ไม่เช่นนั้นคงได้แค่มองแต่กลับใช้การไม่ได้ ช่างหลอกลวงเกิน

ซูชิงยวี๋ถือบัตรธนาคารเทียนตี้ ในใจนึกถึงเงินสิบเหรียญหมิง เงินสิบเหรียญหมิงก็ปรากฏขึ้นในมือของเธอ

การ์ดบรรณาการที่มีภาพวาดผู้หญิงโบราณอยู่บนนั้นหนึ่งใบถูกโยนออกไป พร้อม ๆ กับเงินสิบเหรียญหมิง

พลันบังเกิดควันสีขาว แล้วหญิงสาวรูปร่างหน้าตาสะสวยผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าซูชิงยวี๋

หญิงสาวคนนั้นมัดผมทรงมวยคู่ ปอยผมสีดำสองเส้นยาวระหน้าอก ใบหน้ารูปไข่ ดวงตาว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา

ช่างน่าสะพรึงกลัวจนทั่วทั้งร่างกายขนลุกเกรียว

เธอเองก็คือพวกแปลก!

ซู่ชิงยวี๋สอบถาม “ความสามารถของคุณคืออะไร”

หญิงสาววัยรุ่นคนนั้นเปิดปากพูดด้วยสีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ “นามของข้าคือซวงสี่ ก่อนตายเป็นสาวใช้ในตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวย ท่านเป็นนายท่านของข้า ข้าจะไม่มีทางทำร้ายนายท่าน ท่านสามารถเชื่อถือคำพูดของข้าได้ แต่ข้าไม่อาจรับประกันได้ว่าความคิดของข้านั้นถูกต้อง”

“คุณปกป้องฉันได้ไหม”

ซวงสี่ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น “ข้าจะทำสุดความสามารถของข้า ทว่าภายใต้อาณาเขตของแปลกตนอื่น ๆ ตัวข้าจะอ่อนแอ”

ซูชิงยวี๋ถามต่อ “แล้วคุณทำร้ายมนุษย์คนอื่นที่ยังมีชีวิตได้ไหม”

ซวงสี่ตอบโดยไม่ลังเล “ข้าดำเนินการตามความต้องการของนายท่านได้”

นี่หมายความว่าหากซูชิงยวี๋ขอให้เธอไปจัดการกับมนุษย์คนอื่นที่ยังมีชีวิต เธอก็จะลงมือทำตาม

‘แปลก’ ยังจำแนกแข็งแกร่งและอ่อนแอ พวกเขามีความคิดและวิจารณญาณที่เป็นอิสระ และพวกเขาก็ยังมีกฎเกณฑ์เฉพาะของตนเองที่ต้องปฏิบัติตาม

โดยหลักการแล้ว แปลกกับแปลกแต่ละตนจะไม่ทำอันตรายกันและกัน

แปลกเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ยกเว้นเสียแต่กรณีที่ได้ทำพันธสัญญากับมนุษย์ หรือว่าเป็นบริวารของมนุษย์แล้วเท่านั้น

ซูชิงยวี๋เงียบไปครู่หนึ่ง

บางที เธออาจสามารถอาศัยแปลกตนตรงหน้าที่ไร้เจตนาอันตรายต่อเธอมาใช้คลายความสงสัยว่าเหล่าแปลกนั้นแท้จริงคืออะไรได้

“แปลกมีความรู้สึกไหม”

“…” ซวงสี่ไม่ตอบในทันที เธอเอียงคอแล้วเอียงคออีก “อาจจะไม่มี”

เธอใช้คำว่าอาจจะ

นับเป็นคำตอบที่ไม่ชัดเจน

ซูชิงยวี๋แสดงการ์ดบรรณาการในมือของตนเองให้เธอดู “ถ้าอย่างนั้น คุณรู้ไหมบัตรพวกนี้มีประโยชน์ใช้งานแตกต่างกันยังไง”

แม้ดวงตาของซวงสี่จะว่างเปล่า แต่เมื่อเห็นการ์ดบรรณาการมากมายในมือของซูชิงยวี๋ ดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้นก็พลันเบิกกว้างเล็กน้อย

ยังจะพูดว่าแปลกไร้ความรู้สึกอีก

ปฏิกิริยาของซวงสี่เมื่อครู่ เห็นได้ชัดเจนว่าคืออาการตกตะลึง

“ข้าไม่แน่ใจถึงประโยชน์ของพวกมัน” ซวงสี่รู้เพียงว่า ผู้ที่ควบคุมเหล่าแปลกมากมายเพียงนี้ได้ จะต้องเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งเอามาก ๆ

ซวงสี่กล่าวว่า “ความทรงจำของข้าถูกจำกัดอยู่แค่ตัวข้าเอง ข้าเพิ่งตื่นขึ้น จึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับแปลกตนอื่น ๆ ก่อนหน้านี้เลย”

การ์ดบรรณาการพวกนี้เป็นของซูชิงยวี๋ เพราะว่าซูชิงยวี๋ไม่สามารถแยกแยะประโยชน์ใช้สอยของสิ่งของทั้งหมดได้ และด้วยเวลาแสนกระชั้นชิด เธอจึงต้องเผาของเซ่นไหว้เป็นกอง ๆ ในคราวเดียว

ตอนนี้วิธีการใช้งานของเซ่นไหว้ก็ต้องพึ่งซูชิงยวี๋ไปลองทดสอบเอาด้วยตนเอง

แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน

‘ของบรรณาการภักดีต่อผู้เป็นเจ้าของ’

ดังนั้นสาวใช้ชื่อซวงสี่ที่อยู่ตรงหน้าจะไม่มีทางพูดโกหกเธอ

ซูชิงยวี๋ถามอีกครั้ง “กฎของคุณคืออะไร”

“กฎของข้าจะมีผลก็ต่อเมื่อหลังการ์ดบรรณาการถูกทำลาย”

ซูชิงยวี๋พยักหน้า

สถานะของซวงสี่ในตอนนี้ก็เหมือนกับพวกแปลกที่ถูกทำให้เชื่องแล้ว

สุนัขที่สวมปลอกคอเอาไว้ย่อมไม่ทำร้ายผู้เป็นเจ้าของ

การ์ดบรรณาการสามารถปรากฏและหายไปได้ด้วยความคิด

ซูชิงยวี๋เก็บบัตรสิ่งของอื่น ๆ ออกไปก่อน

ระหว่างที่พวกเธอกำลังพูดคุยกัน ห้องก็เกิดความเปลี่ยนแปลงในทันทีทันใด

ศีรษะของซวงสี่หมุน 180 องศาแล้วหมุนกลับมาอีกครั้ง

มันฉีกยิ้ม “นายท่าน พวกเราก้าวเข้าสู่ดันเจี้ยนแล้ว”

ความแปลกมาถึงแล้ว!

เปิดดันเจี้ยน ‘บ้านแสนสุข’

จำนวนผู้ทดสอบ: 1 คน

ความยาก: ⭐

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...