กฎแปลกๆ ยินดีต้อนรับสู่บ้านแสนสุข [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
กฎแปลก ๆ ยินดีต้อนรับสู่บ้านแสนสุข
规则怪谈, 欢迎来到甜蜜的家
ผู้แต่ง : 弦泠兮 (Xuanlingxi) แปล : Lalanbook
--------------------------------------------------------
---- โปรย ---
ยินดีต้อนรับสู่บ้านแสนสุข นี่คือครอบครัวใหญ่ที่มีความสุขครอบครัวหนึ่ง
เพื่อให้แน่ใจว่าชีวิตปกติสุขจะดำเนินต่อไป
โปรดปฏิบัติตามกฎด้านล่าง สวมบทบาทเป็นลูกสาวที่ดี
หากละเมิดกฎต้องรับผลที่ตามมา!!!
[โปรดจำไว้ว่าคุณเป็นลูกสาวที่ดีของแม่ แม่รักคุณมาก ความรักไม่มีผิด แม้วิธีการอาจไม่ถูกต้อง]
[อย่าสัญญาอะไรง่าย ๆ เพราะมันจะทำให้ครอบครัวของคุณเต็มไปด้วยความคาดหวังในตัวคุณ
โปรดจำไว้ว่าบ้านคือสวรรค์อันแสนอบอุ่น และครอบครัวของคุณจะรอคอยคุณกลับมาอยู่เสมอ]
ซูชิงยวี๋ค้นพบว่าตนเองทะลุมิติหลุดเข้ามาในนิยายสยองขวัญ รู้ว่าโลกแปลกประหลาดกำลังจะมาเยือนในอีกสามวัน
เธอเผาเหรียญผีหลายร้อยล้านเหรียญพร้อมของเซ่นไหว้มากมายล่วงหน้าให้กับตนเอง
กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดเมื่อโลกแปลกประหลาดสุดสยองมาถึง
โลกที่สถานที่ทุกแห่งหนกลายเป็นดันเจี้ยนแปลกประหลาด
มีเพียงการปฏิบัติตามกฎของดันเจี๊ยนนั้น ๆ จึงจะมีโอกาสรอดชีวิต
ทว่าคุณแน่ใจหรือ ว่ากฎในมือไม่ได้ถูก ‘มัน’ บิดเบือน?!
พิเศษ !!! เปิดให้อ่านฟรี ทั้งหมด 40 ตอนแรก จนถึง 30 มิถุนายน 2567
--------------------------------------------------------
นิยายแปลเรื่องนี้ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์อย่างถูกต้อง
Thai edition rights under license granted by Tuttle-Mori Agency Co., Ltd.
Thai edition copyright © 2024 Lalanbook Co., Ltd.
Thai edition arranged through Sincere Wings International Culture (Shandong) Ltd.,
and Tuttle-Mori Agency Co., Ltd.
All rights reserved.
อ่านแล้วสนุก อย่าลืมส่ง
กดติดตามและคอมเม้นต์พูดคุยกัน
ยินดีจะได้ร่วมเม้าท์ไปกับนักอ่านทุกท่าน
ติดตามความคืบหน้าได้ที่เพจ @Lalanbook
บทที่ 350 ถนนพระจันทร์ดับ (1)
ข่าวดังมาก
ซูชิงยวี๋เปิดข่าวนั้น นิ้วเรียวยาวไถลงด้านล่างจนไปถึงส่วนคอมเมนต์
จำนวนคอมเมนต์ 10000+
…“ไป๋หั่ววิ่งไล่ตามชื่อเสียง เสแสร้งทำเป็นคนดี ไม่เห็นค่าชีวิตคนอื่น”
…“พี่น้องเอ๊ย มีใครรู้บ้าง ผมรู้ตั้งนานแล้วว่าเจ้านี่ไม่ปกติ คนดี ๆ ที่ไหนจะย้อมผมตัวเองเป็นสีขาวล่ะ? จูนิเบียวเชย ๆ คนพรรค์นี้เพ้อเจ้อเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก ส่งเพื่อนร่วมทีมไปตายก็ไม่แปลก”
…“คนที่ตายไม่ใช่เขา เขาจงใจทำ”
…“ผู้ชายก็มีคนตอแหล ดูท่าทางจอมปลอมของเขาก็อยากจะอ้วกแล้ว! เมื่อก่อนเล่นโทรศัพท์เห็นเขาพูดสุนทรพจน์ เอาแต่พูดเรื่องเหลวไหลไร้สาระทั้งวัน จะให้มนุษย์ทั้งหมดสามัคคีกัน เอาชีวิตยังแทบไม่รอด จะสามัคคีกันได้ยังไง!”
…“แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้บอกมาว่าเจ้าไป๋หั่วนี่เป็นลูกกำพร้า ถูกพ่อแม่ทิ้งตั้งแต่ยังเล็ก เห็นทีเด็กบางคนก็ใช่ว่าจะถูกทิ้งโดยไม่มีเหตุผล”
…“ฉันรู้จักกับผู้เคราะห์ร้าย เขาเป็นคนซื่อตรงตั้งแต่ก่อนพวกแปลกมาเยือน ซื่อตรงเกินไปก็ถูกหลอกใช้ได้ง่ายจริง ๆ ด้วย”
…
คอมเมนต์ส่วนใหญ่ด่าเขา พอมีใครช่วยพูดแทนเขาก็จะโดนหางเลขถูกด่าตามไปด้วย
บางคอมเมนต์น่าเกลียดเกินไป แม้แต่ซูชิงยวี๋ยังทนดูไม่ได้
ไม่นานนัก จูซานไห่ก็ส่งข้อความมา
จูซานไห่: คุณซู คุณกับพี่น้องไป๋หั่วผ่านดันเจี้ยนนั้นมาด้วยกัน เรื่องของต้วนเทียนหมิงคุณรู้มากน้อยแค่ไหนเหรอ จะช่วยออกหน้าแก้ต่างให้ไป๋หั่วได้ไหม
ซูชิงยวี๋: ฉันไม่ได้พบต้วนเทียนหมิงในดันเจี้ยน ตอนนั้นฉันเฝ้าประภาคารอยู่ ไป๋หั่วไปพบเขาบนเรือคนเดียว สถานการณ์แน่ชัดเป็นยังไงฉันไม่รู้ ฉันอยากช่วยก็คงช่วยไม่ได้
จูซานไห่: ไป๋หั่วไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ การตายของต้วนเทียนหมิง ไป๋หั่วโทษตัวเองยิ่งกว่าใครทั้งหมด
ซูชิงยวี๋: ไป๋หั่วเล่นมือถือไหม
จูซานไห่: ไม่ค่อยเล่นหรอก…
ซูชิงยวี๋: งั้นเขาก็ไม่เห็นคำด่าพวกนั้น
จูซานไห่: เสียงนินทาในโลกภายนอกหนาหูเกินไป แม้แต่ภายในองค์กรเสื้อแดงยังมีข่าวลือพวกนี้ออกมา เขาทุ่มเทให้องค์กรเสื้อแดงตั้งขนาดนั้น เกิดได้ยินคำพูดพวกนี้มีหวังต้องเสียใจมากแน่
ซูชิงยวี๋: นี่มันสร้างกระแสชัด ๆ หลังพวกแปลกมาเยือน คนธรรมดาแทบจะกินจะอยู่ไม่ไหว ไม่อยู่ในดันเจี้ยนก็อยู่บนเส้นทางเข้าดันเจี้ยน บางคนไม่มีมือถือใช้ด้วยซ้ำ จะเอาเวลาที่ไหนมาสร้างประเด็นในเน็ตแบบนี้?
จูซานไห่: คุณพูดมาก็ถูก น่าเกลียดจริง ผมหาต้นตอไม่ได้
ซูชิงยวี๋: ลองมาคิดดูแล้ว ไป๋หั่วน่าจะไปล่วงเกินผลประโยชน์ของใครเข้า ถ้าสืบไปในทิศทางนี้ไม่แน่ว่าอาจได้เบาะแสที่คาดไม่ถึงก็ได้
จูซานไห่: ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณนะครับ
ซูชิงยวี๋: ไม่เป็นไรค่ะ
หลังจบบทสนทนากับจูซานไห่ ซูชิงยวี๋ก็ปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้ววางไว้ที่แท่นล้างมือสีขาวน้ำนมด้านข้าง
เหตุการณ์ที่ไป๋หั่วประสบทั้งเหนือความคาดหมาย และสมเหตุสมผลไปพร้อม ๆ กัน
คนดีต้องตรากตรำ หนึ่งวันเสมือนหลายสิบปี ผ่านภัยพิบัติแปดสิบเอ็ดประการถึงจะสัมฤทธิ์ผล
เดินพลาดไปแม้เพียงก้าวเดียวก็จะล้มเหลวทั้งหมด
ส่วนคนเลวแค่วางดาบลงก็กลายเป็นพุทธะได้แล้ว
ไม่ยุติธรรมเลยจริง ๆ
ต้องมีคนประเภทหนึ่งที่ถือกระจกบานใหญ่ส่องหารอยด่างพร้อยของนักบุญอยู่ร่ำไป
เมื่อเจอเข้า พวกเขาก็จะดีใจแทบบ้า เอารอยด่างพร้อยนั้นมาประณาม พิสูจน์ว่านักบุญไม่คู่ควรกับตำแหน่ง ขาดคุณธรรม
เหมือนกับคำพูดที่ว่า ดูสิเทพเจ้านั่นก็ตดเหมือนพวกเรา เขาไม่ต่างอะไรจากพวกเราเลยสักนิด
เทพเจ้าที่ตดนั้นน่ารังเกียจ ไร้ประโยชน์ เสียคุณสมบัติความเป็นเทพ สู้คนธรรมดายังไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์จะถ่มน้ำลายรดเขากันทั้งนั้น
และพวกเขาก็จะชอบหาเหตุผลที่ทำชั่วให้คนชั่วด้วย
ขอแค่คนชั่วเผยความคิดดี ๆ ออกมาแค่นิดเดียว พวกเขาก็จะขยายมันให้ใหญ่ขึ้น แล้วก็พิสูจน์ว่าคนเลวยังไถ่บาปได้ ที่ทำเลวไปก็เพราะพวกเขาไร้ทางเลือก
เหมือนกับจะพูดว่า น่าสงสารจัง เขาทำเลวตั้งขนาดนั้นก็เพราะตอนเด็กไม่ได้รับการเอาใจใส่นี่เอง
ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่เป็นความผิดของสังคม
ประหลาดสิ้นดี
ใจคน ก็เหมือนปรัชญาที่ยากจะเข้าใจ เต็มไปด้วยความขัดแย้ง
เป็นเพราะความขัดแย้งและความมืดนี้เอง ที่กระตุ้นให้เกิดการปนเปื้อนในโลก
หลังอาบน้ำเสร็จ ซูชิงยวี๋ก็เปลี่ยนเป็นชุดนอนสีขาวสะอาด สวมรองเท้าปุกปุยออกจากห้องอาบน้ำ
อาหารดิลิเวอรีมาถึงแล้ว
ซุปถั่วแดงร้อนลวกมือ ซูชิงยวี๋เทซุปในกล่องพลาสติกใส่ชาม จากนั้นก็ใช้ช้อนคน ซุปร้อนกรุ่นไอสีขาว ซูชิงยวี๋ตักขึ้นมาเป่าชิดปากแล้วก็กินลงไป ความอุ่นไหลลงไปในลำคอ เธอถอนหายใจเบา ๆ อย่างพอใจ
ดีจริง ๆ ที่ได้กลับบ้าน
“นายท่าน ตอนท่านไม่อยู่บ้าน ธนาคารเทียนตี้ส่งบัตรสมาชิกมาให้ด้วยเจ้าค่ะ” ซวงสี่ถือบัตรสมาชิกสีน้ำเงินออกมา ตรงกลางบัตรสมาชิกสีน้ำเงินประทับตราวงกลมสีดำ
ไม่มีตัวหนังสือใด ๆ
ซูชิงยวี๋รับบัตรสมาชิกจากมือของซวงสี่ ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางคีบเอาไว้แล้วก็พลิกไปพลิกมา ดูไม่ออกว่าคืออะไร
เธอถาม “มีใครรู้จักบัตรนี่ไหม”
อู๋ซินเดินมาด้านหลังเธอ ยื่นมือกระดูกขาวดึงบัตรไปจากปลายนิ้วเธอ ยกไปสำรวจตรงหน้าดวงตาดำสนิทที่ไร้ซึ่งสีขาวของตัวเอง
ซูชิงยวี๋เพิ่งอาบน้ำเสร็จ อู๋ซินอยู่ใกล้เธอเหลือเกิน ตัวเขามีแต่กลิ่นอายเย็นเฉียบ เธอกระชับเสื้อผ้าบนร่างให้ตัวเองอุ่นขึ้นอีกนิด
อู๋ซินดูแล้วก็ให้ข้อสรุป “นายท่าน นี่คือบัตรสมาชิกถนนพระจันทร์ดับ”
วงกลมสีดำตรงกลางบัตรหมายความถึงพระจันทร์ดับ
“ฉันจำได้ว่าถนนพระจันทร์ดับไม่ใช่ดันเจี้ยนนะ” ซูชิงยวี๋รู้มาจากคู่รักซาดิสม์คู่นั้นในดันเจี้ยน ‘จวนสกุลสือ’ ถนนพระจันทร์ดับคือที่ซึ่งพวกแปลกกับมนุษย์อยู่ร่วมกัน
ร้านรวงมากมายเปิดกิจการอยู่ที่นั่น เป็นเขตปลอดภัยที่จะไม่มีดันเจี้ยนเกิดขึ้นมา
“อู๋ซิน นายรู้เรื่องถนนพระจันทร์ดับแค่ไหน?”
“นั่นคือเขตต้องห้ามของดันเจี้ยน เป็นเขตสงบสุข”
“สงครามจะหยุดลงที่ถนนพระจันทร์ดับ”
ตอนนี้เอง จี้อี้ฟานได้ยินคำว่า ‘ถนนพระจันทร์ดับ’ แล้วก็เหมือนถูกกระตุ้นให้เดินเข้ามา เขายืนอยู่ข้างกายอู๋ซิน พิจารณาบัตรสมาชิกนั้น แล้วจัดเน็กไทของตัวเองก่อนจะมองซูชิงยวี๋ด้วยสายตาคาดหวัง
“แค่ก ๆ ๆ”
“แค่ก ๆ ๆ ๆ”
จี้อี้ฟานไอแห้ง ๆ เหมือนจะเขียนคำว่า ‘ผมรู้รีบถามผมเร็ว’ ไว้บนหน้า
แน่นอนว่าหน้าเขามีแต่รอยบากเต็มไปหมด ไม่มีที่ให้เขียนอะไรอีกแล้ว
ซูชิงยวี๋สบถ “ไอหนักขนาดนี้ กระดูกชิ้นโตติดคอคุณอยู่หรือไง”
จี้อี้ฟานหยุดไอฉับพลัน เขาวางมือบนอกแล้วเสนอตัวเอง “นายท่าน ผมมีข่าวเรื่องถนนพระจันทร์ดับจะรายงาน”
ซูชิงยวี๋หยิบเหรียญหมิงมาวางไว้ตรงหน้าจี้อี้ฟาน “รู้อะไรก็พูดออกมาตรง ๆ เถอะ ฉันจะไม่ให้เหรียญหมิงคุณขาดไปแม้แต่เหรียญเดียวตามสัญญา”
จี้อี้ฟานเก็บเหรียญหมิงไว้ทั้งหมดแล้วเริ่มแสดงความภักดี “นายท่าน ผมมีจรรยาบรรณในอาชีพ ขอแค่มีเหรียญหมิงถึงที่กำหนด ผมจะบอกข่าวทั้งหมดที่มีให้นายท่านได้รู้”
ซูชิงยวี๋กวาดตามองเขานิ่ง ๆ “อย่านอกเรื่อง รีบพูดเรื่องสำคัญ ไม่งั้นหักเงินเดือนนะ”
จี้อี้ฟานรีบนั่งลงบนเก้าอี้ข้างซูชิงยวี๋ทันที เขาใช้ภาษาจีนกลางมาตรฐานพูด ไม่มีเสียงต่ำเสียงสูง “ถนนพระจันทร์ดับไม่ใช่ดันเจี้ยน แต่เป็นถนนที่มนุษย์กับแปลกปกครองร่วมกัน”
“ที่นั่นมีระบบสมาชิก เปิดให้แปลกเข้าฟรี ส่วนมนุษย์ต้องทำบัตรสมาชิกก่อนถึงจะเข้าไปได้”
ซูชิงยวี๋ใช้ช้อนคนซุปถั่วแดงแล้วพูดอย่างไม่ยี่หระ “สองมาตรฐานขนาดนี้เลย?”
“ถนนพระจันทร์ดับมีผู้ก่อตั้งสองคน เป็นแปลกหนึ่ง มนุษย์หนึ่ง” จี้อี้ฟานยกนิ้วขึ้นมา “กฎที่มนุษย์ไม่มีบัตรสมาชิดห้ามเข้า มนุษย์เป็นคนตั้งขึ้นมา”
“นายท่าน ผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับมนุษย์ไม่ได้มีแค่พวกเรา ยังมีพวกมนุษย์อย่างพวกคุณด้วยกันเองด้วย!”
“แล้วธนาคารเทียนตี้จะส่งบัตรสมาชิกถนนพระจันทร์ดับมาให้ฉันทำไม” ซูชิงยวี๋ชักไม่เข้าใจ
อู๋ซินกลับเป็นผู้ปลุกทุกคนให้ตื่นจากฝัน
“นายท่านเป็นสมาชิกวีไอพีระดับสูงของธนาคารเทียนตี้ บัตรสมาชิกถนนพระจันทร์ดับคือของกำนัลที่พวกเขาให้นายท่าน”
หากไปทำธุรกรรมที่ธนาคารก่อนหน้าที่แปลกมาเยือน ธนาคารจะส่งของกำนัลให้
หลังแปลกมาเยือน ไม่นึกว่าธนาคารเทียนตี้จะสานต่อธรรมเนียมนี้เหมือนเดิม
อำนาจของเงินตรามันไร้ที่สิ้นสุดจริง ๆ
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันก็จะไปเดินเที่ยวที่ถนนพระจันทร์ดับหน่อย” ซูชิงยวี๋เท้าคางด้วยมือข้างเดียว อมยิ้มพลางมองแปลกในห้อง “พวกคุณคนไหนอยากจะไปกับฉันบ้าง?”
“ค่าใช้จ่ายเดินเที่ยวทั้งหมด ฉันออกเอง”
บทที่ 1 เซ่นไหว้ให้ตนเอง
“เถ้าแก่! ฉันต้องการเหรียญหมิง[1]ทั้งหมดที่ผลิตโดยธนาคารเทียนตี้[2]!”
เถ้าแก่เจ้าของร้านหย่งโซ่วจ้องมองหญิงสาวผิวขาวหน้าตาสะสวยตรงหน้าด้วยความรู้สึกประหลาดใจ
อายุอานามยังน้อยก็ออกมาจัดการเรื่องงานศพ แถมสีหน้ายังไม่แสดงออกถึงอาการโศกเศร้าให้เห็นเลยสักนิด ช่างพบเจอได้ยากเสียจริง
เถ้าแก่ค่อย ๆ เขี่ยขี้บุหรี่ทิ้งอย่างไม่รีบร้อน “แม่หนู เธอต้องการเท่าไหร่ล่ะ”
“ทั้งหมด!” ซูชิงยวี๋เว้นจังหวะเล็กน้อย “ขอเพียงพิมพ์ตราของธนาคารเทียนตี้ ฉันเอาทั้งหมด!”
“ทั้งหมดเลยเหรอ?”
เถ้าแก่ลังเลใจ ร้านของเขาเป็นร้านค้าได้มาตรฐาน เหรียญหมิงที่นำมาขายได้รับการการันตีคุณภาพ แตกต่างจากร้านจำพวกที่แอบลดทอนคุณภาพวัสดุ สินค้าที่เขานำเข้ามาล้วนแล้วแต่มีสัญลักษณ์ของธนาคารเทียนตี้อยู่บนนั้นทุกแผ่นเพื่อความสวยงาม
เหรียญหมิงที่พิมพ์ตราธนาคารเทียนตี้ เป็นสินค้าที่มีการจดทะเบียนการค้าและผลิตโดยบริษัทในท้องถิ่นบริษัทเดียว
หมดทั้งโกดังล้วนเป็นแบบนี้
เถ้าแก่ดับบุหรี่แล้วถามว่า “นี่จะไม่เยอะเกินไปเหรอ?”
“ไม่เยอะ! มีเท่าไหร่ฉันต้องการเท่านั้น! เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา!”
พอพูดจบ ซูชิงยวี๋ก็เปิดยอดเงินคงเหลือในบัญชีวีแชทของตน แล้วยื่นไปด้านหน้าให้เถ้าแก่ดู
ยอดเงินคงเหลือเจ็ดหลักทำให้เถ้าแก่ดวงตาลุกวาว
เถ้าแก่ยึดถือคติที่ว่ามีโอกาสทำเงินแต่กลับไม่คว้าเอาไว้คือความคิดของคนโง่เขลา จึงรีบสั่งพนักงานนำสินค้ามาให้ซูชิงยวี๋ทันที
เขาถอนหายใจ “สาวน้อย ช่างกตัญญูจริง ๆ เงินพวกนี้ของเธอสามารถเหมาสินค้าของฉันที่นี่ได้จนหมดเกลี้ยงเลยนะ”
“ฉันยังมีเหลือในบัตรอีก ถ้าหากสามารถเอามาจากโกดังอื่นได้ คุณมีเท่าไหร่ฉันก็เอาหมด”
“มี ๆ ๆ” เถ้าแก่ยิ้มจนตาหยี “ฉันจะโทรหาคนให้นำสินค้ามาให้เธอเดี๋ยวนี้แหละ”
เงินสำคัญอะไร? ชีวิตต่างหากที่สำคัญกว่า
มิหนำซ้ำ ตอนนี้เธอกำลังเอาเงินมาเปลี่ยนเป็นเงินจำนวนที่มากยิ่งขึ้นต่างหาก
ซูชิงยวี๋เดินดูของในร้านไปเรื่อย เธอสังเกตเห็นก้อนเงินตำลึงทอง ตุ๊กตากระดาษ เกี้ยวหาม เสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ บนชั้นวางสินค้า ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นของใช้สำหรับประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษในเทศกาลสารทจีน[3]
ยังมีของแบบที่ดูทันสมัย อย่างพวกวิลล่าสไตล์โมเดิร์นและรถสปอร์ตอีกด้วย
เมื่อนึกถึงคำอธิบายของสิ่งเหล่านี้ในนวนิยาย เธอก็ชี้ไปที่ของเซ่นไหว้ที่วางอยู่บนชั้นวาง “เถ้าแก่ ฉันอยากได้ของพวกนี้ด้วย”
เจ้าของร้านแอบนึกสงสัยอยู่ในใจ ‘ซื้อเยอะขนาดนี้ จะเผาหมดหรือเปล่า’
แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ เถ้าแก่ยังคงช่วยเธอตรวจเช็กสินค้า
ส่วนซูชิงยวี๋รู้ดีอยู่แก่ใจว่ากระดาษเงินกระดาษทองและของเซ่นไหว้พวกนี้เธอไม่ได้เผาให้บรรพบุรุษ แต่เผาให้กับตัวเองต่างหาก!
ก่อนหน้านี้ไม่นาน เธอค้นพบว่าตนเองได้หลุดเข้ามาในนิยายเรื่อง ‘ความสยองกำลังมาเยือน’ กลายเป็นตัวประกอบธรรมดา ๆ ที่ไม่เคยมีชื่อปรากฏ
ตามพล็อตเรื่องแล้ว อีกสามวันให้หลังทั่วทั้งโลกจะกลายเป็นนรกบนดินที่พวก ‘แปลก’ อาละวาด
สำหรับคนธรรมดาจะไม่ทันรู้ตัวเลยว่าได้ก้าวเข้าไปในดันเจี้ยน[4]ที่เต็มไปด้วยความแปลกประหลาด มีแต่จะต้องใช้ประโยชน์จากกฎเกณฑ์เท่านั้น ถึงจะสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้
มิฉะนั้น ก็จะถูก ‘มัน’ ปนเปื้อน
พอถึงเวลานั้น เหรียญหมิงจะกลายเป็นสกุลเงินเดียวที่ใช้โดยทั่วกันในโลกสยองขวัญ
กฎการใช้เหรียญหมิงก็คือ
[เหรียญหมิงต้องมีสัญลักษณ์ธนาคารเทียนตี้]
[ก่อนเผาเหรียญหมิง ต้องจุดธูปให้ตัวเองสามดอก]
[เผาได้ในวันสารทจีนก่อนพวกแปลกมาเยือนเท่านั้น]
โชคดีที่พรุ่งนี้ก็คือวันสารทจีนพอดี ซูชิงยวี๋ต้องคว้าโอกาสสุดท้ายนี้ไว้ให้ได้
เธอทยอยกว้านซื้อเหรียญหมิงจากร้านขายของสำหรับจัดงานศพจากอีกหลาย ๆ แห่ง จนสินค้าเต็มรถบรรทุกหลายสิบคัน
พนักงานยกของช่วยหญิงสาวขนสินค้าขึ้นรถ แล้วก็บ่นซูชิงยวี๋เงียบ ๆ กับการใช้จ่ายอันแสนฟุ่มเฟือย
ต่อให้เป็นแค่เงินกระดาษ แต่ถ้าเผาขนาดนี้ ทรัพย์สมบัติของครอบครัวก็คงถูกเผาหมดจนว่างเปล่าเหมือนกัน!
ซูชิงยวี๋กำหมัดใต้เสื้อคลุมแน่น ถ้าหากภายในสามวันโลกสยองขวัญไม่มาเยือน เธอก็ต้องอยู่บนโลกใบนี้เพื่อทำงานชดใช้หนี้สินไปอีกทั้งครึ่งชีวิตที่เหลือ!
วันสารทจีน
ซูชิงยวี๋สั่งคนขับรถบรรทุกทุกคัน ว่าก่อนเที่ยงให้นำสินค้าไปส่งยังภูเขาไป๋สือ เขารกร้างที่ในระยะห่างสิบลี้[5]แทบไร้ผู้คน
คนขับรถเหล่านั้นนำสินค้าไปส่งตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วขนถ่ายสินค้าลงโดยไม่คิดอยากหยุดพักแม้แต่วินาทีเดียว
อีกาสีดำที่บินวนบนภูเขาหัวล้านแห่งนี้ รวมกับกระดาษเงินกระดาษทองกองสูงเท่าภูเขา ก้อนเงินตำลึงทอง ไหนจะยังมีตุ๊กตากระดาษที่ซูชิงยวี๋กำลังกำไว้ในมือ ใครก็ตามที่ได้พบเห็นเป็นต้องสบถในใจว่าลางร้ายสิ้นดี!
ส่วนซูชิงยวี๋พอราดน้ำมันเบนซินเสร็จก็รอคอยอย่างสงบ เมื่อเข็มวินาทีเพิ่งจะชี้ไปที่เลข 12 ซูชิงยวี๋ก็เริ่มจุดธูปสำหรับตนเอง
ควันสีขาวค่อย ๆ ลอยขึ้นจากกระถางธูปรูปสัตว์มงคล
กลิ่นของไม้จันทน์นั้นดูเหมือนจะแทรกซึมลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ ทำให้ซูชิงยวี๋รู้สึกถึงความสงบอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
บนภูเขาไป๋สือไร้ซึ่งต้นไม้ใบหญ้า พื้นที่ทั้งหมดเป็นหินใหญ่ยักษ์โล่ง ๆ เปล่าเปลือย
หลังจากธูปสามดอกไหม้หมด ซูชิงยวี๋รีบจุดไม้ขีดแล้วโยนลงบนกองกระดาษ
ประกายไฟลุกลามขึ้นทันที
เธอยืนเหนือลมเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ
เปลวไฟที่โหมกระหน่ำอยู่เปล่งประกายแสงสีเขียวออกมาอย่างน่าเหลือเชื่อ ราวกับมีบางสิ่งเพิ่มพลังให้แก่มัน การเผาไหม้เองเป็นไปอย่างรวดเร็วโดยที่ซูชิงยวี๋ไม่ต้องไปคอยช่วยพลิกเงินกระดาษให้ไหม้เลยด้วยซ้ำ
ซูชิงยวี๋ถือโอกาสที่ไฟกำลังลุกโชนโยนตุ๊กตากระดาษ รถกระดาษ ก้อนเงินตำลึงทอง วิลล่ากระดาษและอื่น ๆ ที่ซื้อมาทั้งหมดเข้ากองเพลิง
ของเหล่านี้เรียกว่าของบรรณาการ
กฎสำหรับการใช้ของบรรณาการตามที่จำได้ในนวนิยายก็คือ
[ของบรรณาการจะไม่มีทางถูกปนเปื้อน แต่ถูกทำลายได้]
[ก่อนความแปลกประหลาดจะมาเยือน สามารถเซ่นไหว้ของบรรณาการให้ตนเองได้]
[หลังความแปลกประหลาดมาถึง ของบรรณาการสามารถถูกซื้อขายหรือมอบเป็นของขวัญได้]
[ของบรรณาการมีความภักดีต่อผู้เป็นเจ้าของ]
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า รอจนวันสิ้นโลกมาถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ซูชิงยวี๋เผาไปจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นของจริง
สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ของบรรณาการจะไม่ถูกปนเปื้อน ทำให้เธอสามารถพักผ่อนได้ชั่วคราวในโลกที่ความแปลกอาละวาด
หลังหนึ่งคืนผ่านพ้นไป ของทั้งหมดก็เผาไหม้จนหมดสิ้น ซูชิงยวี๋ยังรู้สึกถึงกลิ่นไม้จันทน์ที่ทิ้งร่องรอยติดอยู่บนปลายนิ้วตนเอง
เมื่อเห็นทั่วพื้นเต็มไปด้วยเศษซากระเกะระกะ ซูชิงยวี๋ก็โทรหาพนักงานทำความสะอาดมืออาชีพ จ้างคนงานรายชั่วโมงสิบคนเพื่อทำความสะอาดภูเขาไป๋สือให้หมดจด
เมื่อกลับถึงอะพาร์ตเมนต์ที่เช่าอยู่ ซูชิงยวี๋เฝ้าดูหน้าคอมพิวเตอร์อย่างเหม่อลอย พยายามค้นหาหนังสือเรื่อง ‘ความสยองกำลังมาเยือน’ เล่มที่เธอเคยอ่าน รวมทั้งหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความแปลก
ทว่าบนอินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วย ‘ตำนานภูตผี’ ไม่มีเลยสิ่งที่เรียกว่า ‘แปลก’
ซูชิงยวี๋เกาหัวตนเอง สองขาเรียวยาวขัดสมาธิบนเก้าอี้คอมพิวเตอร์ แล้วเอนศีรษะไปด้านหลังด้วยความรู้สึกว้าวุ่นใจเล็กน้อย
หากเป็นเพียงการเดินทางข้ามเวลาธรรมดา ๆ แทนที่จะเป็นหลุดเข้ามาในหนังสือ ทั้งรถทั้งบ้านที่เธอขายไปรวมถึงเงินกู้จากบัตรเครดิตคงเพียงพอให้เธอใช้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้สบาย
“ทำไมถึงไม่มีวี่แววเลยล่ะ”
“หรือเป็นไปได้ไหมว่าจะไม่มีสัญญาณอะไรบอกล่วงหน้า วันสิ้นโลกก็มาถึงในชั่วพริบตาเลย”
แสงไฟจากเพดานสาดส่องกระทบลงมา แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“ชิงยวี๋ ใกล้จะสอบปลายภาคแล้วนะ ทำไมเธอถึงไม่มาเรียนล่ะ”
สายที่โทรเข้ามาคือจวงเสี่ยวเตี๋ย เพื่อนสนิทร่วมโต๊ะเดียวกันกับซูชิงยวี๋
ซูชิงยวี๋นวดขมับแล้วถอนหายใจแสร้งทำเป็นอ่อนแรง “เสี่ยวเตี๋ย ฉันไม่ค่อยสบาย ต้องลาหยุดสักสองสามวัน”
ถึงอย่างไรพรุ่งนี้วันสิ้นโลกก็จะมาถึงแล้ว
ในเวลานั้นก็คงไม่มีใครไปเข้าเรียน และคงไม่มีใครสนใจว่าซูชิงยวี๋จะขอลาป่วยจริง ๆ หรือเปล่า
ทันทีที่จวงเสี่ยวเตี๋ยได้ยินว่าเพื่อนสนิทของเธอป่วย เธอก็ถามด้วยความกังวลทันที “ฮะ? เธอไม่เป็นไรมากใช่ไหม หรือจะให้ฉันลาหยุดแล้วไปเยี่ยมเธอหน่อยดี?”
แม้จะเดินทางข้ามเวลามา ทว่าซูชิงยวี๋ยังคงมีความทรงจำทั้งหมดของเจ้าของเดิมอยู่ เธอจึงยังคงมีความรู้สึกผูกพันต่อเพื่อนสนิทคนนี้
“ไม่เป็นไร ๆ เรื่องเรียนสำคัญกว่า อาการป่วยของฉันอีกเดี๋ยวก็หายแล้ว” ซูชิงยวี๋ยังเตือนด้วยความหวังดีว่า “เสี่ยวเตี๋ย พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์อาทิตย์ เธออยู่ที่บ้านทบทวนบทเรียนดี ๆ อย่าออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอกเรื่อยเปื่อย อืม…ถ้าหากสภาพแวดล้อมรอบตัวเปลี่ยนแปลงไป แล้วเธอไปเจอกระดาษโน้ตแปลก ๆ เธอต้องตัดสินใจให้รอบคอบ อย่าถือว่าเป็นเรื่องล้อเล่นเด็ดขาดเลยนะ”
จวงเสี่ยวเตี๋ยไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร น้ำเสียงจากปลายสายสับสน “เธอกำลังพูดอะไรน่ะ น่าขนลุกชะมัด”
“พวกเราเป็นเพื่อนกันใช่ไหม”
จวงเสี่ยวเตี๋ยตอบกลับอย่างไม่ลังเล “แน่นอนสิ”
“ถ้าอย่างนั้นก็เชื่อฉัน ไปซื้องานฝีมือพวกกระดาษที่คล้ายกับบ้าน รถ จุดธูปสามดอกแล้วเผาซะ!”
[1]เหรียญหมิงหรือแบงก์กงเต๊ก เป็นเครื่องบูชาตามประเพณีอย่างหนึ่งที่เผาบูชา ผี เทพเจ้า หรือบรรพบุรุษ เชื่อว่าเป็นเงินที่ผู้ตายนำไปใช้ในโลกหลังความตาย
[2]ธนาคารแห่งฟ้าดิน
[3]วันสารทจีน คือ วันที่ลูกหลานชาวจีนจะเซ่นไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เพื่อแสดงถึงความกตัญญู เชื่อว่าเป็นวันที่ยมบาลจะเปิดประตูนรก ให้ดวงวิญญาณได้กลับมาที่โลกมนุษย์ เพื่อรับผลบุญกุศลที่ลูกหลานและญาติพี่น้องทำไปให้
[4]ดันเจี้ยน คือ พื้นที่ที่ออกแบบมาพิเศษเพื่อทำภารกิจหนึ่ง ๆ
[5]ลี้ เป็นหน่วยวัดของจีนมีความยาวเท่ากับ 500 เมตร
บทที่ 2 นิ้วทองคำเข้าที่
จวงเสี่ยวเตี๋ยงุนงงไปหมด “ทำไมล่ะ”
“ก็เพื่อขอให้การสอบประสบความสำเร็จ การงานก้าวหน้าและมีความมั่งคั่งในอนาคตไง”
“แต่…”
“ไม่ต้องแต่แล้ว ถ้าอยากสอบเข้ามหาลัยชั้นนำได้ ก็ทำตามที่ฉันบอก ไม่ว่าจะยังไงจำเอาไว้ให้ดีว่าต้องใจเย็น รอบคอบและระมัดระวัง อย่าไว้ใจใครง่าย ๆ ทั้งนั้น” ซูชิงยวี๋ตัดสายโทรศัพท์
คำพูดเหล่านี้ทำให้จวงเสี่ยวเตี๋ยเข้าใจว่าซูชิงยวี๋กำลังเตือนเธอเกี่ยวกับเรื่องการสอบ แม้ว่าเธอจะเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่ามีแต่จะต้องขยันอ่านหนังสือเท่านั้นจึงจะทำให้การสอบออกมาได้คะแนนดี แต่คำพูดที่เพื่อนสนิทเพิ่งพูดไปก็ทำให้เธอนึกสงสัยว่า ถ้าวิธีที่ว่าใช้ได้ผลล่ะ?
เชื่อไว้ก่อน ดีกว่าไม่เชื่อเลย
จวงเสี่ยวเตี๋ยตัดสินใจซื้อตำราเรียนเพิ่มเติมหนึ่งชุดเพื่อเผาให้กับตนเอง
ซูชิงยวี๋ไม่สามารถอธิบายได้ว่ากฎแปลก ๆ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทั้งไม่สามารถพูดถึงวิธีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านั้น และยิ่งไม่สามารถบอกให้จวงเสี่ยวเตี๋ยไปเผาเหรียญหมิงได้
เธอทำได้เพียงให้คำเตือนด้วยเจตนาดีเท่านั้น
ส่วนจวงเสี่ยวเตี๋ยจะทำตามที่ตนบอกหรือไม่ ซูชิงยวี๋ก็ไม่สามารถไปบังคับได้
นวนิยายเรื่อง ‘ความสยองกำลังมาเยือน’ ทำได้เพียงแค่ชี้แนะแนวทางว่าก่อนที่โลกแห่งความแปลกประหลาดจะมาถึง ซูชิงยวี๋ควรจะเตรียมตัวอย่างไรเท่านั้น ส่วนหลังจากความแปลกประหลาดเกิดขึ้นแล้ว กฎในแต่ละดันเจี้ยนนั้นล้วนแตกต่างกันออกไป แทบใช้อ้างอิงกันและกันไม่ได้เลย
ระดับความยากของดันเจี้ยนเองก็ไม่เหมือนกัน หลังความแปลกประหลาดมาถึง ความยากจะค่อย ๆ ทวีคูณขึ้น
ทุก ๆ ดันเจี้ยนจำนวนคนเข้าสู่ดันเจี้ยนก็ไม่เท่ากัน โดยพื้นฐานแล้วยิ่งจำกัดจำนวนคนน้อย ดันเจี้ยนก็ยิ่งง่าย
ซูชิงยวี๋เตือนจวงเสี่ยวเตี๋ยว่าอย่าออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอกเรื่อยเปื่อย เพราะในนวนิยาย เรื่อง ‘ความสยองกำลังมาเยือน’ ได้กล่าวถึงไว้ว่า ถ้าหากอยู่ภายในบ้าน จะมีโอกาสถึงหนึ่งในสามที่จะได้เข้าไปในดันเจี้ยนที่เรียกว่า‘บ้านแสนสุข’
‘บ้านแสนสุข’ เป็นดันเจี้ยนสำหรับคนเดียวที่มีความยากต่ำ และมีโอกาสได้รับเครื่องมือแปลก ๆ เป็นของรางวัล
ถือว่าเป็นดันเจี้ยนเริ่มต้นที่คนธรรมดาทั่วไปสามารถเข้าใจกฎเกณฑ์และวิธีการเอาชีวิตรอดในโลกแปลกประหลาดได้ง่าย
แน่นอนว่าราคาที่ต้องจ่ายก็หนักหนาเช่นกัน
หลายต่อหลายคนต้องจ่ายด้วยชีวิต
แต่ถ้าหากออกไปข้างนอก มีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่ดันเจี้ยนที่มีคนจำนวนมาก ดันเจี้ยนที่คนมากความยากจะสูง และยากจะหลีกเลี่ยงการพบปะกับเพื่อนร่วมทีมที่ชอบแสวงหาความตาย
อัตราการเสียชีวิตของการออกไปข้างนอกสูงลิ้วกว่าการอยู่แต่ในบ้านมาก
ซูชิงยวี๋ตั้งนาฬิกาปลุกทิ้งไว้ โดยเสียงเตือนนาฬิกาปลุกจะดังขึ้นในหนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนที่ความแปลกประหลาดจะมาถึง
สภาพจิตใจที่มีความกระปรี้กระเปร่าเต็มเปี่ยมสำคัญมาก
การรักษาสติให้ตื่นตัวสามารถช่วยลดข้อผิดพลาดจากการรับรู้ได้
เธอต้องการนอนหลับอย่างสงบเป็นครั้งสุดท้าย
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น
ซูชิงยวี๋ตื่นขึ้นจากนิทรา เธอยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยก็รู้สึกถึงการมองเห็นที่แจ่มชัดและสมองที่ปลอดโปร่ง
เหลียวมองนาฬิกา ขณะนี้คือเวลาสี่ทุ่มครึ่ง
หลังจากโลกแห่งความแปลกประหลาดมาถึงแล้วเท่านั้น ของเซ่นไหว้จึงจะปรากฏขึ้น
ซูชิงยวี๋ตัดสินใจรอคอยอยู่ในห้อง เสี่ยงโชคกับโอกาสหนึ่งในสามส่วนนั้น
เวลาเที่ยงคืนมาถึงแล้ว
ด้านนอกหน้าต่างมืดมิดไร้แสงจันทร์
ทั่วทั้งร่างของซูชิงยวี๋ถูกโอบล้อมด้วยกลิ่นหอมไม้จันทน์จาง ๆ
กลุ่มควันสีขาวกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ การ์ดขนาดเล็กจำนวนมากล่องลอยอยู่ท่ามกลางควันสีขาว กลิ่นอายเย็นยะเยือกแผ่กระจายออกมา
ซูชิงยวี๋ยกมือขึ้น การ์ดเล็ก ๆ ในกลุ่มควันสีขาวต่างโบยบินมาที่ฝ่ามือของเธอทีละใบ ๆ
บัตรกองหนึ่งร่วงหล่นลงบนมือของซูชิงยวี๋
นั่นคือบัตรธนาคารเทียนตี้ และการ์ดบรรณาการอีกหลายร้อยใบ
บัตรธนาคารเทียนตี้และดวงชะตาเกิดของซูชิงยวี๋ถูกผูกเข้าด้วยกัน เพียงแค่ใช้ปลายนิ้วสัมผัส ยอดคงเหลือในบัญชีของซูชิงยวี๋ก็จะปรากฏขึ้นในหัวของเธอ
เธอยกมือขึ้นลูบไปที่บัตร
ยอดคงเหลือปัจจุบันคือ 999999999999……
ซูชิงยวี๋จูบบัตรธนาคารเทียนตี้อย่างตื่นเต้นในทันที ความรู้สึกของการมีเงินช่างดีเสียจริง
ส่วนพวกการ์ดบรรณาการนั้นแบ่งออกเป็นหลากหลายสี ซึ่งตอนนี้ซูชิงยวี๋ยังไม่รู้ว่าสีเหล่านี้หมายความถึงอะไร
เธอเห็นภาพด้านบนบัตร มันคือของเซ่นไหว้ที่เธอได้เผาเมื่อสองวันก่อน
ตุ๊กตากระดาษที่เผาไปเมื่อวันก่อนนั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นคนหนุ่มสาวสวมใส่ชุดโบราณอยู่ภายในการ์ด รูปลักษณ์ของพวกเขาดูสมจริงขึ้น รายละเอียดของวัสดุเสื้อผ้าก็มีความวิจิตรมากขึ้น ราวกับว่าเป็นคนจริง ๆ
เหมือนเปลี่ยนจากภาพเชิงนามธรรมกลายเป็นภาพเสมือนจริง
ด้านล่างสุดของการ์ดมีข้อความเล็ก ๆ บรรทัดหนึ่งระบุไว้ว่า สามารถใช้งานได้โดยการใช้เลือดหนึ่งหยดหรือจ่ายด้วยสิบเหรียญหมิง
เลือดหนึ่งหยดอาจฟังดูไม่มาก แต่ถ้าต้องทำร้ายร่างกายตนเอง ซูชิงยวี๋ขอผ่านอย่างเด็ดขาด!
ส่วนเงินสิบเหรียญหมิงนั่น…
ของเซ่นไหว้ตนเองที่เผาให้กับตนเองแล้ว ปรากฏว่ากลับยังต้องจ่ายเงินถึงจะสามารถใช้งานได้
ซูชิงยวี๋กัดฟันกรอด ความรู้สึกนี้มันเหมือนกับตนควักเงินจ่ายซื้อบ้านเต็มจำนวนแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ย้ายเข้าไปอยู่ก็ต้องจ่ายค่าส่วนกลาง
โชคดีที่ก่อนหน้าเธอเตรียมเหรียญหมิงไว้มากพอ ไม่เช่นนั้นคงได้แค่มองแต่กลับใช้การไม่ได้ ช่างหลอกลวงเกิน
ซูชิงยวี๋ถือบัตรธนาคารเทียนตี้ ในใจนึกถึงเงินสิบเหรียญหมิง เงินสิบเหรียญหมิงก็ปรากฏขึ้นในมือของเธอ
การ์ดบรรณาการที่มีภาพวาดผู้หญิงโบราณอยู่บนนั้นหนึ่งใบถูกโยนออกไป พร้อม ๆ กับเงินสิบเหรียญหมิง
พลันบังเกิดควันสีขาว แล้วหญิงสาวรูปร่างหน้าตาสะสวยผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าซูชิงยวี๋
หญิงสาวคนนั้นมัดผมทรงมวยคู่ ปอยผมสีดำสองเส้นยาวระหน้าอก ใบหน้ารูปไข่ ดวงตาว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา
ช่างน่าสะพรึงกลัวจนทั่วทั้งร่างกายขนลุกเกรียว
เธอเองก็คือพวกแปลก!
ซู่ชิงยวี๋สอบถาม “ความสามารถของคุณคืออะไร”
หญิงสาววัยรุ่นคนนั้นเปิดปากพูดด้วยสีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ “นามของข้าคือซวงสี่ ก่อนตายเป็นสาวใช้ในตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวย ท่านเป็นนายท่านของข้า ข้าจะไม่มีทางทำร้ายนายท่าน ท่านสามารถเชื่อถือคำพูดของข้าได้ แต่ข้าไม่อาจรับประกันได้ว่าความคิดของข้านั้นถูกต้อง”
“คุณปกป้องฉันได้ไหม”
ซวงสี่ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น “ข้าจะทำสุดความสามารถของข้า ทว่าภายใต้อาณาเขตของแปลกตนอื่น ๆ ตัวข้าจะอ่อนแอ”
ซูชิงยวี๋ถามต่อ “แล้วคุณทำร้ายมนุษย์คนอื่นที่ยังมีชีวิตได้ไหม”
ซวงสี่ตอบโดยไม่ลังเล “ข้าดำเนินการตามความต้องการของนายท่านได้”
นี่หมายความว่าหากซูชิงยวี๋ขอให้เธอไปจัดการกับมนุษย์คนอื่นที่ยังมีชีวิต เธอก็จะลงมือทำตาม
‘แปลก’ ยังจำแนกแข็งแกร่งและอ่อนแอ พวกเขามีความคิดและวิจารณญาณที่เป็นอิสระ และพวกเขาก็ยังมีกฎเกณฑ์เฉพาะของตนเองที่ต้องปฏิบัติตาม
โดยหลักการแล้ว แปลกกับแปลกแต่ละตนจะไม่ทำอันตรายกันและกัน
แปลกเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ยกเว้นเสียแต่กรณีที่ได้ทำพันธสัญญากับมนุษย์ หรือว่าเป็นบริวารของมนุษย์แล้วเท่านั้น
ซูชิงยวี๋เงียบไปครู่หนึ่ง
บางที เธออาจสามารถอาศัยแปลกตนตรงหน้าที่ไร้เจตนาอันตรายต่อเธอมาใช้คลายความสงสัยว่าเหล่าแปลกนั้นแท้จริงคืออะไรได้
“แปลกมีความรู้สึกไหม”
“…” ซวงสี่ไม่ตอบในทันที เธอเอียงคอแล้วเอียงคออีก “อาจจะไม่มี”
เธอใช้คำว่าอาจจะ
นับเป็นคำตอบที่ไม่ชัดเจน
ซูชิงยวี๋แสดงการ์ดบรรณาการในมือของตนเองให้เธอดู “ถ้าอย่างนั้น คุณรู้ไหมบัตรพวกนี้มีประโยชน์ใช้งานแตกต่างกันยังไง”
แม้ดวงตาของซวงสี่จะว่างเปล่า แต่เมื่อเห็นการ์ดบรรณาการมากมายในมือของซูชิงยวี๋ ดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้นก็พลันเบิกกว้างเล็กน้อย
ยังจะพูดว่าแปลกไร้ความรู้สึกอีก
ปฏิกิริยาของซวงสี่เมื่อครู่ เห็นได้ชัดเจนว่าคืออาการตกตะลึง
“ข้าไม่แน่ใจถึงประโยชน์ของพวกมัน” ซวงสี่รู้เพียงว่า ผู้ที่ควบคุมเหล่าแปลกมากมายเพียงนี้ได้ จะต้องเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งเอามาก ๆ
ซวงสี่กล่าวว่า “ความทรงจำของข้าถูกจำกัดอยู่แค่ตัวข้าเอง ข้าเพิ่งตื่นขึ้น จึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับแปลกตนอื่น ๆ ก่อนหน้านี้เลย”
การ์ดบรรณาการพวกนี้เป็นของซูชิงยวี๋ เพราะว่าซูชิงยวี๋ไม่สามารถแยกแยะประโยชน์ใช้สอยของสิ่งของทั้งหมดได้ และด้วยเวลาแสนกระชั้นชิด เธอจึงต้องเผาของเซ่นไหว้เป็นกอง ๆ ในคราวเดียว
ตอนนี้วิธีการใช้งานของเซ่นไหว้ก็ต้องพึ่งซูชิงยวี๋ไปลองทดสอบเอาด้วยตนเอง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน
‘ของบรรณาการภักดีต่อผู้เป็นเจ้าของ’
ดังนั้นสาวใช้ชื่อซวงสี่ที่อยู่ตรงหน้าจะไม่มีทางพูดโกหกเธอ
ซูชิงยวี๋ถามอีกครั้ง “กฎของคุณคืออะไร”
“กฎของข้าจะมีผลก็ต่อเมื่อหลังการ์ดบรรณาการถูกทำลาย”
ซูชิงยวี๋พยักหน้า
สถานะของซวงสี่ในตอนนี้ก็เหมือนกับพวกแปลกที่ถูกทำให้เชื่องแล้ว
สุนัขที่สวมปลอกคอเอาไว้ย่อมไม่ทำร้ายผู้เป็นเจ้าของ
การ์ดบรรณาการสามารถปรากฏและหายไปได้ด้วยความคิด
ซูชิงยวี๋เก็บบัตรสิ่งของอื่น ๆ ออกไปก่อน
ระหว่างที่พวกเธอกำลังพูดคุยกัน ห้องก็เกิดความเปลี่ยนแปลงในทันทีทันใด
ศีรษะของซวงสี่หมุน 180 องศาแล้วหมุนกลับมาอีกครั้ง
มันฉีกยิ้ม “นายท่าน พวกเราก้าวเข้าสู่ดันเจี้ยนแล้ว”
ความแปลกมาถึงแล้ว!
เปิดดันเจี้ยน ‘บ้านแสนสุข’
จำนวนผู้ทดสอบ: 1 คน
ความยาก: ⭐