“กลัวตายแต่ทำอะไรไม่ได้” ชีวิตแอร์ไทยในตะวันออกกลาง เมื่อน่านฟ้าปิดและต้องติดในความขัดแย้ง
“เราเห็นและได้ยินเสียงระเบิดต่อเนื่อง เรารู้สึกได้ว่ากระจกสั่น ห้องสั่น ตึกสั่น และเห็นควันทั่วท้องฟ้า”
การเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่จากอิสราเอลและสหรัฐฯ ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้น ซึ่งผลกระทบของสงครามไม่ได้จำกัดอยู่แค่อิหร่านหรืออิสราเอลเท่านั้น หากลุกลามสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย เช่น บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์
สงครามไม่เคยเป็นผลดีต่อประชาชนคนธรรมดา คนจำนวนมากได้รับผลกระทบทั้งที่ไม่เคยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจโจมตี‘คนไทย’ ที่ทำงานและอาศัยในพื้นที่ความขัดแย้งก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะลูกเรือสายการบินที่ประจำในพื้นที่เหล่านั้น
สืบเนื่องจากน่านฟ้าปิดกะทันหัน อย่างที่รู้กันดีว่าทั้ง โดฮา และ ดูไบ ถือศูนย์กลางการบินสำคัญ การระงับเที่ยวบินเข้า-ออกทั้งหมด ส่งผลให้จุดเชื่อมต่อของโลกคล้ายถูกแช่แข็ง ลูกเรือชาวไทยจำนวนหนึ่งจึงติดอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง บ้างต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอน บ้างต้องติดอยู่ในห้องท่ามกลางความขัดแย้ง และบ้างต้องอยู่กับเสียงดังคล้ายจรวดที่บินเหนือหัวไม่ขาดสาย
สิ่งที่พวกเขาทำได้คือเก็บตัวอยู่ในห้องพัก ภาวนาให้ตัวเองปลอดภัย และข่มตานอนเพื่อผ่านค่ำคืนแรกของความขัดแย้งให้ได้
สำนักข่าว TODAY ชวนฟังเสียงลูกเรือชาวไทยในกาตาร์ ว่าใช้ชีวิตอย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
อยากกลับบ้าน — เอ็ม ลูกเรือสายการบิน Qatar Airways
“เราเห็นและได้ยินเสียงระเบิดต่อเนื่อง เรารู้สึกได้ว่ากระจกสั่น ห้องสั่น ตึกสั่น และเห็นควันทั่วท้องฟ้า” เอ็ม (นามสมมติ) บอกกับเรากลางดึกวานนี้ (28 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งขณะนั้นเป็นเช้าวันใหม่ของไทย
เธอเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทย จากสายการบิน Qatar Airways ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่โดฮา ประเทศกาตาร์
แม้อิหร่านจะเป็นพื้นที่ความขัดแย้งหลัก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อกาตาร์เช่นกัน เพราะไม่กี่ชั่วโมงหลังสงครามเริ่มต้นขึ้น ผู้คนในกาตาร์ก็เริ่มได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิด ตลอดจนปรากฏภาพซากมิสไซล์ร่วงจากฟ้าสู่พื้นจนประชาชนต้องวิ่งหนีกลางถนนในโดฮา
สำนักข่าว Aljazeera รายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 คนในกาตาร์ หลังอิหร่านยิงมิสไซล์ระลอกใหญ่จนสะเก็ดมิสไซล์ตกในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งกาตาร์อ้างว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศสกัดกั้นไว้ได้ ทั้งนี้ มีแถลงด้วยว่ากาตาร์ถูกยิงมิสไซล์ใส่ทั้งสิ้น 66 ลูก และได้รับรายงานว่ามีสะเก็ดมิสไซล์ตกทั่วประเทศ 114 ครั้ง
นอกจากนี้ ทางการกาตาร์ยังแจ้งเตือนขอให้ประชาชนอยู่ห่างจากพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางทหาร และให้หลบอยู่ภายในอาคาร พร้อมห้ามไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้หรือสัมผัสซากวัตถุที่ไม่ทราบที่มา
“รอบนี้หนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เราได้ยินเสียงมิสไซล์ตั้งแต่เที่ยงวันจนกลางคืน สถานการณ์ดูตึงเครียดมาก เราทำได้แค่รอและทำตามคำแนะนำของรัฐบาลกาตาร์กับสายการบิน ที่บอกให้อยู่แต่ในบ้านและติดตามข่าว” เอ็มระบุ
ในฐานะแอร์โฮสเตสที่ติดอยู่โดฮา เธอเล่าว่า ตัวเองยังพอมีโชคอยู่บ้าง เนื่องจากเธอมีไฟลต์ในตอนเย็นของวันเกิดเหตุ แต่สถานการณ์ตึงเครียดตั้งแต่ช่วงกลางวัน จนสายการบินยกเลิกไฟลต์ทั้งหมดก่อนที่เธอจะออกไปบิน
ทว่า ลูกเรือคนอื่นอาจไม่โชคดีเช่นนั้น ก่อนสายการบินจะประกาศยกเลิกไฟลต์ ลูกเรือหลายคนกำลังทำงานบนเครื่อง บางคนกำลังจะออกไปทำงาน ทำต้องติดอยู่บนเครื่องบิน หรือต้องเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน ยังไม่รวมว่ามีลูกเรือและผู้โดยสารอีกจำนวนมากตกค้างอยู่ที่สนามบิน เพราะสถานการณ์ไม่ปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม เอ็มเล่าว่าตนเองรับมือได้และมีสติ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยประสบเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคมาก่อน ขณะที่ทางการกาตาร์ก็คอยส่งข้อความแจ้งเตือน และอัปเดตสถานการณ์อยู่เป็นระยะๆ เช่นเดียวกับกลุ่มคนไทยในโดฮาที่ก็คอยอัปเดตสถานการณ์กันเรื่อยๆ
“แต่ถ้าให้พูดถึงความรู้สึกคนไทยที่อยู่ไกลบ้าน และต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ เรากลัวนะ มันเลี่ยงความเครียด ความกดดัน และความกลัวไม่ได้ เราทำได้แค่เตรียมพร้อมและอัปเดตสถานการณ์ให้ครอบครัวและเพื่อนรับรู้ ให้พวกเขาเป็นห่วงน้อยลง”
“ใจจริงคืออยากกลับบ้านมากๆ ลูกเรือคนอื่นก็คงคิดเหมือนกัน ภาวนาให้สถานการณ์ไม่หนักไปกว่านี้ ขอให้เราและทุกคนปลอดภัย” เอ็มบอกกับเรา
เมื่อถามว่าต้องการให้สายการบินช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างไร เอ็มตอบว่า ตนเข้าใจสายการบิน และพยายามมองอย่างเป็นกลาง เข้าใจว่าสายการบินเป็นธุรกิจที่ต้องเน้นความปลอดภัยของผู้โดยสาร และต้องการให้สถานการณ์กลับมาปกติเร็วที่สุด
แต่การที่ลูกเรือจะทำงานต่อก็ต้องเตรียมความพร้อม ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะหน้าที่ลูกเรือเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้โดยสารโดยตรง ซึ่งหากลูกเรือจะต้องบินท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลายย่อมไม่ใช่เรื่องดี
“คงไม่มีกะจิตกะใจจะนอนหลับลง ซึ่งความกังวล ความเครียด และการพักผ่อนไม่เพียงพอของมันกระทบกับการทำงานแน่ๆ”
เมื่อถามว่าหากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะทำอย่างไร เอ็มตอบติดตลกว่า คงสวดมนต์ ก่อนจะเล่าว่าคงแพ็กกระเป๋าฉุกเฉินไปอยู่กับเพื่อนในโดฮา เพราะหากสถานการณ์ฉุกเฉินจริงก็คงออกจากประเทศทันทีไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อน่านฟ้าปิด
“นี่คือปัญหาของคนตัวใหญ่ที่คนตัวเล็กต้องรับกรรม ประชาชนบริสุทธิ์ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย” เอ็มทิ้งท้าย
กลัวตายแต่ทำอะไรไม่ได้ — เอ ลูกเรือสายการบิน Qatar Airways
“กลัวตายนะ แต่ทำอะไรไม่ได้ ปลงแล้ว เอาตัวเองให้รอดก็พอ” คือสิ่งที่บี (นามสมมติ) บอกกับเรา เขาอาศัยอยู่โดฮาเช่นกัน และก็เป็นลูกเรือจากสายการบิน Qatar Airways ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
บีเล่าว่า ตนเองได้ยินเสียงคล้ายระเบิดดังเป็นพักๆ ตั้งแต่ช่วงกลางวันของวันเกิดเหตุ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้เขาติดอยู่ในห้องพักที่กาตาร์ และยังออกนอกประเทศไม่ได้
“เราเจอสถานการณ์แบบนี้มาสามรอบแต่ตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่อยากจะพูดว่าชิน แต่ก็ชิน”
อย่างไรก็ดี เนื่องจากเคยมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นมาก่อน บีจึงเตรียมอาหารและกระเป๋าฉุกเฉินติดห้องไว้อยู่เสมอ เป็นกระเป๋าที่แพ็กไว้ตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุเมื่อปี 2568
บีเล่าด้วยว่า ตอนนี้ไฟลต์บินทั้งหมดถูกยกเลิกแล้ว ทั้งนี้ เมื่อถามว่าสายการบินมีนโยบายช่วยเหลือเพิ่มเติมเกี่ยวกับสงครามนี้หรือไม่ บรตอบเพียงว่า “อาจจะยัง” และเข้าใจว่าน่าจะไม่มี ‘ค่าเสี่ยงภัย’ เพิ่มเมื่อต้องปฏิบัติงานในภาวะเช่นนี้
หากเหตุการณ์รุนแรงขึ้นจริง บีเห็นตรงกับเอ็มว่าคงจะกลับไทยยากมาก เพราะสนามบินและน่านฟ้าปิด ทั้งนี้ รัฐบาลกาตาร์ประกาศขอความร่วมมือให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน แต่ก็ไม่ได้ห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด สามารถออกไปซื้อของใช้จำเป็นที่ซูเปอร์มาเก็ตได้ ทว่า บีตัดสินใจไม่ออกจากห้อง และอยู่ด้วยเสบียงที่เตรียมไว้ แต่ถ้าน้ำและอาหารหมดจริงๆ ก็คงต้องออกไปอย่างไม่มีทางเลือก
“เราควรต้องมาเจออะไรแบบนี้เหรอ ชีวิตก็ยืนยาวอยู่ดีๆ เราแค่มาทำงานเพื่อหาเงินเท่านั้นเอง” บีเล่าทิ้งท้าย และภายหลังจบบทสนทนาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เขาติดต่อมาว่าได้ยินเสียงคล้ายระเบิดอีกครั้งในยามค่ำคืน