‘สีหศักดิ์’ ประชุมทีมทูตไทยในตะวันออกกลางหาแนวทางช่วยเหลือคนไทย ชี้ คนไทยยังปลอดภัย
เมื่อวันที่ 1 มี.ค. เวลา 16.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ร่วมผู้บริหารกระทรวงฯ และสถานเอกอัครราชทูตไทย และสถานกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำการในประเทศภูมิภาคตะวันออกกลาง เกี่ยวกับสถานการณ์และการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง
โดยนายสีหศักดิ์ กล่าวในที่ประชุมว่า สถานการณ์ดังกล่าวน่าจะไม่ยุติลงง่าย ๆ ขณะนี้ก็บานปลายออกไปสู่ประเทศอื่น ๆ วันนี้เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ตนอยากคุยเรื่องสถานการณ์ และการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างไร ซึ่งดูเหมือนว่าเป้าหมายของสหรัฐฯ มากกว่าทรัพยากร
ต่อมา เวลา 19.55 น. นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการประชุม ว่า เหตุการณ์ปะทะรุนแรงเริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 28 ก.พ. โดยอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในกรุงเตหะราน และหลายเมืองของอิหร่าน ตามด้วยการโจมตีทางทหารของสหรัฐอเมริกา ในวันเดียวกันอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธตอบโต้โจมตีฐานทัพเรือ และฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ในประเทศบาห์เรน คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซาอุดีอาระเบีย และบางส่วนของอิรัก
นอกจากนี้ ในช่วงเช้าวันที่ 1 มี.ค. สำนักข่าว Tasnim ซึ่งเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน ได้ยืนยันข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของผู้นำสูงสุดอิหร่าน จากการถูกโจมตี ณ ที่พำนักและที่ทำงานเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา สถานการณ์โดยรวมในขณะนี้ยังคงมีการสู้รบต่อเนื่องและมีความอ่อนไหวสูงมาก
นายปาณิดล กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ 3 ประการ ได้แก่ 1. ไทยได้ติดตามสถานการณ์ด้วยความห่วงกังวลอย่างยิ่ง 2. ไทยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และ 3. เรียกร้องให้ มีการเร่งรัดแก้ไขสถานการณ์ด้วยการเจรจาและการทูต
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า ทางการไทยได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. และตั้งศูนย์ประสานงาน 24 ชั่วโมงของกรมการกงสุล พร้อมออกประกาศเตือนให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางหากไม่มีความจำเป็น
นอกจากนี้ ปัจจุบันมีคนไทยในตะวันออกกลางรวมทั้งสิ้น 110,000 คนโดยประมาณ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานคนไทย ในภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบที่รุนแรง และทุกคนยังปลอดภัยดี
โดยสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาคได้มีการประกาศแจ้งเตือนคนไทยให้ติดตามข่าวสารและประกาศจากทางรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ตลอดถึงคำแนะนำให้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเร่งเดินทางออกจากพื้นที่
ซึ่งมีการเตรียมความพร้อมรายประเทศ ดังนี้ อิหร่าน (มีคนไทย 250 คน) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้พื้นที่เป้าหมายการโจมตี ได้เปิดศูนย์อำนวยการตลอด 24 ชั่วโมง ขณะนี้กำลังเร่งวางแผนอพยพ ล่าสุดมีคนไทยทั้งนักศึกษาและแรงงาน แจ้งความประสงค์เดินทางกลับไทยแล้ว 29 คน
ประเทศอิสราเอล (มีคนไทยประมาณ 65,000 คน) ส่วนใหญ่เป็นแรงงานภาคเกษตร สถานเอกอัครราชทูตฯ เปิดสายด่วน 4 คู่สายตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันมีผู้แจ้งความประสงค์กลับไทยไม่เกิน 20 คน โดยสายการบินยังคงเปิดให้บริการตามปกติ และมีการเตรียมเส้นทางอพยพทางบกไปยังประเทศข้างเคียงไว้แล้ว
ส่วนประเทศอื่นๆที่ได้รับผลกระทบ อาทิ UAE, โอมาน, บาห์เรน, กาตาร์, คูเวต และจอร์แดน ทางสถานทูต และสถานกงสุลใหญ่ กำลังเร่งสำรวจเส้นทางอพยพ และประสานงานกับสายการบินรวมถึงประเทศเจ้าบ้าน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
ทั้งนี้นายปาณิดล กล่าวว่า นอกจากนี้ ในวันที่ 2 มี.ค. นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมด่วนร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินผลกระทบต่อประเทศไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ พลังงาน ความมั่นคงในภูมิภาค และพิจารณาแผนการอพยพคนไทยโดยคำนึงถึงอุปสรรคสำคัญคือการปิดน่านฟ้าในหลายประเทศ