โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่าการกลั่น พุ่ง 3 เท่า! โรงกลั่นแจงไม่ใช่กำไรล้วน รัฐฯ เตรียมถกด่วน โบรกฯ แนะตั้งรับรอความชัดเจน

Thairath Money

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 09.14 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 08.13 น.
ภาพไฮไลต์

“ค่าการกลั่นน้ำมัน” กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังตัวเลขเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จนเกิดคำถามตามมาว่า โรงกลั่นกำลังทำกำไรสูงผิดปกติ หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียงตัวเลขที่สะท้อนกลไกตลาดพลังงานโลกเท่านั้น

ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการโรงกลั่นออกมาชี้แจงว่าค่าการกลั่นที่เห็นนั้น ยังไม่ได้สะท้อนต้นทุนสำคัญหลายรายการ ทั้งค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ที่ปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นหลายบาทต่อลิตรเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน เตรียมเรียกผู้ประกอบการโรงกลั่นเข้าหารือเพื่อชี้แจงสาเหตุของการปรับขึ้นค่าการกลั่น และประเมินผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศ หากต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

ขณะที่นักวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี มองว่า ประเด็นดังกล่าวอาจสร้าง Sentiment เชิงลบต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในระยะสั้น ส่งผลให้กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ควร “ตั้งรับ” เพื่อรอความชัดเจนของนโยบายต่อไป

ผ่าความจริง ค่าการกลั่นเพิ่ม 3 เท่า ≠ กำไรโรงกลั่น

กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ) ชี้แจงประเด็น "ค่าการกลั่นสูง" เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลไกราคาและต้นทุนที่แท้จริงของอุตสาหกรรมโรงกลั่นว่า

ค่าการกลั่นที่ปรากฏในข่าว (ที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาทต่อลิตร เป็นประมาณ 6 บาทต่อลิตร) เป็นเพียงดัชนีส่วนต่างราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งยังไม่ได้หักต้นทุนสำคัญที่โรงกลั่นต้องแบกรับ

ประกอบด้วย ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium), ค่าขนส่งทางเรือ (Freight) และค่าประกันภัย ซึ่งปัจจุบันต้นทุนเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 3-6 บาทต่อลิตร

นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ กำไร/ขาดทุน จากสต็อกน้ำมัน และ กำไร/ขาดทุน การบริหารความเสี่ยงด้านราคา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ค่าการกลั่นไม่ได้สะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง

ขณะเดียวกัน ระบบการค้าขายน้ำมันของประเทศไทยอิงราคาตลาดโลก โรงกลั่นไม่สามารถกำหนดราคาน้ำมันดิบหรือราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปเองได้ โดยต้องอิงราคาตลาดทั้งสองด้าน จึงมีความผันผวนตามสถานการณ์ ตลาดพลังงานโลก

ในทางปฏิบัติ โรงกลั่นจำเป็นต้องจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน เพื่อให้การผลิตต่อเนื่อง จึงต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากในวันที่ซื้อน้ำมันดิบ ยังไม่สามารถทราบได้ว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่จะขายในอนาคตจะเป็นเท่าใด

จะเห็นได้ว่า ค่าการกลั่นมีความผันผวนตามวัฏจักรตลาด ในบางช่วงเวลาที่ค่าการกลั่นอาจปรับตัวลดลงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก หรือ บางช่วงอาจต่ำจนไม่ครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นยังคงต้องแบกรับภาระและเดินเครื่องผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานและไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนพลังงานภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพของประเทศ

ส่วนประเด็นเรื่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ โดยใช้กลไกชดเชยราคาผ่านผู้ค้าน้ำมัน เพื่อนำไปดูแลราคาขายปลีกให้กับผู้บริโภค จึงไม่ใช่การอุดหนุนผู้ประกอบการโรงกลั่นตามที่บางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน

แหล่งข่าวในวงการนักวิเคราะห์เปิดเผยกับ "Thairath Money" ว่า "ค่าการกลั่น" คือส่วนต่างจากการแปลงน้ำมันดิบเป็นน้ำมันสำเร็จรูป จะต้องอิงตามราคาตลาดโลก ในส่วนของประเทศไทย ค่าการกลั่นจะอ้างอิงจากสิงคโปร์

ทั้งนี้ แม้ค่าการกลั่นจะสะท้อนให้ “รายได้” ของโรงกลั่นเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่า กำไรจะเพิ่มขึ้นทุกกรณี เพราะในภาวะสงครามต้นทุนการกลั่นยังปรับตัวเพิ่มขึ้น อาจทำให้กำไรไม่ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก รวมถึง อัตรากำไรยังขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ที่กลั่นออกมาได้

สำหรับโครงสร้างราคาน้ำมันก่อนถึงมือผู้บริโภคนั้น จะถูกไล่เรียงตามลำดับคือ: ราคาน้ำมันดิบ > บวกค่าการกลั่น > กลายเป็นราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น > บวกภาษี + กองทุนน้ำมันฯ + VAT + ค่าการตลาด > จึงออกมาเป็นราคาหน้าปั๊มน้ำมัน

โดยปกติแล้ว เมื่อต้นทุนหน้าโรงกลั่นสูงขึ้น รัฐบาลจะใช้ "กองทุนน้ำมันฯ" เป็นด่านแรกในการรับภาระจ่ายชดเชยเพื่อพยุงราคา หากกองทุนฯ รับไม่ไหวจึงจะขยับไปใช้วิธีลดภาษีฯ หรือค่าการตลาดแทน ขณะหากต้องปรับโครงสร้าง “ค่าการกลั่น” โดยตรงต้องมีการออกกฎหมายใหม่อีกที

สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือข้อสงสัยของประชาชนว่า ในช่วงที่สงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น ธุรกิจพลังงานได้รับ "กำไรส่วนเกิน" เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ซึ่งคงต้องรอการชี้แจงจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยว่าจะมีการเปิดเผยโครงสร้างกำไร หรืออธิบายรายละเอียดให้เกิดความชัดเจนต่อสังคมได้อย่างไรบ้าง

รัฐบาลจ่อถกกลุ่มโรงกลั่น โบรกฯ แนะ “ตั้งรับ” รอความชัดเจน

อย่างไรก็ดี กระทรวงพลังงานเตรียมเชิญผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันเข้าหารือ เพื่อชี้แจงปัจจัยที่ทำให้ค่าการกลั่นปรับขึ้นแรงภายในระยะเวลาไม่นาน สวนทางกับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ไม่ได้ปรับตัวขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

เพื่อประเมินผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ รวมถึงพิจารณามาตรการที่อาจช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน หากต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และกำหนดแนวทางดำเนินนโยบายในระยะต่อไป

ขณะเดียวกันประเด็นดังกล่าวเริ่มถูกจับตาจากนักลงทุน เนื่องจากหากภาครัฐมีมาตรการเข้ามาดูแลโครงสร้างราคาพลังงาน อาจส่งผลต่อแนวโน้มกำไรของกลุ่มโรงกลั่นในตลาดหุ้นไทย

ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี ระบุว่า ในมุมมองของตลาดทุน ประเด็นดังกล่าวอาจสร้าง Sentiment เชิงลบในระยะสั้นต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่น

เนื่องจากนักลงทุนอาจให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงที่ภาครัฐอาจขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้เข้ามามีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าพลังงานของประชาชนในบางรูปแบบ ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยมองว่ากลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้นควรเน้นตั้งรับในหุ้นกลุ่มโรงกลั่น โดยแนะนำหุ้น BCP

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค่าการกลั่น พุ่ง 3 เท่า! โรงกลั่นแจงไม่ใช่กำไรล้วน รัฐฯ เตรียมถกด่วน โบรกฯ แนะตั้งรับรอความชัดเจน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...