ประเด็นข่าวรอบโลก : ผู้นำสูงสุดอิหร่านขู่เปิดแนวรบเพิ่ม-ปิดฮอร์มุซ / "ทรัมป์" ชี้ราคาน้ำมันสูงทำสหรัฐฯรวยขึ้น
">
ตลาดการเงินโลกจับตาสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียเปิดการซื้อขายปรับตัวลดลงในวันนี้ (13 มี.ค.) ท่ามกลางความกังวลรอบใหม่ว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในภูมิภาคดังกล่าวอาจทำให้ปริมาณพลังงานในตลาดโลกตึงตัวมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะเผชิญภาวะถดถอย
สถานการณ์ดังกล่าวทวีความตึงเครียด หลังโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน กล่าวในการปราศรัยช่วงค่ำวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) ว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก ควรถูกปิดต่อไป และอิหร่านอาจเปิดแนวรบด้านอื่นเพิ่มเติม หากความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ในตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปีในการซื้อขายวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) หลังมีรายงานว่าอิหร่านยกระดับการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลาง ขณะที่คาเมเนอียืนยันอย่างแข็งกร้าวว่าจะเดินหน้าปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 8.48 ดอลลาร์ หรือ 9.72% ปิดที่ระดับ 95.73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 8.48 ดอลลาร์ หรือ 9.22% ปิดที่ระดับ 100.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่สร้างความวิตกให้กับตลาดการเงินทั่วโลก เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวานนี้ (12 มี.ค.) ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะสร้างรายได้จำนวนมากให้กับสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯ คือการป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ทรัมป์ระบุว่า “สหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้น เราก็จะทำเงินได้อย่างมหาศาล” อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าประเด็นที่มีความสำคัญมากกว่าสำหรับเขาในฐานะประธานาธิบดี คือการหยุดยั้งไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเขามองว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อภูมิภาคตะวันออกกลางและต่อโลก
ด้านคาเมเนอียังกล่าวเพิ่มเติมว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซควรถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกดดันฝ่ายศัตรู พร้อมทั้งระบุว่า ฐานทัพของสหรัฐฯ ทั้งหมดในตะวันออกกลางควรถูกปิดทันที เนื่องจากฐานทัพเหล่านี้อาจกลายเป็นเป้าหมายการโจมตี หากยังคงดำเนินการอยู่
“เราเชื่อในมิตรภาพกับประเทศเพื่อนบ้าน และเรามุ่งเป้าโจมตีเฉพาะฐานทัพเท่านั้น” คาเมเนอีกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนชาวอิหร่านแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาค
ขณะที่คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังไม่พร้อมที่จะดำเนินภารกิจคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้ โดยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ว่า “เรื่องนี้จะเกิดขึ้นในไม่ช้า แต่ในตอนนี้เรายังไม่สามารถทำได้ เพราะยังไม่พร้อม”
ไรท์ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ กำลังมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรทางทหารในการทำลายขีดความสามารถด้านการโจมตีของอิหร่าน รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตที่สนับสนุนศักยภาพดังกล่าว
ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ มีกำหนดพบหารือกับเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 15-16 มีนาคม เพื่อสานต่อการเจรจาทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ก่อนการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งในช่วงปลายเดือนนี้
เบสเซนต์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า เขาจะพบกับรองนายกรัฐมนตรีเหอ หลี่เฟิง อีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อเดินหน้าการเจรจาทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และจีน
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังประกาศมาตรการคว่ำบาตรบริษัท 2 แห่ง และบุคคลอีก 6 ราย หลังพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายที่ใช้แรงงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในต่างประเทศเพื่อระดมเงินส่งให้เกาหลีเหนือ โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า เครือข่ายดังกล่าวดำเนินการภายใต้การกำกับของรัฐบาลเกาหลีเหนือ และใช้วิธีหลอกลวงบริษัทในสหรัฐฯ อย่างเป็นระบบ เพื่อหารายได้ไปสนับสนุนโครงการพัฒนาอาวุธของประเทศ
รายงานระบุว่า ในปี 2567 เครือข่ายดังกล่าวสามารถสร้างรายได้เกือบ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ยังพบว่าแรงงานที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือได้แอบติดตั้งมัลแวร์ในเครือข่ายของบริษัทต่าง ๆ เพื่อขโมยข้อมูลลับทางธุรกิจ
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ตลาดทั่วโลกจับตาในวันนี้ (13 มี.ค.) ได้แก่ สิงคโปร์เปิดเผยอัตราการว่างงานไตรมาส 4 ปี 2568 ขณะที่อังกฤษจะรายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เดือนมกราคม รวมถึงดุลการค้าเดือนเดียวกัน ส่วนฝรั่งเศสจะเปิดเผยอัตราเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์
ด้านสหรัฐฯ มีกำหนดเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการ อาทิ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนมกราคม ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งเป็นประมาณการครั้งที่สอง ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนมกราคม ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือนมกราคม รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมีนาคมจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน
#ข่าวต่างประเทศ #อิหร่าน #ตะวันออกกลาง #ช่องแคบฮอร์มุซ #ราคาน้ำมัน #น้ำมันโลก #WTI #น้ำมันเบรนท์ #ทรัมป์ #สหรัฐอเมริกา #เศรษฐกิจโลก #ตลาดการเงินโลก #หุ้นเอเชีย #เงินเฟ้อ #ข่าวเศรษฐกิจโลก