โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

SAPPE ล็อกเป้าโต 15% บุกตลาดโลกเต็มสูบ

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 13.45 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 06.45 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น - SAPPE ปักธงปี 69 รายได้โต 15% ชูโมเดล "Glocalization" บุกอีคอมเมิร์ซโลก พร้อมงัดแผนสำรองรับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ด้านโบรกฯ คาด Q2 ฟื้นตัวรับไฮซีซั่น เคาะราคาเหมาะสม 35 บาท

นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือSAPPE เปิดเผยว่า กลยุทธ์ปี2569 ปักธงรายได้โต 15% ชูโมเดล "Glocalization" พร้อมขยายฐาน E-commerce ทั่วโลก โดยเน้นการขยายตัวในทุกภูมิภาคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นการรักษามาตรฐานแบรนด์ในระดับสากล และปรับการสื่อสารให้เข้าถึงผู้บริโภคในแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้แบรนด์สามารถเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าแต่ละประเทศได้อย่างแท้จริง

โดยปัจจุบันบริษัทมีการส่งออกสินค้าไปหลากหลายประเทศทั่วโลก และมีตลาดที่แข็งแกร่งราว 10 ประเทศ ทำให้ประเทศที่เหลือยังมองเป็นโอกาสสำคัญ ในการทำ Channel Expansion หรือ การขยายช่องทางจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ

ส่วนตลาดในประเทศ บริษัทจะเน้นแบรนด์หลักที่ดำเนินธุรกิจในไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Core Brand ที่มีอยู่ พร้อมผลักดันนวัตกรรมใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการทำ Collaborationร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโออย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม จากสภาวะสงครามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้บริษัทต้องกลับมาประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าผลกระทบดังกล่าวจะลากยาวเพียงใด แม้จะคาดหวังให้สถานการณ์คลี่คลายในเร็ววัน แต่บริษัทก็ได้เตรียมแผนสำรองเพื่อรับมือไว้แล้ว โดยวางกลยุทธ์การปรับตัวเพื่อปกป้องผลประกอบการ เพื่อให้ธุรกิจยังคงความแข็งแกร่งท่ามกลางความผันผวน

นอกจากนี้ช่วงไตรมาส 1 ปี69 ที่ผ่านมาผลงานในช่วงเริ่มต้นปี พบว่าในบริษัทยังสามารถเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้ แต่เมื่อเข้าสู่เดือนมีนาคมสถานการณ์สงครามได้เริ่มส่งผลกระทบอย่างชัดเจน ซึ่งตัวแปรนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากประมาณการเดิมเล็กน้อย

*แผนรับมือตะวันออกกลาง

จากในภาวะที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง บริษัทมีแนวทางรับมือกับผลกระทบด้านการขนส่งและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ดังนี้

  • การบริหารจัดการโลจิสติกส์ จากบทเรียนจากโควิดสู่การรับมือปัจจุบัน สำหรับไตรมาสที่ 1 บริษัทระบุว่าได้รับคำสั่งซื้อมาครบทั้งหมดแล้ว แต่ความท้าทายสำคัญคือ "ความไม่แน่นอนในการขนส่ง เนื่องจากเรือเริ่มหายากมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหานี้ บริษัทได้นำโมเดลการบริหารจัดการในช่วงโควิด-19 มาปรับใช้ โดยการเข้าไปจองพื้นที่กับสายเรือด้วยตนเองทั้งหมด เพื่อให้สามารถควบคุมการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความคล่องตัวมากขึ้น
  • ประเมินความเสี่ยง ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เมื่อวิเคราะห์ถึงสัดส่วนพอร์ตโฟลิโอในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา พบว่ามีสัดส่วนรวมอยู่ที่ 12.3% อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะพื้นที่ที่มีผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบ จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 8.8% ของรายได้รวม ซึ่งบริษัทยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับตัวตามความเหมาะสม
  • โครงสร้างต้นทุน การรับมือกับ "เรซิน" และ "พลังงาน" ในส่วนของต้นทุนการผลิต บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยหลัก 2 ประการ ได้แก่ ค่าเรซิน (Resin) ปัจจุบันคิดเป็นต้นทุนประมาณ 7-8% ของต้นทุนรวม ซึ่งในขณะนี้ราคาเริ่มมีการปรับตัวสูงขึ้น ส่วนค่าพลังงานและน้ำมัน มีสัดส่วนประมาณ 4-5% ของต้นทุนรวม โดยบริษัทกำลังเฝ้าระวังทิศทางราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด
  • กลยุทธ์การขายแบบ FOB และการดูแลพันธมิตร แม้ว่าในทางปฏิบัติบริษัทจะขายสินค้าในรูปแบบ FOB (Free On Board) ซึ่งหมายถึงผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่งและค่าระวางเรือ แต่บริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาของลูกค้า โดยยึดหลักการทำงานแบบ "พาร์ทเนอร์" (Partner) ที่ต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา บริษัทจึงเข้าไปช่วยดูแลแผนการเดินเรือและปรับแผนการทำงานร่วมกับผู้ค้า เพื่อลดผลกระทบจากค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นในบางเส้นทางอีกด้วย

*ชูราคาเหมาะสม 35 บ.

ด้าน บล.หยวนต้า คาดกำไรปกติใน Q1/69 ฟื้นตัว QoQ แต่ยังลดลง YoY อีกหนึ่งไตรมาส แม้รายได้คาดกลับมาโตได้ทั้ง QoQ และ YoY จากการผ่านพ้นช่วง Low season ส่งผลให้อุปสงค์เริ่มกลับมาฟื้นตัว ประกอบกับฐานที่ต่ำในปีก่อน แต่เนื่องจาก GPM คาดลดลงทั้ง QoQ และ YoY จากผลกระทบจากค่าเงินบาทเทียบ USD ที่แข็งค่า ประกอบกับค่าใช้จ่าย SG&A ที่เร่งตัวขึ้น เนื่องจากบริษัทมีแผนใช้ค่าใช้จ่ายทางการตลาดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับตลอดทั้งปี 2569 ต่างจากในปี 2568 ที่ใน Q1/69 บริษัทใช้งบการตลาดค่อนข้างต่ำ ก่อนที่จะเร่งตัวขึ้นในช่วง Q2-Q3/69

ฝ่ายวิจัยคาดกำไรปกติจะกลับมาโต QoQ และ YoY ใน Q2/69 หนุนจากการเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนของไทยและเอเชีย ประกอบกับการจัดตั้งผู้จัดจำหน่ายรายที่ 2 ในอินโดนีเซีย รวมถึงสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ที่กลับเข้าสู่ฐานปกติ และบริษัทมีแผนเร่งทำ Cost efficiency มากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า นอกจากนี้หากใน 2H69 เกิดเอลนีโญ อาจส่งผลให้อากาศร้อนกว่าปกติ ซึ่งเป็นบวกกับอุปสงค์สินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม เป็น Upside ที่ยังไม่รวมในประมาณการกำไรปี 2569 ของฝ่ายวิจัย

ฝ่ายวิจัยคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ที่ 847 ลบ. (+11.6% YoY) มีโอกาสปรับ PER ในการประเมินมูลค่าขึ้นเพิ่มเติม เพื่อสะท้อนถึงสภาวะตลาดในปัจจุบัน แต่เบื้องต้นยังคงราคาเหมาะสมเดิมที่ 35.00 บาท อิง PER ในการประเมินมูลค่าเพียง 12.5 เท่า ราคาหุ้นปัจจุบันอยู่สูงกว่าราคาเหมาะสมของฝ่ายวิจัย ทำให้คงคำแนะนำ “TRADING”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...