โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ระวังด่วน! แพทย์ เตือน 4 ปลาอันตราย กินแล้วเสี่ยงมะเร็ง และติดเชื้อ

สยามนิวส์

เผยแพร่ 19 ม.ค. เวลา 06.21 น. • ทีมข่าวสยามนิวส์
งานวิจัยจากวารสาร Science และ Nutrients ยืนยันตรงกันว่า กรดไขมันโอเมก้า-3 และ DHA ในปลามีส่วนช่วยบำรุงสมอง ลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์ได้ถึง 49%

งานวิจัยจากวารสาร Science และ Nutrients ยืนยันตรงกันว่า กรดไขมันโอเมก้า-3 และ DHA ในปลามีส่วนช่วยบำรุงสมอง ลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์ได้ถึง 49% และลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แต่ในขณะเดียวกัน ข่าวลือเรื่อง ปลาก่อมะเร็ง ก็สร้างความกังวลไม่น้อย ก่อนจะไปถึงเรื่องมะเร็ง ประเด็นเรื่อง สารปรอท คือสิ่งที่ต้องระวัง องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ระบุว่าปลาบางชนิดมีสารปรอทสะสมสูง ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบประสาท โดยมีกฎเหล็กจำง่ายๆ คือ

- ปลาตัวใหญ่ + อายุยืน + กินเนื้อ : มีโอกาสสะสมสารปรอทสูงกว่าปลาตัวเล็กที่กินพืช

- กลุ่มเสี่ยง : ปลาอินทรีขนาดใหญ่, ปลาดาบเงิน, ฉลาม และปลาไทล์ฟิช (Tilefish)

ทางเลือกที่ปลอดภัยคือ เลือกปลาที่กินพืชหรือสัตว์ตัวเล็ก เช่น ปลาทู, ปลานิล, ปลาแซลมอน

ส่วน 4 ประเภทปลาต่อไปนี้ ควรเลี่ยง เพราะเสี่ยงมะเร็ง และการติดเชื้อ จากรายงานทางการแพทย์ ประกอบไปด้วย

1. ปลาเค็ม (สไตล์จีน)

สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) จัดให้เป็น สารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 (มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าก่อมะเร็งในมนุษย์) เนื่องจากกระบวนการหมักและถนอมอาหาร ทำให้เกิดสาร ไนโตรซามีน ซึ่งหากบริโภคสะสมเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งโพรงจมูก และมะเร็งทางเดินอาหาร

2. ปลาน้ำจืดดิบ (ปลาซาชิมิน้ำจืด)

มีความเสี่ยงจะเป็น พยาธิใบไม้ในตับ (Liver Flukes) เพราะตัวอ่อนของพยาธิจะเข้าไปอาศัยในท่อน้ำดี ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่ภาวะตับแข็ง และกลายเป็น มะเร็งท่อน้ำดี ในที่สุด (ควรปรุงสุกที่อุณหภูมิ 70°C ขึ้นไป)

3. ปลาฟอร์มาลีน (ปลาที่แช่สารคงสภาพ)

พ่อค้าบางรายใช้ฟอร์มาลีนเพื่อให้ปลาดูสด และเนื้อไม่เละ

วิธีสังเกตคือ เนื้อปลาจะแข็งผิดปกติ (เหมือนยาง) ไม่มีกลิ่นคาวปลา แต่มีกลิ่นฉุนแสบจมูก หากกินเข้าไป เมื่อสะสมเป็นจำนวนหนึ่ง จะทำลายระบบทางเดินอาหาร และเสี่ยงมะเร็ง

4. ปลาที่ไม่สด (ตาโบ๋ เกล็ดหลุด)

แม้ไม่ได้ก่อมะเร็งโดยตรง แต่ปลาที่เน่าเสียจะมีสาร ฮีสตามีน สูง จากการย่อยสลายของแบคทีเรีย ทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง ท้องเสีย และอาหารเป็นพิษ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม

ดังนั้น เราควรเลือกกินปลาอย่างมีประโยชน์

กินหลากหลาย : สลับชนิดปลา ไม่กินซ้ำๆ เพียงชนิดเดียว

ปริมาณที่เหมาะสม : กินปลาสัปดาห์ละอย่างน้อย 2 ครั้ง (หรือประมาณ 300-500 กรัมต่อสัปดาห์)

เน้นปรุงสุก : หลีกเลี่ยงปลาน้ำจืดดิบ และปลาเค็มที่ผ่านการแปรรูปหนักๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...