วิจัยกรุงศรี เพิ่มเป้า GDP ไทยปี 69 โต 2% คาดกนง. คงดอกเบี้ย 1% ทั้งปี 69
วิจัยกรุงศรี ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 69 เพิ่มเป็น 2.0% จากเดิมคาด 1.8% ท่องเที่ยวเป็นพระเอก ชี้เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่าศักยภาพและโตต่ำกว่า 3% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 คาดกนง. คงดอกเบี้ย 1% ทั้งปี 69 จับตาผลกระทบภาษีสหรัฐฯ - หนี้ครัวเรือน
26 ก.พ. 2569 ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ( มหาชน) เปิดเผยว่า วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโต 2.0% โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ในวันที่ 3 ธ.ค. 2568 ที่คาดว่าอยู่ที่ 1.8%
“การเติบโตของ GDP ที่ 2% เป็นอีกปีที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพและโตต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน นอกจากนี้ยังเป็นการโตต่ำกว่า 3% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยตัวเลข 2% รวมผลของมาตรการที่ใช้เงินภาครัฐที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไว้แล้ว แต่หากสามารถเร่งรัดการลงทุน FDI ที่มาขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนได้ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะโตได้มากกว่า 2%”
โดยในปี 2569 ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2569 ซึ่งอยู่ที่ 33 ล้านคน โดยคาดว่าจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1.67 ล้านล้านบาท
“ในปี 2569 นี้ภาคการท่องเที่ยวจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทย โดยสัญญาณบวกที่สำคัญคือการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนที่ครองแชมป์อันดับ 1 ในช่วงต้นปี โดยในเดือน ม.ค. 2569 มียอดเข้าไทยถึง 400,000 คน ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น ทำให้ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางหลักแทน อย่างไรก็ตามนอกจากไทยแล้วนักท่องเที่ยวจีนยังเข้าไปยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียนด้วย โดยเฉพาะเวียดนามที่เป็นคู่แข่งของไทย”
ด้านการลงทุนภาคเอกชนเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการย้ายฐานการผลิต (Supply Chain Diversification) จากจีนมายังประเทศไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล Data Center, Cloud และอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนจากตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในปีที่ 2568 สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.87 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าบางส่วนจะเริ่มทยอยลงทุนจริงในปี 2569
สำหรับภาคการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อย เนื่องจากฐานที่สูงในปี 2569 จากการเร่งส่งออก(Front Loading) เพื่อหนีความไม่แน่นอนทางภาษีนอกจากนี้ ไทยยังมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกสหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 301 จากประเด็นการเกินดุลการค้าที่สูงถึง 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยติดอยู่ในกลุ่ม Watch List ของสหรัฐฯ รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรา 201 และ 338 ที่อาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
ทั้งนี้วิจัยกรุงศรีประเมินว่าไม่ว่าอย่างไรไทยหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐบางมาตราไม่ได้ โดยประเมินว่า อัตราภาษีศุลกากรที่แท้จริง (Effective Tariff Rate) ของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ น่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ผ่านมา
“ตอนนี้ผลนโยบายภาษีสหรัฐ มาตรา 122 เก็บภาษี 15% นาน 150 วันได้เริ่มใช้แล้ว และไทยยังมีความเสี่ยงที่จะโดนภาษีมาตราอื่นๆ เช่น มาตรา 301 และ 201 ในเรื่องการตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรมโดย 2 มาตรานี้เป็นความเสี่ยงระดับสูง มาตรา 338 เพื่อตอบโต้พฤติกรรมคู่ค้าที่ไม่เป็นธรรมซึ่งเป็นความเสี่ยงระดับปานกลาง และ มาตรา 232 เหตุผลความมั่นคงของชาติ เป็นมาตราที่ไทยเสี่ยงน้อยที่สุด”
ด้านนโยบายการเงิน ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ได้มีการสร้างเซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 1% เพื่อประคองเศรษฐกิจที่อ่อนแอและรับมือกับเงินเฟ้อต่ำรวมถึงเงินบาทที่แข็งค่า
“คาดว่าจะกนง. คงดอกเบี้ยอัตรานี้ 1% ไปตลอดทั้งปี โดยหากดูในช่วงโควิดที่อยู่ 0.5% ต่ำที่สุด เท่ากับว่านโยบายการเงินเหลือกระสุน 2 นัด จึงต้องรักษากระสุน 2 นัดนี้ไว้เผื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดจะได้ใช้นโยบายการเงินหนุนเศรษฐกิจได้”
อย่างไรก็ตามการที่กนง. ลดดอกเบี้ยลงจะเป็นปัจจัยที่ช่วยลูกหนี้ได้ แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับกลไกส่งผ่านและสภาพแวดล้อมอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การที่เศรษฐกิจไทยโตได้เต็มที่และรายได้ครัวเรือนโตเกินรายจ่ายจะเป็นปัจจัยที่แก้ปัญหาหนี้ได้จากต้นตอ
“ส่วนการลดดอกเบี้ยเหลือ 1% จะช่วยให้แบงก์ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นไหม ก็ขึ้นอยู่กับกลไกการส่งผ่าน อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยไม่ปัจจัยเดียวที่ทำให้สถาบันการเงินตัดสินใจให้กู้ยืม”
ในส่วนของภาคการคลัง ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณเนื่องจากหนี้สาธารณะใกล้เพดาน 70% ของ GDP ทำให้รัฐบาลต้องเน้นมาตรการที่ใช้เงินน้อยแต่ตรงจุด หรือแก้กฎระเบียบซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ต้องใช้งบประมาณมากแต่ทำให้ภาคเอกชนช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในช่วงที่พื้นที่การคลังมีจำกัดเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจแทนการใช้จ่ายขนาดใหญ่
สำหรับการใช้งบประมาณปี 2570 คาดจะล่าช้าประมาณ 1 เดือน อย่างไรก็ตามช่วงที่งบประมาณปี 2570 ยังไม่ประกาศใช้คาดว่าภาครัฐจะมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจในช่วงสุญญากาศได้
ดร. พิมพ์นารา เปิดเผยว่า นอกจากนี้ไทยยังมีความเสี่ยงจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงถึง 87% ของ GDP โดยจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน มีรายได้ไม่พอรายจ่าย ขณะที่ครัวเรือนที่มีรายได้ 10,000-20,000 บาท ต่อเดือน รายได้เท่ากับรายจ่ายหรือมากกว่าแค่หลัก 100 บาทเท่านั้น ทำให้หากมีรายจ่ายฉุกเฉินเข้ามาครัวเรือนกลุ่มนี้จำเป็นต้องทำการกู้ยืมเงิน ทั้งนี้ครัวเรือนที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือนเป็นกลุ่มที่มีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่ายและสามารถเก็บออมได้
ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติยังได้ทำการสำรวจสินทรัพย์ที่ครัวเรือนสามารถนำมาใช้ค้ำประกันเงินกู้ได้ พบว่า กลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือนถึง 49% ที่สินทรัพย์ลดลงในหลัก 10,000-100,000 บาท/ครัวเรือน/ปี สะท้อนว่าครัวเรือนอาจต้องขายสินทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ส่วนครัวเรือนรายได้สูงมีมูลค่าสินทรัพย์ลดลงประมาณ 500,000 บาท/ครัวเรือน/ปี
“เมื่อหลักทรัพย์ลดลงทำให้การกู้ยืมเงินไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันทำให้ครัวเรือนเปราะบางตกอยู่ในวงจรหนี้ได้ ดังนั้นการแก้ไขหนี้จะไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้มาตรการเฉพาะกลุ่ม”
นอกจากนี้วิจัยกรุงศรียังได้ทำการสำรวจประชากรในเมืองในไตรมาส 4 ปี 2568 พบว่า ยิ่งเงินไม่พอใช้คนยิ่งหวังถูกลอตเตอรี่เพื่อใช้หนี้ โดยจากข้อมูลการสำรวจพบว่า หากถูกรางวัลล็อตเตอรี่ 100,000 บาท กลุ่มผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือนเลือกนำไปใช้หนี้ โดยครึ่งหนึ่งในกลุ่มนี้นี้รู้สึกรายได้ไม่พอใช้ ขณะที่หากขยับการถูกรางวัลเป็น 1,000,000 บาท กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือนยังเลือกที่จะนำเงินรางวัลไปใช้หนี้เป็นอันดับแรก รายได้ต่ำกว่า 5 หมื่นยังเลือกใช้หนี้
ดร. พิมพ์นารา เปิดเผยว่า อีกครึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือไทยยังกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอโดยในอีก 5 ปีข้างหน้า 1 ใน 4 ของประชากรไทยจะเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทยต่างจากญี่ปุ่นที่ญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตอนที่เป็นประเทศรายได้สูงแล้วส่วนไทยยังเป็นประเทศรายได้ระดับปานกลาง ซึ่งจะส่งผลให้การใช้จ่ายและการบริโภคภายในประเทศไม่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเหมือนในอดีต