ทองคำพุ่งแรง 1,850 บาท นลท.ผวาสงคราม แห่ซื้อสะสม คาดราคาแตะ 8.1 หมื่นบาท
ทองคำพุ่งแรง 1,850 บาท นลท.ผวาสงครามระอุ แห่ซื้อสะสม คาดราคาวิ่งแตะ 8.1 หมื่นบาทอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาทองคำ ณ วันที่ 2 มีนาคม ราคาทองคำแท่ง ณ เวลา 11.00 น. ราคารับซื้ออยู่ที่ 79,250 บาทต่อบาททองคำ ขายออก 79,450 บาทต่อบาททองคำ ทองรูปพรรณ รับซื้อ 77,664.68 บาทต่อบาททองคำ ขายออก 80,250 บาทต่อบาททองคำ ทองสปอต 5,365 สหรัฐต่อออนซ์ อัตราค่าเงินบาท 31.24 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากการปรับเปลี่ยนราคา 10 ครั้ง เป็นการปรับขึ้นอย่างรุนแรงในครั้งแรก 1,150 บาท ตามด้วยครั้งละ 100 บาท 5 ครั้ง และ 50 บาท 4 ครั้ง ทำให้ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น 1,850 บาท
น.ส.ศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำโลก คาดว่าในทางเทคนิคระยะสั้นจะยังคงไซด์เวย์ปรับขึ้น หลังจากทองคำได้ปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญในภาพใหญ่บริเวณ 5,235 และ 5,135 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และมีการฟื้นตัวขึ้นในภายหลัง โดยหากทองคำไม่หลุดแนวรับดังกล่าว อาจทำให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 5,500 และ 5,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ตามเส้นเทคนิค และหากทองคำสามารถทะลุแนวต้านที่ 2 ได้ อาจทำให้ราคาทองคำทดสอบแนวต้านสุดท้ายที่ 6,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งไวกว่าการคาดการณ์ของ Deutsche Bank, Societe Generale, Bank Of Americe, ที่คาดการณ์ว่าทองจะปรับตัวขึ้นในช่วงสิ้นปี 2569 และเดือนกุมภาพันธ์ 2570
โดยทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 77,700 บาทต่อบาททองคำ มีจุดตัดขาดทุนที่ 77,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 80,700 บาท และ 81,400 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) รอบก่อนหน้าที่เคยปรับตัวขึ้นไปถึงแล้ว
น.ส.ศิริลักษณ์กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากการที่การเจรจาระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ยังไม่มีการเจรจาที่ลงตัวและยังมีความเห็นต่างในหลากหลายเรื่อง ขณะที่ตลาดอสังหาสหรัฐกำลังเริ่มเข้าสู่ภาวะความเสี่ยงจากทั้งภาคธนาคารและภาคประชาชน นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟยังได้เตือนถึงหนี้สาธารณะที่อาจปรับตัวสูงขึ้นในอีก 6 ปีข้างหน้า ซึ่งในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากสัปดาห์ที่ผ่านมา และปัจจัยสำคัญใหม่ๆ ที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง หลักๆ คือ ไฟสงครามตะวันออกกลางปะทุ ตลาดกังวลสถานการณ์บานปลายเกินยับยั้ง ซึ่งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดอย่างรวดเร็ว หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงเมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ระบุว่า กองทัพสหรัฐได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ต่ออิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อทำลายคลังขีปนาวุธและโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมอาวุธของอิหร่านให้สิ้นสภาพ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการยกระดับเชิงยุทธศาสตร์ที่มีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของภูมิภาค
น.ส.ศิริลักษณ์กล่าวว่า ไม่นานหลังจากนั้น สื่อของทางการอิหร่านรายงานยืนยันการถึงแก่อสัญกรรมของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลาม พร้อมประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา 40 วัน เหตุการณ์นี้ยิ่งเพิ่มแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองและจิตวิทยาต่อทั้งภายในประเทศและเวทีระหว่างประเทศ ด้าน Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) ประกาศตอบโต้ทันทีด้วยการเปิดฉากโจมตีระลอกแรกผ่านขีปนาวุธและโดรนในวงกว้าง โดยเล็งเป้าไปยังอิสราเอล รวมถึงฐานทัพสหรัฐในบาห์เรน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่าปฏิบัติการดังกล่าวจะดำเนินต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงของการขยายตัวเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาคเต็มรูปแบบ แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ยังทวีขึ้นเมื่อ Saudi Arabia ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนสนับสนุนประเทศที่ได้รับผลกระทบ และย้ำความพร้อมใช้ศักยภาพทุกด้านเพื่อสนับสนุนมาตรการที่เห็นสมควร ขณะเดียวกันได้เตือนถึงผลกระทบร้ายแรงจากการละเมิดอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อภัยคุกคามที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพของภูมิภาค
น.ส.ศิริลักษณ์กล่าวว่า ประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินมากที่สุด คือรายงานว่า IRGC ประกาศปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบยุทธศาสตร์ฮอร์มุซ เพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอล แต่ในเวลาต่อมา แอบบอส แอรอกชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ออกมาชี้แจงว่ายังไม่มีนโยบายปิดช่องแคบหรือแทรกแซงเส้นทางเดินเรือ แม้สถานการณ์จะอยู่ในภาวะตึงเครียดสูง คำชี้แจงดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการเตือนจากรัสเซีย ระบุว่าการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งพลังงานสายหลักนี้อาจสร้างแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพตลาดน้ำมันและก๊าซโลก ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานที่รองรับการขนส่งน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของอุปทานโลก
น.ส.ศิริลักษณ์กล่าวว่า ยังมีรายงานจาก Agence France-Presse ว่า IRGC อ้างว่าได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกล 4 ลูกเข้าใส่เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐ USS Abraham Lincoln ในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการร่วมของสหรัฐและอิสราเอล แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันความเสียหายจากฝั่งสหรัฐ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนการยกระดับความเสี่ยงของการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงระหว่างสองประเทศอย่างชัดเจน
โดยตลาดทองคำ ภาพรวมความตึงเครียดที่ขยายวงกว้าง ทั้งความเสี่ยงต่อเส้นทางพลังงานหลัก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความเป็นไปได้ของการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างรัฐมหาอำนาจ ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น นักลงทุนทั่วโลกจึงจับตาพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพราะทุกความเคลื่อนไหวในภูมิภาคนี้สามารถแปรเปลี่ยนเป็นแรงเหวี่ยงต่อราคาทองคำและตลาดการเงินโลกได้ในทันที
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทองคำพุ่งแรง 1,850 บาท นลท.ผวาสงคราม แห่ซื้อสะสม คาดราคาแตะ 8.1 หมื่นบาท
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th