โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กต. แถลงยืนยัน มีคนไทยกว่า 110,000 คนอยู่ใน ตะวันออกกลาง

สวพ.FM91

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กต. แถลงยืนยัน มีคนไทยกว่า 110,000 คนอยู่ใน ตะวันออกกลาง ยังไม่มีรายงานได้รับผลกระทบรุนแรง เตรียมความพร้อมแผนอพยพกลับประเทศ

วานนี้ (1 มี.ค. 69)นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นประธานการประชุมของศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (War Room) ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงฯ และสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาค เพื่อรับทราบพัฒนาการและความคืบหน้าในการดูแลและช่วยเหลือคนไทยในแต่ละประเทศ

นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงข่าวสรุปสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

นายปาณิดล ระบุว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 1 มี.ค. 69 ตามเวลาของประเทศไทย อิสราเอลได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศไปยังพื้นที่เป้าหมายสำคัญในกรุงเตหะราน และเมืองต่าง ๆ ทั่วอิหร่าน ต่อด้วยปฏิบัติการโจมตีทางทหารโดยสหรัฐฯ และในวันเดียวกันอิหร่านได้โจมตีทางทหาร เพื่อตอบโต้ไปที่ฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรน คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย รวมถึงพื้นที่บางส่วนของอิรัก สถานเอกอัครราชทูตฯ ในพื้นที่ต่างๆจึงได้เล่าถึงผลกระทบของการโจมตีตอบโต้ในสถานที่พลเมือง เบื้องต้นทราบว่าขณะนี้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆยังปลอดภัยดี ต่อจากนั้น เมื่อสำนักข่าวของอิหร่าน ได้รายงานข่าวการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โดยระบุว่า ได้เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สถานการณ์ในขณะนี้จึงมีความอ่อนไหวสูง และมีความน่าเป็นห่วง ขณะเดียวกันการสู้รบก็ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง กระทรวงการต่างประเทศจึงขอย้ำให้คนไทยในพื้นที่ต่างๆติดตามประกาศ และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด

ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับท่าทีของไทยต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้น กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ท่าทีไทยแล้วเมื่อวานนี้ (28 ก.พ. ) โดยได้ย้ำในหลักการ 3 ประการ ประการที่ 1 คือไทยได้ติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความห่วงกังวลอย่างยิ่งประการที่ 2 ไทยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งยุติการดำเนินการใดๆที่จะส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายลง และอาจจะส่งผลกระทบต่อสันติภาพ ตลอดจนความมั่นคงของประเทศและชีวิตของพลเรือนในภูมิภาค ประการที่ 3 ไทย เรียกร้องให้มีการเร่งรัดแก้ไขสถานการณ์ด้วยการเจรจาและการทูต

ส่วนการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ นายปาณิดล กล่าวว่า ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานต่างๆของไทยอย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้จัดตั้งศูนย์ประสาน 24 ชั่วโมงของกรมการกงสุล เพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนกับคนไทย อีกทั้งยังได้มีการประกาศแจ้งเตือนคนไทยที่ไม่มีความจำเป็นพิจารณาหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วงนี้

นายปาณิดล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 110,000 คน แต่ในภาพรวมยังไม่มีใครได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง สถานทูตฯ จึงได้ประกาศแจ้งเตือนคนไทยให้ติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการของประเทศนั้น ๆ พร้อมให้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเร่งเดินทางออกจากพื้นที่และหลีกเลี่ยงการออกจากที่พักอาศัย ขณะเดียวกันก็อาจมีการประสานกับประเทศอื่น ๆ หรือ องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งกำลังเตรียมแผนอพยพของตนเองด้วยเช่นเดียวกัน

สำหรับตัวเลขคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลางประกอบไปด้วย ประเทศอิสราเอล 65,000 คน, ยูเออี 20,163 คน, ซาอุดิอาระเบีย 7,342 คน, บาร์เรน 6,500 คน, การ์ตา 4,750 คน, อียิปต์ 3,700 คน, โอมาน 1,116 คน, คูเวต 1,019 คน, จอร์แดน 723 คน, อิรัก 237 คน, อิหร่าน 250 คน, เยเมน 120 คน, เลบานอน 118 คน และซีเรีย 40 คน

นายปาณิดล ยังกล่าวอีกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ประชุมติดตามสถานการณ์ เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมกับสถานทูตฯ และสถานกงสุลใหญ่ฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ข้อสรุปว่า กรณีอิหร่านสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน แจ้งว่าขณะนี้ยังมีการโจมตีในพื้นที่ความมั่นคงอยู่ตลอด และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องสถานทูตฯจึงได้เปิดศูนย์อำนวยการให้คนไทยสามารถติดต่อได้ตลอดเวลา หากต้องการความช่วยเหลือ หรือ หากมีข้อซักถามถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็สามารถติดต่อสถานทูตฯได้เสมอ นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างวางแผนอพยพคนไทยออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด โดยเปิดให้คนไทยแจ้งความประสงค์เดินทางกลับมาด้วยแล้ว ซึ่งในส่วนของอิหร่านตอนนี้มีคนไทยจำนวน 29 คน แสดงความประสงค์ที่จะเดินทางกลับไทย ซึ่งมีทั้งนักศึกษาและแรงงานไทย

ส่วนกรณีของอิสราเอล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ แจ้งว่าสถานทูตฯ ได้สื่อสารกับชุมชนไทยอย่างใกล้ชิด โดยได้เปิด 4 หมายเลขโทรศัพท์ให้ติดต่อได้ 24 ชั่วโมง ซึ่งขณะนี้มีคนไทยแจ้งความประสงค์ที่จะเดินทางกลับไม่เกิน 20 คน และสายการบินในอิสราเอลยังคงเปิดเส้นทางปกติและยังไปได้ในหลายประเทศข้างเคียง

สำหรับคนไทยในประเทศอื่น ๆ ที่ตกเป็นเป้าหมายจากการโจมตีของอิหร่านและได้รับผลกระทบจากการสู้รบ อาทิ ยูเออี โอมาน บาห์เรน กาตาร์ คูเวต และจอร์แดน ทางสถานทูตฯ และสถานกงสุลใหญ่ฯ อยู่ระหว่างสำรวจเส้นทางอพยพ และประสานกับสายการบินประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อดำเนินการอพยพ ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ขณะเดียวกัน จะมีการประชุมร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อหารือเกี่ยวกับผลกระทบกับประเทศไทยทางในด้านเศรษฐกิจ พลังงาน ความมั่นคง รวมถึงแผนดำเนินการเพื่อช่วยเหลือคนไทย โดยเร็วที่สุดและการปิดน่านฟ้าในหลายหลายประเทศ

ส่วนได้มีการหยิบยกเรื่องชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวที่ติดค้างอยู่ในประเทศไทยมาพูดคุยในที่ประชุมด้วยหรือไม่ เนื่องจากมีการปิดน่านฟ้าในหลายพื้นที่ นายปาณิดล ยอมรับว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ ออย่างไรก็ตามไทยเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแล้ว แต่ทางตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. ได้มีการยืดหยุ่นเรื่องกฎระเบียบแล้วให้กระทรวงมหาดไทยออกประกาศจึงคาดว่าในวันพรุ่งนี้ (2 มี.ค.) จะมีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาหารือ เพราะเราต้องให้ความสำคัญกับชาวต่างชาติที่มาเยี่ยมเยียนประเทศไทยด้วยเช่นกัน

นายปาณิดล ยังกล่าวถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่าสายการบินไทย มีส่วนในการขนส่งชิ้นส่วนอาวุธไปยังอิสราเอล ว่า การบินไทยได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีแน่นอน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้ ยังไม่มีรายงาน และตนเองเชื่อมั่นในการบินไทยแน่นอน ว่าสายการบินของเราปลอดภัย และปฏิบัติตามกฎระเบียบของสากลโดยเคร่งครัด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...