“อภิสิทธิ์” ลั่น “ประชาธิปัตย์ ”ขอเป็นทางรอดที่ปลอดภัย ย้ำ 5 ข้อที่ต้องกลับมาปิดจุดตายประเทศ
“อภิสิทธิ์” ลั่น “ประชาธิปัตย์ ”ขอเป็นทางรอดที่ปลอดภัย ย้ำ 5 ข้อที่ต้องกลับมาปิดจุดตายประเทศ เปิดเงื่อนไขร่วมรัฐบาล ไม่เอาทุนเทา-สร้างขัดแย้ง ขอคะแนนเลือก ปชป. ถ้าแพ้ พร้อมเป็นฝ่ายค้าน จัดการคนโกงในสภาฯ
วันที่ 6 ก.พ. 2569 ที่วัน แบงค็อก ฟอรัม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้ชื่อ “ทางรอดที่ปลอดภัย ไว้ใจอภิสิทธิ์” ตอนหนึ่งว่า เหลืออีก 2 วัน การตัดสินใจของประชาชนจะส่งผลต่ออนาคตของประชาชน และประเทศ ตนมาขอคะแนนให้ประเทศไทยหลังเผชิญกับวิกฤตที่เป็นจุดตายของการพัฒนา คือ 1.ทุนเทา การทุจริต ที่ทำลายทุกอย่างในประเทศ ไม่มีนักลงทุนเข้ามาเพราะมองว่า การแข่งขันไม่เป็นธรรม ใช้เส้นสาย เหมือนเป็นประเทศขี้โกง ตนอายเพราะ เป็นแค่คนไทยกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ขี้โกง ที่ทำลายประเทศอนาคตของลูกหลาน
2.เศรษฐกิจโตต่ำ พรรคเราทำนโยบาย 200 กว่านโยบาย ไม่ใช่ 8 นโยบาย ซึ่งจำนวนของนโยบาย ไม่เกี่ยวว่ามากแล้ว จะทำไม่ได้ หรือ นโยบายน้อย แล้วจะทำสำเร็จ เพราะบางอย่างพูดแล้วไม่ทำ เช่น กัญชาเพื่อการแพทย์ กลายเป็นกัญชาเสรี การเสนอนโยบายให้ กกต.ตรวจสอบไม่ใช่เรื่องสนุก แต่อยู่ที่ทำได้จริงหรือไม่ เช่น ภาคใต้ เขาพูดว่าจะทำแลนด์บริจ คนเชียร์ก็สนับสนุน แต่ในนโยบายไม่ได้เขียนไว้เลย ตนอยากจะถาม แต่ไม่มาดีเบตสักเวที ว่าทำได้หรือไม่ ตอนตนเป็นนายกฯ และกรณ์ เป็น รมว.คลัง เคยแก้วิกฤตเศรษฐกิจประเทศที่ฟื้นตัวเร็วที่สุด มาแล้ว 3. เศรษฐกิจเหลื่อมล้ำ มองไม่เห็นอนาคตว่ากลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่มีรายได้ไม่พอจะฟื้นได้อย่างไร เรามีนโยบายดูแลทุกช่วงวัยเป็นหลักประกันในชีวิตให้ 4.จุดตายเรื่องการเมือง ยุคนี้ยังมีการชี้หน้าว่า พรรคนี้รักชาติ พรรคนี้ไม่รักชาติ อยากบอกว่า ถ้าหากรักชาติจริงต้องไปดูปัญหาทุจริตในพรรคของตัวเองก่อนดีไหม ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็เสนอให้รื้อด้วยความโกรธ เกรงว่าจะสร้างกลุ่มผู้ร้ายว่า เป็นอุปสรรคของการพัฒนาประเทศ จึงเกิดปรากฎการณ์ด้อยค่ากองทัพ สถาบันหลักของชาติ และบอกให้ประชาชนเลือกข้าง ทั้งที่ทางเลือกของประเทศไทย ควรมีทางเลือกที่ดีกว่านี้
“การปฏิรูปที่ยั่งยืนต้องมีศิลปะ ดึงคนมีส่วนร่วมให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ว่า ตนเองจะเป็นคนเดียวที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่คนอื่น แก่ โง่ จน ทั้งนี้การทำงานกับพรรคการเมืองไหนต้องรับเงื่อนไขคือหยุดแตกแยก และสงวนจุดร่วม เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามความแตกแยก” นายอภิสิทธิ์ กล่าวและว่า 5. จุดตายที่เกิดจากภายนอก ทั้งชายแดนไทย-กัมพูชา ชายแดนเมียนมาร์ ที่อาจส่งผลกระทบระหว่างไทยกับเมียนมาร์ รวมถึงชายแดนใต้ นอกจากนั้นแล้วยังมีความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจ ที่ทำให้ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นเหมือนเบี้ยบนกระดาน
“ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการกำหนดอนาคตของประเทศ ทั้งการแข่งขันเรื่องเก่าๆ ว่า ปลุกเร้าอารมณ์ร่วมเพื่อต่อสู้กัน การซื้อเสียงที่ใครใช้เงินมากกว่ากัน พรรคประชาธิปัตย์เสนอตัวเป็นมากกว่าทางเลือก คือ เป็นทางรอดจากปัญหาที่หนักหน่วง ตนเชื่อว่าแก้ไขได้ และปิดได้หมดด้วยพรรคประชาธิปัตย์ ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการประกาศไม่ร่วมงานกับบางพรรคการเมืองมาจากการพิจารณาข้อมูลจากคดีในอดีตและปัจจุบันที่รอบคอบแล้วจึงพูด ส่วนอีกพรรคมีประเด็นทางการเมืองที่มีประเด็นเรื่อง ชั้น 14 คลิปอังเคิล ทุกคดีหรือทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัญหาจริยธรรม แต่คุณบอกว่า มันเป็นเรื่องนิติสงคราม ตนไม่ได้บอกว่า เห็นด้วยกับบทบัญญัติของกฎหมายที่มี และอยากแก้ไข แต่หากเห็นจริงว่า กระทำผิดแล้วไม่ดำเนินการ เพราะอ้างว่ากระบวนการใช้ไม่ได้ อยากมีทางรอดที่ปลอดภัยจากการโกง ต้องเอาคนยึดถือเรื่องดังกล่าวที่จริงและพร้อมพูดความจริง และต่อสู้ในทุกเวทีมาทำงาน
“เลือกตั้งครั้งนี้ ผมขอวัดใจประชาชน หลังมีคนบอกว่า กระสุนทำให้กระแสแพ้ มีบางโพลบอกว่า กระแสประชาธิปัตย์เกิน 50% แต่อาจแพ้เลือกตั้ง ผมขอวัดใจไปเลยว่าท่านจะเลือกคนที่ถูกอายัดทรัพย์จากคดีสแกมเมอร์หรือไม่ ผมยังมีไฟในการทำสิ่งต่างๆ ในวัย61 ซึ่งต่างจากวัย27 ปี หรือ 44 ปีที่เป็นนายกฯ คือ มีจุดต่างที่ผมมีเวลาน้อยลง ดังนั้น ผมจะเดินหน้าเต็มที่ทุกเรื่อง เพราะเป็นความตั้งใจกลับมา และจะไม่มีการกลับมาครั้งต่อไป เพราะเป็นโอกาสที่ต้องคว้าและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและต้องจบเที่ยวนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไปไหน เพราะมีมติกรรมการบริหารพรรคห้ามไม่ให้ไปไหน ต่อให้ผมแพ้ครั้งนี้ ผมยังอยู่เพื่อเป็นฝ่ายค้านในสภาฯ ไปจัดการกับคนโกงคนทุจริต ที่เอาเปรียบบ้านเมือง เหลือคนเดียวจะพูดให้รัฐบาลชี้โกงล้มได้ ทั้งนี้ผมไม่ตั้งใจแพ้ แต่จะชนะ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว