โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียมปี'69 เร่งสำรวจแหล่งใหม่เพิ่มสำรองก๊าซฯ 10 ปี

The Better

อัพเดต 06 ก.พ. เวลา 06.42 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. เวลา 06.40 น. • THE BETTER
กรมเชื้อเพลิงฯจ่อชงครม.เคาะผลประมูลสัมปทานรอบ25 เดินหน้าเปิดสำรวจแหล่งอันดามัน ดึงทุนใหญ่ลงทุน นำร่องโครงการ CCS รองรับเป้าหมาย Net Zero ลุยแก้กฎหมายปิโตรเลียมสร้างความต่อเนื่องพลังงาน

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์ปิโตรเลียม 2569 ว่า จะให้ความสำคัญกับการสร้างความต่อเนื่องด้านพลังงานเพื่อเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพิ่มปริมาณสำรอง กระตุ้นให้เกิดการลงทุนเกิดความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงาน

สำหรับการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 จนถึงถึงปี 2569 ประกอบด้วย การต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม ของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย แหล่งบัวหลวง และแหล่งไพลิน รวมถึงการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจบนบก รอบที่25 ซึ่งขณะนี้ได้มีผู้มายื่นขอสิทธิฯ จำนวน 5 ราย 8 คำขอ คาดเกิดการลงทุน 2,500 ล้านบาท โดยเตรียมเสนอผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเสนอคณะรัฐมนตรี และจะให้สัมปทานได้ภายในปี 2569

นอกจากนี้ในปี 2569 เตรียมเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจฯในทะเลอันดามัน รอบที่ 26 คาดจะดึงการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพติดกับพื้นที่ที่มีการพบปิโตรเลียมมาก่อน คาดเกิดการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300 – 1,200 ล้านบาท

ขณะที่การดำเนินงานของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) โดยมีการจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซรรมชาติแปลง B-17-01 ทำให้สามารถขยายระยะเวลาการผลิตเพิ่มเติมของแปลงดังกล่าว ในช่วงปี 2571 – 2581 สร้างรายได้ให้รัฐบาลทั้งสองประเทศจากค่าภาคหลวงประมาณ 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรของรัฐที่ประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย และผู้ซื้อร่วมได้ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

ด้านการจัดทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความท้าทายทั้งด้านเทคนิค ต้นทุนที่สูงขึ้นโดยจะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คาดว่าจะมีการลงทุนรวม 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก่อให้เกิดรายได้โดยตรงแก่องค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจุบันปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทย ก๊าซธรรมชาติสำรอง 1P(ปริมาณที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถผลิตขึ้นมาได้จริงทางเทคนิคและคุ้มค่าเชิงพาณิชย์) คาดจะใช้ได้อีก 4.6 ปี ส่วนปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว 2P จะใช้ได้อีก 8.3 ปี โดยแต่ละปีไทยผลิตก๊าซฯได้ 1,017 ล้านลูกบากศ์ฟุต(ลบ.ฟุต) ต่อวัน ซึ่งจำเป็นต้องรักษาระดับการผลิตไว้ และเร่งเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่จะช่วยเพิ่มปริมาณสำรองเป็น 10ปี ขึ้นไป

ด้านการดำเนินการเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อสนับสนุนนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 ประกอบด้วย

1.โครงการศึกษาและพิสูจน์ทราบศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็น Eastern CCS Hub ในการกักเก็บ CO2 โดยกรมเชื้อเพลิงฯ ร่วมกับ หน่วยงานของประเทศญี่ปุ่น (JOGMEG และ INPEX) เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งภายหลังจากครม.เห็นชอบในการเข้าสำรวจและมอบหมายภารกิจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569 แล้วนั้น ปัจจุบันได้อยู่ระหว่างขออนุญาตนำเรือเข้าสำรวจ และคาดว่าจะสามารถสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนบริเวณอ่าวไทยตอนบนได้ภายในปี 2569

2.โครงการนำร่องดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ผู้ดำเนินการคือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษามาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะได้แนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ภายในปี 2569 และ ปตท.สผ. อยู่ระหว่างการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อก่อสร้างและติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินงานโดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ในปี 2571

นายวรากร กล่าวถึง การปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. …. ว่า เพื่อให้เกิดความความต่อเนื่อง กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุน สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศโดยรวม เนื่องจากกฎหมายปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2514 ซึ่งนานกว่า 50 ปีมาแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเงื่อนไขการดำเนินการกรณีสัมปทานหมดอายุจะมีแนวทางใดที่ทำให้การผลิตปิโตรเลียมมีความต่อเนื่องไม่สะดุดขาดช่วง ซึ่งจะมีผลต่อความต้องการใช้พลังงานของประเทศ

"ปี 69 มุ่งเน้นการขับเคลื่อนพลังงานภายใต้แนวคิด 'ความต่อเนื่อง มั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม' โดยมีภารกิจหลักใน 3 มิติสำคัญ คือการรักษาฐานเดิม ด้วยการต่ออายุสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมเดิม เพื่อให้การผลิตไม่หยุดชะงักและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด การเติมโอกาสใหม่ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งใหม่ ๆ เร่งกระตุ้นการลงทุนผ่านการเปิดสัมปทานรอบที่ 26 ในพื้นที่ศักยภาพสูงอย่างทะเลอันดามัน พร้อมปรับปรุงกฎหมายปิโตรเลียมให้ทันสมัย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุนใหญ่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมิติก้าวสู่พลังงานสะอาด ยกระดับการบริหารจัดการสู่ยุคคาร์บอนต่ำด้วยโครงการนำร่องเทคโนโลยี CCS เพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...