โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ถึงเวลายกเครื่องเดินรถในพื้นที่ก่อสร้างเสี่ยงสูงทั้งระบบ ‘ผู้รับสัมปทาน-ผู้เดินรถ’ ต้องร่วมรับผิดชอบ

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ถึงเวลายกเครื่องเดินรถในพื้นที่ก่อสร้างเสี่ยงสูงทั้งระบบ ‘ผู้รับสัมปทาน-ผู้เดินรถ’ ต้องร่วมรับผิดชอบ

จากโศกนาฏกรรมเครนถล่มทับขบวนรถไฟที่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา จนถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญเครนล้มทับรถยนต์บนถนนพระราม 2 ที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุสุดวิสัยแต่คือสัญญาณเตือนภัยของ ‘ความหละหลวมเชิงระบบ’

‘ผู้รับสัมปทาน-ผู้เดินรถ’ ต้องรับผิดชอบ

ดร.ภานุเดช ชุ่มเย็น อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การก่อสร้างที่มีการใช้เครนเข้ามาเกี่ยวข้องถือเป็นการก่อสร้างที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในกรณีที่การดำเนินงานซ้อนทับกับโครงสร้างสาธารณะที่มีประชาชนใช้งานอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น ระบบขนส่งสาธารณะ ถนน หรืออาคารบ้านเรือน ซึ่งจำเป็นต้องมีการควบคุมความปลอดภัยที่รัดกุมและเข้มงวดเป็นพิเศษ

ดังนั้น เหตุการณ์เครนถล่มทับขบวนรถไฟที่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา จนเป็นเหตุมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และเหตุเครนถล่มบริเวณถนนพระราม 2 กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันภายในระยะเวลาใกล้เคียง สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำในเชิงระบบ โดยเห็นว่าทั้งผู้รับสัมปทานโครงการและหน่วยงานที่รับผิดชอบการเดินรถไฟควรมีความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่อาจโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวได้

เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบการเดินขบวนรถไฟสายดังกล่าว ก็ทราบว่าในระยะทางข้างหน้ามีการดำเนินงานก่อสร้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงสูง การอนุญาตให้ขบวนรถไฟเดินผ่านพื้นที่ดังกล่าวในขณะที่ยังเปิดให้บริการตามปกติ โดยที่ผู้โดยสารไม่สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งผู้รับสัมปทานโครงการและผู้เดินรถต่างมุ่งปฏิบัติตามภารกิจของตนเองเป็นหลัก โดยยังขาดกลไกกำกับดูแลด้านความปลอดภัยเชิงระบบที่ให้ความสำคัญกับหลักการความปลอดภัยต้องมาก่อน

ดร.ภานุเดช กล่าวอีกว่า “โครงสร้างหลังคาของตู้โดยสารรถไฟไม่ได้ถูกออกแบบทางวิศวกรรมมาเพื่อรองรับแรงกระแทกในแนวดิ่งจากวัตถุภายนอกที่ตกกระแทกโดยตรง แต่ถูกออกแบบมาให้รองรับแรงตามสภาพการใช้งานปกติ หรือแรงตามแนวรางเป็นหลัก บริเวณดังกล่าวจึงมีความเปราะบางต่อการกระแทกจากวัตถุแข็งภายนอกเป็นอย่างยิ่ง”

การปล่อยให้มีกิจกรรมก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับการยกเครนหรือวัตถุหนักในพื้นที่ซ้อนทับกับแนวเดินรถ ขณะยังเปิดให้มีการเดินรถตามปกติ จึงควรต้องมีมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่เหมาะสมและรัดกุมกว่าปกติ ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบการเดินขบวนรถไฟย่อมทราบดีอยู่แล้ว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงมาตรฐานด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างเชิงระบบ รวมถึงการกำหนดบทลงโทษและแนวทางความรับผิดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญที่มักเกิดขึ้นในระบบนิเวศการก่อสร้างของไทย คือความไม่ชัดเจนว่าใครหรือหน่วยงานใดเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ในการประสานและสั่งการด้านความปลอดภัยในพื้นที่ที่มีการก่อสร้างซ้อนทับกับบริการสาธารณะซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ฯลฯ

กรณีเครนถล่มทับรถไฟเป็นตัวอย่างที่สะท้อนปัญหาดังกล่าวอย่างชัดเจน เนื่องจากเกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบตารางการเดินรถไฟ บริษัทผู้รับสัมปทานโครงการและผู้รับเหมาช่วงหลายรายภายใต้สัมปทานเดียวกัน ส่งผลให้ในระหว่างการปฏิบัติงานหน้างานอาจเกิดความสับสน ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดบทบาท อำนาจหน้าที่ และผู้รับผิดชอบในพื้นที่ให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถสั่งการหรือระงับกิจกรรมที่มีความเสี่ยงได้ทันทีในระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง

ตั้ง ‘คนนอก’ เป็นคณะผู้ตรวจสอบความปลอดภัย

มากไปกว่านั้น กระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยโครงการก่อสร้างมักดำเนินการโดยคณะผู้ตรวจสอบที่จัดตั้งขึ้นโดยบริษัทผู้รับสัมปทานโครงการเอง ซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อจำกัดด้านความเป็นอิสระและความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ ในขณะที่แนวปฏิบัติในหลายประเทศให้ความสำคัญกับการใช้หน่วยงานหรือผู้ตรวจสอบจากองค์กรภายนอกที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการ

ดังนั้น จึงควรมีการจัดตั้งหรือมอบหมายหน่วยงานอิสระภายนอกเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบด้านความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สอดคล้องกับหลักสากล พร้อมทั้งเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบตลอดช่วงระยะเวลาการก่อสร้าง เนื่องจากโครงการสัมปทานรถไฟมักใช้ระยะเวลาดำเนินงานยาวนานและมีระดับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงของงาน

เมื่อมีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภายนอกแล้ว ควรมีการติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่องว่าบริษัทผู้รับสัมปทาน หรือผู้รับเหมาช่วงได้ปฏิบัติตามข้อแนะนำและมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดหรือไม่ เนื่องจากในทางปฏิบัติพบว่า การทำงานที่อาศัยประสบการณ์หรือความคุ้นเคยจากโครงการที่ผ่านมา อาจนำไปสู่การผ่อนปรนหรือการไม่ปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดเรื่องวัฒนธรรมเชิงอำนาจในการทำงานของไทย ซึ่งไม่เอื้อต่อการสื่อสารด้านความปลอดภัยจากระดับปฏิบัติการไปยังผู้บริหารหรือผู้ควบคุมงาน เนื่องจากผู้ปฏิบัติงานอาจกังวลที่จะถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาหรือทำให้งานล่าช้า ขณะเดียวกัน ขั้นตอนการรายงานที่ซับซ้อนและใช้ระยะเวลานานก็อาจทำให้การตัดสินใจแก้ไขหรือระงับกิจกรรมที่มีความเสี่ยงไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที ทั้งที่สถานการณ์บางกรณีจำเป็นต้องมีคำสั่งการในทันทีเพื่อป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...