เอกชนห่วงกระทบภาพลักษณ์-เชื่อมั่นประเทศ หลังไทยถูกสหรัฐระงับวีซ่า
จากกรณีที่สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมระงับการออกวีซ่าให้กับ 75 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคมเป็นต้นไป โดยมีชื่อของประเทศไทยรวมอยู่ด้วย ได้ก่อให้เกิดข้อสงสัยและความกังวลในหลายภาคส่วน ถึงเหตุผลที่แท้จริงที่ไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มดังกล่าว
'เกรียงไกร' ห่วงกระทบภาพลักษณ์-เชื่อมั่นประเทศ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งแต่ช่วงหาเสียง ที่มุ่งรีเซ็ต และปฏิรูปปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรม จากผู้ไร้บ้าน และผู้อพยพผิดกฎหมาย ที่ผู้นำสหรัฐฯ มองว่าเป็นผลจากนโยบายเปิดเสรีและการรับผู้ลี้ภัยในอดีต
ทั้งนี้ การระงับวีซ่าจำนวนมากไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจในเชิงนโยบาย แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจคือ ทำไมประเทศไทยถูกจัดอยู่ในรายชื่อดังกล่าว ทั้งที่เมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ทวิภาคี ไทยไม่ควรอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกมองว่าไม่พึงประสงค์ในสายตาสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่ปรากฏคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่าเหตุใดไทยจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 75 ประเทศ และเห็นว่ากระทรวงการต่างประเทศควรเร่งสอบถามและขอคำชี้แจงจากฝ่ายสหรัฐฯ โดยตรงเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และวางแนวทางผลักดันให้ไทยหลุดออกจากรายชื่อดังกล่าวโดยเร็ว
แม้จะเป็นการระงับวีซ่าบางประเภทที่ไม่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยตรง แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากการที่ประเทศใดได้รับการยกเว้นวีซ่าหรือได้รับการยอมรับ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระบบ ความน่าเชื่อถือ และมาตรฐานของประเทศนั้น
นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวสำคัญของโลก โดยในปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 33 ล้านคน เดินทางเข้ามา รวมถึงชาวอเมริกันเกือบ 1 ล้านคน
ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ยังเป็นประเทศที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รายสำคัญของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและดาต้าเซ็นเตอร์
“มองว่าการถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเฝ้าระวังอาจเชื่อมโยงกับหลายปัจจัย ทั้งประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ หรือภาพลักษณ์ด้านการฟอกเงิน ซึ่งข่าวเชิงลบเหล่านี้ล้วนถูกนำมาพิจารณาในภาพรวม แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าสหรัฐฯ ให้น้ำหนักกับประเด็นใดเป็นหลัก”
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะเปราะบาง และประเทศไทยยังต้องการการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศถือเป็นปัจจัยสำคัญ ฉะนั้น การมีชื่ออยู่ในรายชื่อดังกล่าว แม้จะเป็นผลทางอ้อม แต่ย่อมกระทบต่อการประเมินความเสี่ยงของนักลงทุน และอาจกลายเป็นจุดถ่วงน้ำหนักในการตัดสินใจลงทุน
“ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงรุก ทั้งในเชิงการทูตและการปรับปรุงภาพลักษณ์ประเทศ เพื่อรักษาความเชื่อมั่น”
'ธนวรรธน์' หวัง ไม่ลามกระทบเศรษฐกิจไทย วีซ่าท่องเที่ยว–การศึกษา
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ รอความชัดเจนจากสหรัฐฯ ว่าสุดท้ายแล้วมาตรการเกี่ยวกับวีซ่าจะออกมาในลักษณะใด และมีความผูกพันกับไทยอย่างไร
โดยข้อมูลข่าวสารในช่วงแรกมีการระบุว่า สหรัฐระงับวีซ่ากับไทยทุกกรณี แต่ในระยะหลังข้อมูลเริ่มชี้ว่าอาจเป็นการระงับเฉพาะวีซ่าที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัยอย่างถาวร ซึ่งอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียน
ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่สุด คือ การตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจน ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศและภาครัฐควรทำงานคู่ขนานกัน ทั้งการหาข้อมูล สอบทาน และชี้แจงข้อเท็จจริง รวมถึงการประเมินแนวทางลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
นายธนวรรธน์ ระบุว่า แม้กรณีนี้ยังไม่เห็นภาพชัดเจน แต่มูลเหตุของการที่สหรัฐฯ อาจระงับวีซ่าในอดีต มักเกิดจาก 2–3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ประเทศที่มีความผูกพันกับประเทศที่สหรัฐมองว่าไม่ได้ปฏิบัติต่อสหรัฐอย่างเหมาะสม ประเทศที่มีการดำเนินการเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามกติกาสากล หรือ ประเทศที่มีการดำเนินการส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์ของสหรัฐ
รวมถึงอาจเป็นกรณีเฉพาะกิจเฉพาะการ ซึ่งไทยไม่น่าจะเข้าข่ายมูลเหตุดังกล่าว เนื่องจากไทยมีอัตราภาษีการค้าอยู่ที่ 19% ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐ ไม่ได้ถูกตอบโต้ทางการค้าอย่างรุนแรง อีกทั้งกรณีที่สหรัฐอาจพิจารณาประเทศที่มีความผูกพันกับอิหร่าน จากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ผ่านมา ขณะนี้สถานการณ์อิหร่านมีสัญญาณคลี่คลาย และสหรัฐเองก็ระบุว่ามีเพียงการติดตามเฝ้าระวัง
อย่างไรก็ตาม อาจมีบางกรณีที่ประเทศซึ่งมีพลเมืองเดินทางเข้าไปใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีหรือสวัสดิการของสหรัฐเป็นจำนวนมาก จนเกิดผลกระทบต่อสหรัฐ อาจทำให้มีการจำกัดวีซ่าประเภทการอยู่อาศัยถาวรได้ แต่จากข้อมูลปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปได้ว่าไทยจะได้รับผลกระทบในเชิงลบหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด
ด้านมิติทางเศรษฐกิจนั้น นายธนวรรธน์ ระบุว่า การค้าไทยยังไม่ถูกตอบโต้จากสหรัฐอย่างรุนแรง ด้านการท่องเที่ยว ไทยมีนักท่องเที่ยวจากสหรัฐประมาณ 1 ล้านคนต่อปี และไม่มีมาตรการห้ามชาวอเมริกันเดินทางมาไทย จึงไม่น่ากระทบต่อภาคท่องเที่ยว ขณะที่ ด้านการค้า สหรัฐยังเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย โดยไทยส่งออกไปสหรัฐคิดเป็นประมาณ 18% หรือเกือบ 2 ล้านล้านบาท และไม่มีสัญญาณว่าสหรัฐจะระงับการนำเข้าสินค้าไทยหรือปรับขึ้นภาษีเพิ่มเติม
ดังนั้น หากการระงับวีซ่าไม่ได้ครอบคลุมวีซ่านักท่องเที่ยว วีซ่าการศึกษา หรือวีซ่าทั่วไป ก็คาดว่าไม่น่ากระทบต่อไทยในภาพรวม แต่ยังจำเป็นต้องติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดต่อไป