โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตลท. เปิด “Purpose ใหม่” The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities ชู SET Path – 3 กลยุทธ์ ขยายโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 15 ม.ค. เวลา 10.59 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. เวลา 22.58 น.
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ(กลาง) นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด(ซ้าย) และดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน(ขวา) ร่วมแถลงแผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2569 – 2571 วันที่ 13 มกราคม 2569

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผน 3 ปี (2569-2571) ยกระดับตลาดทุนไทยทุกมิติ เร่งฟื้นความเชื่อมั่น เพิ่มโอกาสลงทุนด้วยสินค้าใหม่ ดึงดูดกระแสทุนต่างประเทศ

นที่ 13 มกราคม 2569 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด และดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ร่วมแถลงแผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2569 – 2571

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ประกาศทิศทางใหม่ขององค์กร หลังใช้สโลแกนเดิมต่อเนื่องมากว่าทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็น “Make the Capital Market Work for Everyone” หรือ “Work for Every Future” โดยในปี 2568 ผู้บริหารและทีมงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมกันทบทวนบทบาทและเป้าหมายขององค์กรอย่างจริงจัง พร้อมรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ทั้งภายในและภายนอกตลาดทุน เพื่อกำหนด “Purpose” หรือจุดมุ่งหมายของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในยุคปัจจุบันและอนาคต

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลของกระบวนการดังกล่าว คือ Purpose ใหม่ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” หรือ “ประตูที่น่าเชื่อถือในการสร้างโอกาสอย่างทั่วถึง”

“คำว่า “ส่วนรวม” ในที่นี้หมายถึงทุกคนในประเทศ ตั้งแต่นักลงทุน บริษัทจดทะเบียน ไปจนถึงบริษัทที่ยังไม่เข้าตลาด แต่ต้องการระดมทุนเพื่อเติบโต สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นายอัสสเดชกล่าว

SET Path: เส้นทางร่วมของตลาดทุนไทย

พร้อมกันนี้ นายอัสสเดชยังได้เปิดแนวคิด “SET Path” หรือเส้นทางการพัฒนาตลาดทุน ที่จะเป็นกรอบการทำงานร่วมกันของพนักงานทั้งองค์กรในปีต่อ ๆ ไป โดยเน้นการทำงานแบบร่วมมือ (collaboration) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของตลาดทุนไทยให้ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกและเศรษฐกิจ

SET Path ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับ Purpose ใหม่ ผ่านการกำหนด “Priorities” หรือความสำคัญเชิงกลยุทธ์ 4 ด้านหลัก ได้แก่

1) Seamless Infrastructure

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ย้ำบทบาทการเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ที่ต้อง “ไม่สะดุด” และ “เชื่อถือได้” ไม่ว่าจะในภาวะปกติหรือวิกฤต ตั้งแต่การซื้อขายหุ้นที่นักลงทุนมั่นใจว่าจะได้หุ้นและได้เงิน ไปจนถึงการรับมือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์และภัยพิบัติต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมา ระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 50 ปี

2) Empowering Market Participants

ในฐานะธุรกิจแบบ B2B ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำหน้าที่สนับสนุนผู้เล่นในระบบนิเวศตลาดทุน ทั้งบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุน และบริษัทจดทะเบียน ผ่านการพัฒนาเครื่องมือ (tools) และกลไกต่าง ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโต

3) Trusted Marketplace

ความเชื่อมั่นยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายและน่าเชื่อถือ ตั้งแต่หุ้น สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทองคำ ค่าเงิน ไปจนถึง DR, ETF และผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนทุกกลุ่ม

4) People Who Transform

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญกับ “คน” เป็นลำดับสุดท้ายแต่สำคัญที่สุด พนักงานต้องมีความคล่องตัว (Agile) พร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี โดยเฉพาะในบริบทที่องค์กรเองกำลังเผชิญสังคมสูงวัย และจะมีการเกษียณจำนวนมากในช่วง 5 ปีข้างหน้า

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

Values ใหม่: Client First – Integrity – Collaborate to Innovate

นอกจาก Purpose และ Priorities แล้ว นายอัสสเดชกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้กำหนดค่านิยมองค์กร (Values) 3 ประการ ได้แก่

  • Client First ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในฐานะ “ลูกค้า”
  • Integrity Always ยึดมั่นความซื่อสัตย์ โปร่งใส และความเท่าเทียม ซึ่งเป็นรากฐานของตลาดทุน

“Integrity Always เป็นสิ่งที่ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ 13 คนก่อนหน้าผมให้ความสําคัญมาตลอด และเรามีความภาคภูมิใจเพราะเราต้องเป็นตัวกลาง เราต้องทําเพื่อส่วนรวมต้องสร้างความเท่าเทียม เพราะฉะนั้น Integrity มีความสําคัญอยู่ในหัวใจการทํางานของเราทุกคน” นายอัสสเดชกล่าว

  • Collaborate to Innovate เปิดกว้างการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุน และสื่อมวลชน เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ให้ตลาดทุน

แผน 3 ปี: ขยายโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น

สำหรับทิศทางใน 3 ปีข้างหน้า นายอัสสเดชกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ วาง 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

  • รุกสร้างโอกาส
  • เสริมสภาพคล่อง
  • เพิ่มความเชื่อมั่น

โดยเน้นการผนึกกำลังกับทุกภาคส่วน พร้อมยกโครงการสำคัญอย่าง JUMP+มาเป็นตัวอย่างของความร่วมมือที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยบริษัทจดทะเบียนและสื่อมวลชนร่วมกันขับเคลื่อน

ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้าลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบ Clearing System เพื่อเพิ่มเสถียรภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย พร้อมกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้พร้อมรับมืออนาคต

“ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความท้าทายที่เผชิญอยู่ ทั้งความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยที่ลดลง สภาพคล่องการซื้อขายที่หดตัว การขาดจำนวนธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่เข้าจดทะเบียน การแข่งขันจากต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก รวมถึงปัจจัยความเสี่ยงหลาย ๆ ด้านที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจชะลอตัว ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นต้น โดยจากการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้าน ตลาดทุนไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อให้กลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ แผน 3 ปีนี้จะดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าดึงดูดของตลาด (Attractiveness) การเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (Valuation) และที่สำคัญคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ทุกภาคส่วน” นายอัสสเดชกล่าว

ความไม่ปกติคือเรื่องปกติใหม่ และมุ่งยกระดับ Trust and Confidence

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ฯ สรุปภาพรวมปี 2568 ชี้เป็นปีที่ความไม่ปกติกลายเป็นเรื่องปกติ (The New Normal) หลังเผชิญมรสุมปัจจัยภายนอกและภายในรุมเร้า ทั้งนโยบายภาษีทรัมป์ ภัยธรรมชาติ และความผันผวนทางการเมือง ส่งผลให้ดัชนีและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้า

1. มรสุมจากภายนอก: นโยบาย “ทรัมป์” และความไม่แน่นอนทางภาษี

เริ่มต้นปีด้วยแรงกดดันมหาศาลจากการประกาศเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก แม้ปัจจุบันจะมีการระบุอัตราภาษีที่ 19% แต่กระบวนการนี้ยังไม่มีความชัดเจน รวมถึงประเด็นที่ศาลสหรัฐฯ อาจเข้ามาสกัดกั้นผลบังคับใช้ของกฎหมายนี้ ทำให้ตลาดทุนไทยและโลกยังต้องเผชิญกับภาวะ Wait & See

2. มหันตภัยธรรมชาติ: กระทบเครื่องยนต์หลัก “การท่องเที่ยว”

ดร.ศรพลกล่าวว่าปี 2568 เป็นปีที่ประเทศไทยเผชิญกับภัยธรรมชาติครบทุกด้าน คือ

  • ดิน (แผ่นดินไหว): กระทบความเชื่อมั่นอย่างหนักต่อภาคการท่องเที่ยว
  • น้ำ (น้ำท่วม): ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่
  • ไฟ (ความขัดแย้งชายแดน): ประเด็นกระทบกระทั่งกับประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา) แม้เป็นเรื่อง Sentiment แต่ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในภาพรวม

ปัจจัยเหล่านี้รวมถึงข่าวลบเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวในปี 2568 ไม่ถึงเป้าหมายที่คาดหวังไว้ว่าจะกลับไปเท่าช่วงก่อนโควิด-19

3. ปัจจัยภายใน: สุญญากาศทางการเมืองและการปรับแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

  • สถานการณ์การเมืองไทยปีที่ผ่านมามีความผันผวนสูงกว่าที่คาดการณ์
  • โครงการดึงดูดการลงทุนต่างชาติ (FDI) และการดึงธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาดทุนถูกชะลอ (Pause) เพื่อรอความชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่
  • การยุบสภาที่เกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนด ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาวต้องสะดุดลง
  • รัฐบาลต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการ “ดับไฟและวิดน้ำ” หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ

ดร.ศรพลกล่าวว่า ปี 2569 นี้ยังคงต้องเผชิญกับ “Unexpected Events” หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวิกฤตความเชื่อมั่นในสถาบันการเงินระดับโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ โดยประเด็นที่สร้างความสั่นสะเทือนให้ตลาดเงินทั่วโลกในปีนี้คือ การฟ้องร้องประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในขณะที่วาระการดำรงตำแหน่งกำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคมนี้ นอกจากนี้มีประเด็นใหม่ตั้งแต่ต้นปี คือ วิกฤตเวเนซุเอลา ขณะที่มาตรการภาษีและการเลือกตั้งในหลายประเทศยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่ผันผวนและความไม่แน่นอนที่อาจกลายเป็น “ความปกติใหม่” ดร.ศรพลกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งเน้นไปที่การจัดการสิ่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือ “Sphere of Influence” ขององค์กร โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับ Trust and Confidence ซึ่งเป็นหัวใจของระบบการเงินและตลาดทุน

โดยสรุปการดำเนินงานที่สำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2568 ว่า มีด้วยกัน 3 ด้านคือ หนึ่ง เพิ่มความน่าสนใจให้ตลาด สอง ฟื้นความเชื่อมั่นสร้างเสถียรภาพ และสามขับเคลื่อนความยั่งยืน

ในด้านเพิ่มความน่าสนใจให้ตลาด ได้เปิดตัวโครงการ JUMP+ เสริมศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่มให้ บจ. อย่างยั่งยืน โดยมี บจ. 110 บริษัทเข้าร่วม (ณ 30 ธ.ค. 2568) พร้อมขยายเวลาสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 31 มี.ค. 2569

“หนึ่งในกลไกสำคัญคือโครงการ Jump Plus ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมแล้ว 110 บริษัท สะท้อนสัญญาณเชิงบวกว่าบริษัทเหล่านี้พร้อมปรับตัวและดำเนินการเชิงรุก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ถือหุ้นหรือ “ลูกค้า” ตามนิยามใหม่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านการให้ความสำคัญกับ Shareholder Value การสื่อสารกับนักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และการดำเนินโครงการที่สร้างประโยชน์ชัดเจนต่อผู้ถือหุ้น”ดร.ศรพลกล่าว

ในด้านผลิตภัณฑ์การลงทุน นอกจากหุ้นและตลาดอนุพันธ์ (TFEX) แล้ว ยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภท Safe Keeping หรือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ตราสารหนี้ ผ่านรูปแบบใหม่อย่าง G-Token หรือ Bond Connect (Electronic Bond) ซึ่งระบบฝั่ง Primary ได้พัฒนาแล้วเสร็จ และพร้อมใช้งานทันทีเมื่อภาครัฐเปิดไฟเขียว เพื่อเปิดผู้ลงทุนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้น โดยมี 15 บริษัทหลักทรัพย์เข้าร่วม คาดเริ่มเปิดซื้อขายในไตรมาส 1 ปี 2569 พร้อมพัฒนาระบบรองรับ G-Token

ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Leverage และ Inverse ETF เพื่อให้นักลงทุนสามารถบริหารกลยุทธ์การลงทุนได้ทั้งในภาวะตลาดขาขึ้นและขาลง ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สินค้าใหม่ Leveraged และ Inverse ETF สร้างทางเลือกการลงทุนรูปแบบใหม่ ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนแบบทวีคูณ

ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) เติบโตต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ โดยมี DR เข้าใหม่ 168 หลักทรัพย์ ณ สิ้นปี มีจำนวนรวม 233 หลักทรัพย์ จากปี 2567 ที่มี 65 หลักทรัพย์

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือ Depositary Receipt (DR) ซึ่งเริ่มต้นในปี 2561 จากเพียง 1 หลักทรัพย์ แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 233 ตัว จากปี 2567 ที่มี 65 หลักทรัพย์ สะท้อนความต้องการของนักลงทุนไทยในการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ โดยสามารถลงทุนผ่านแพลตฟอร์มในประเทศ ใช้เงินบาท และไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่ในต่างประเทศ

ด้านฟื้นความเชื่อมั่นสร้างเสถียรภาพ ดร.ศรพลกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ออกมาตรการจำนวนมากเพื่อดูแลเสถียรภาพตลาด โดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์สำคัญ เช่น วันที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศนโยบาย Liberation Day ด้านภาษีศุลกากร ซึ่งแสดงให้เห็นถึง Resiliency ของระบบตลาดทุนไทย ที่สามารถผ่านวิกฤตทางการเมือง ภัยพิบัติ และความผันผวนระดับโลกมาได้อย่างต่อเนื่อง

การปรับปรุงมาตรการเพื่อเสถียรภาพของตลาด เช่น การกำกับดูแลการขายชอร์ต การกำกับดูแล HFT รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการที่ได้ประกาศใช้เมื่อปี 2567

จำกัดน้ำหนักหลักทรัพย์รายตัว (Constituent Stock Weight Capping) ของหุ้นที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี SET50, SET100, SET50FF และ SET100FF ไม่เกินหลักทรัพย์ละ 10%

ดำเนินมาตรการชั่วคราวเพื่อรับมือความผันผวนใน SET, mai และ TFEX โดยปรับเกณฑ์ Ceiling & Floor และ Dynamic Price Band (8-11 เม.ย. และ 23-24 มิ.ย. 2568)

ผลักดัน Ease of Doing Business โดยเรื่องแรกตลาดหลักทรัพย์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ผลักดันระบบ “E-Proxy” เต็มรูปแบบ เปลี่ยนการมอบฉันทะเพื่อโหวตในที่ประชุมผู้ถือหุ้นจากรูปแบบกระดาษสู่ดิจิทัล ซึ่งหากยังต้องใช้ระบบเอกสารกระดาษที่ต้องส่งข้ามประเทศ จะสร้างความไม่สะดวกอย่างมากและไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการลงทุนระดับโลก

“โปรเจคใหญ่ที่จะเดินหน้าต่อในปีนี้คือ QR Code Sealer การส่งเอกสารเป็น Electronics จากข้อมูลล่าสุด พบว่ามีบริษัทจดทะเบียนกว่า 500 บริษัท ที่เริ่มใช้งานการส่งเอกสารผ่าน QR Code แล้ว ช่วยลดต้นทุนและลดการใช้กระดาษ”

การปรับกฎเกณฑ์ Treasury Stock เพื่อเอื้อให้บริษัทจดทะเบียนซื้อคืนหุ้นได้สะดวกขึ้น หลังปี 2568 มีการซื้อคืนหุ้นสูงเป็นประวัติการณ์

“การปรับกฎเกณฑ์ในบางส่วนก็ผลักดันเรียบร้อยและอื่นๆ ที่เรากําลังทําตามมาเพราะฉะนั้นในภาวะที่ผันผวน เราไม่ได้นิ่งดูดายในการปรับกฎเกณฑ์ ทั้งกฎเกณฑ์ที่ช่วยในเรื่องของความผันผวนระยะสั้น และกฎเกณฑ์ที่จะช่วยอํานวยความสะดวกที่เป็นพื้นฐานในระยะยาว”ดร.ศรพลกล่าว

ด้าน ขับเคลื่อนความยั่งยืน ดร.ศรพลกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดตัวเครื่องมือ SET Carbon สำหรับคำนวณการปล่อยคาร์บอนของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 299 บริษัท และมีโครงการร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 2 แห่ง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมกับการเงินอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังประกาศความมุ่งมั่นขององค์กรในการบรรลุ Net Zero โดยได้รับการรับรองจาก Science Based Targets initiative (SBTi) และนับเป็นตลาดหลักทรัพย์ลำดับที่ 4 ของโลกที่มีการยืนยันแผนอย่างเป็นทางการ

ในมิติทางสังคม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงดำเนินงานด้าน Financial Literacy และกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การช่วยเหลือภัยพิบัติ ไปจนถึงการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

รุกสร้าง Demand-Supply-TFEX ปั้นแพลตฟอร์มใหม่ ดึงดูด New Economy และขยายฐานนักลงทุนรุ่นใหม่

สำหรับแผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี (2569-2571) นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด กล่าวว่า จัดทำขึ้น ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก 1)รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น (Exciting Markets with Confidence) 2)ผนึกกำลัง ขยายการเติบโต (Grow Business with Stakeholders) และ3) เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน (Great Process and People)

ในด้าน รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น ออกแบบให้ขับเคลื่อนควบคู่กันใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ฝั่งอุปสงค์ (Demand), ฝั่งอุปทาน (Supply) และ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX)

ในฝั่งอุปสงค์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมุ่งดึงดูดกระแสเงินลงทุน (Fund Flow) ผ่านกิจกรรมและแคมเปญต่าง ๆ ที่ดำเนินการร่วมกับพันธมิตรและสมาชิกตลาด เพื่อกระตุ้นปริมาณการซื้อขาย (Volume) ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้านักลงทุน

อีกหนึ่งแกนสำคัญคือการ ต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะ DR ซึ่งแม้ปัจจุบันจะมีมากกว่า 230 หลักทรัพย์แล้ว แต่ยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Bond Connect ที่คาดว่าจะเปิดตัวภายในปีนี้ ตลอดจนการศึกษาความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์อย่าง Crypto ETF

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา เครื่องมือ (Tools) เพื่อสนับสนุนพันธมิตรและลูกค้า หนึ่งในโครงการสำคัญคือการพัฒนา แอปพลิเคชันศูนย์รวมพอร์ตการลงทุน ที่รวมข้อมูลหุ้น ตราสารหนี้ และกองทุนเพื่อการออมด้านภาษีไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยให้นักลงทุนสามารถติดตามสถานะการลงทุนและความมั่งคั่งได้อย่างครบวงจร

ในด้านการเข้าถึงนักลงทุน (Investor Outreach) ปีนี้ถือเป็นปีสำคัญ เนื่องจากครบรอบ 20 ปีของงาน Thailand Focus รวมถึงประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม World Bank–IMF ซึ่งจะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเตรียมเร่งกิจกรรม Inbound และ Outbound Roadshow เพื่อสื่อสารข้อมูลและสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลก

ฝั่งอุปทาน: ยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียน

ในมิติอุปทาน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเน้นการ ยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียน โดยเริ่มจากการทบทวนกระบวนการและกฎเกณฑ์การทำ IPO หลังจำนวน IPO ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอยู่ในทิศทางลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับ 5–10 ปีก่อน การทบทวนนี้มีเป้าหมายเพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มความคล่องตัว โดยทำงานร่วมอย่างใกล้ชิดกับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และสำนักงาน ก.ล.ต.

ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยอมรับว่าโครงสร้างบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ IPO ใหม่ ยังมีสัดส่วน Old Economy ค่อนข้างมาก จึงอยู่ระหว่างการหากลไกดึงดูด New Economy เข้าสู่ตลาด ทั้งผ่านความร่วมมือกับ BOI และการทบทวนเกณฑ์การจดทะเบียน เช่น เรื่อง Market Cap และ Foreign Listing เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจยุคใหม่

สำหรับโครงการ JUMP+ ซึ่งเป็นโครงการระยะ 4 ปี และเข้าสู่ปีที่ 2 ในปีนี้ ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 110 แห่ง โดยโฟกัสปีนี้จะอยู่ที่การเพิ่ม Visibility และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ (Knowledge Sharing) ระหว่างบริษัทจดทะเบียน ทั้งนี้ โครงการยังเปิดรับสมัครถึงวันที่ 31 มีนาคม คาดว่าจำนวนบริษัทจะเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย

” ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเตรียมเสริมความแข็งแกร่งด้าน ธรรมาภิบาล (CG) ให้กับบริษัทจดทะเบียนกว่า 800 แห่ง ผ่านการพัฒนาบทบาทของ “Gatekeeper” สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเลขานุการบริษัท ฝ่ายตรวจสอบภายใน รวมถึงการอบรมคณะกรรมการบริษัท เพื่อยกระดับระบบควบคุมภายในและความแข็งแรงของ Ecosystem ตลาดทุนโดยรวม” นายสวรวิศกล่าว

TFEX: เพิ่มสินค้า–ขยายฐานนักลงทุน

มิติที่สามคือการพัฒนาตลาด TFEX ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับตลาดหุ้น หาก TFEX เติบโตได้เร็ว จะส่งผลบวกต่อระบบตลาดทุนทั้งหมด ปัจจุบัน TFEX มีนักลงทุนราว 250,000 ราย เทียบกับตลาดหุ้นที่มีมากกว่า 3.5 ล้านราย สะท้อนศักยภาพการเติบโตที่ยังเปิดกว้าง

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเตรียมทำงานร่วมกับสมาชิกเพื่อส่งเสริม Cross-selling ดึงนักลงทุนจากตลาดหุ้นเข้าสู่ TFEX มากขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น การปรับขนาดสัญญาทองคำให้เล็กลง การพัฒนา Gold Perpetual และการศึกษาความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์ด้านคริปโท

ในด้านสภาพคล่อง TFEX จะทำงานใกล้ชิดกับ Market Maker เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ใหม่ และในระยะยาวจะเน้นการ อบรมและสร้างนักลงทุนรุ่นใหม่ เพื่อขยายฐานผู้ลงทุนและผู้ซื้อขายในตลาดอนุพันธ์อย่างยั่งยืน

ผนึกกำลัง ขยายการเติบโต

สำหรับกลยุทธ์ที่สอง ผนึกกำลัง ขยายการเติบโต (Grow Business with Stakeholders) ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน อธิบายว่า ตลาดหลักทรัพย์จะ

  • สร้าง SET Climate Ecosystem: ร่วมกับพันธมิตรขยายการใช้งาน SETCarbon ในกลุ่ม บจ. รวมถึง Supply chain ของ บจ. ธนาคาร และลูกค้าธนาคาร โดยมีแผนพัฒนาฟังก์ชันให้ครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ตั้งเป้า บจ. ใช้งานระบบเพิ่มขึ้นอีก 100 บริษัท พร้อมมุ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนกลางของประเทศด้วยมาตรฐานข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกภาคส่วน รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

  • ต่อยอดธุรกิจ Market Data & Access: นำ AI มาพัฒนาข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งภายในและให้บริการภายนอกองค์กร พัฒนานโยบายสำหรับการให้บริการเชิงพาณิชย์ให้เทียบเคียงสากล

ดร.ศรพลกล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือการมี ฐานข้อมูลเชิงลึกและเชื่อถือได้ ทั้งข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน ข้อมูลการซื้อขาย (Trade Data) และข้อมูลด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความต่อเนื่องยาวนานกว่า 50 ปี ผ่านกระบวนการจัดเก็บและตรวจสอบ ทำให้สามารถนำไปใช้งานได้อย่างมั่นใจในระดับสูง

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งเป้าต่อยอดฐานข้อมูลเหล่านี้ให้สร้าง โอกาสทางธุรกิจ และพัฒนาเป็น แอปพลิเคชัน ที่ตอบโจทย์ทั้งการทำงานภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนาเชิงนโยบายหรือการกำกับดูแล รวมถึงการสนับสนุนผู้ร่วมตลาดในการวิเคราะห์ข้อมูลและมองเห็นเทรนด์ใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หนึ่งในโครงการสำคัญที่เริ่มดำเนินการแล้วคือ โครงการ Atlas ซึ่งเป็นการรวมศูนย์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ลดความซ้ำซ้อนและความยุ่งยากในการค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่ง พร้อมเริ่มนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล โดยในระยะแรกจะใช้งานภายในองค์กรก่อน

แนวคิดสำคัญของการใช้ AI คือการทำให้การเข้าถึงข้อมูลเป็นไปใน “ภาษาคน” ผู้ใช้งานสามารถตั้งคำถามเชิงสถานการณ์ได้โดยตรง เช่น หากเกิดแผ่นดินไหวหรือเหตุการณ์เศรษฐกิจระดับโลก บริษัทหรือหุ้นใดอาจได้รับผลกระทบ และเพราะเหตุใด โดย AI จะดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อถือได้ เพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการตัดสินใจและการวิเคราะห์

ในปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเดินหน้าพัฒนาทั้งคุณภาพข้อมูลและแอปพลิเคชันอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะมีความพร้อมเพียงพอในการเปิดให้ผู้ใช้งานภายนอกเข้าถึงได้ในอนาคต

ขณะเดียวกัน ภายในองค์กรยังมีการส่งเสริมการใช้ข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรม Hackathon ซึ่งปีที่ผ่านมาได้รับข้อเสนอโครงการถึง 22 โครงการ หลายแนวคิดมีศักยภาพในการนำข้อมูลภายในที่ยังถูกใช้งานไม่เต็มที่ มาพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์จริง และในปีนี้คาดว่าจะมีการจัดกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน

กลยุทธ์ด้านที่สามเสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน (Great Process and People) นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯมุ่ง

  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการบริการ: พัฒนาระบบ Clearing ใหม่เพื่อเตรียมการที่จะเริ่มให้บริการในปี 2570 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบ และยกระดับ TSD e-Service เช่น QR Code Sealer,
    e-Proxy, e-Document, Investor Portal

  • วางรากฐานพัฒนาคน: ขับเคลื่อนบุคลากรเพื่อสอดรับกับทิศทางองค์กรและธุรกิจ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สร้างสรรค์นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม และตระหนักถึงความยั่งยืน

นายอัสสเดชกล่าวว่า การขับเคลื่อนทั้งหมดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แย้อนกลับมาที่คำว่า “คน” ไม่ใช่เพียงคนในองค์กรตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่คือ คนทั้งระบบตลาดทุน ตั้งแต่นักลงทุน บริษัทจดทะเบียน ตัวกลาง ไปจนถึงผู้กำกับดูแล

แม้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบปฏิบัติการ และกระบวนการทำงาน (Process & Operation) จะเป็นสิ่งจำเป็น แต่การพัฒนา “คน” ต้องเดินไปพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น TSDE Service ที่อยู่ระหว่างการออกแบบใหม่ครั้งใหญ่ ไม่ใช่เพียงเพราะองค์กรกำลังเข้าสู่ช่วงที่มีการเกษียณจำนวนมาก แต่เพราะหลายกระบวนการไม่ได้ถูกทบทวนอย่างจริงจังมานานแล้ว นี่จึงเป็นจังหวะสำคัญในการนำเทคโนโลยี AI และการสื่อสารที่คล่องตัวขึ้นมาใช้

นายอัสสเดชกล่าวว่า ในยุคปัจจุบัน ลูกค้าและนักลงทุนไม่ควรต้องเสียเวลาฝ่ารถติด มาหาที่จอดรถยาก และต่อคิวรับบริการที่เคาน์เตอร์อีกต่อไป แม้การบริการจะดีเพียงใดก็ตาม ตลาดทุนต้องเป็นฝ่าย “ไปหาเขา” ไม่ใช่รอให้เขาเดินมาหาเรา การทบททวนกระบวนการทำงานทั้งหมดจึงเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ใช้บริการ

ขณะเดียวกัน การวางรากฐานการพัฒนาคนต้องเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแทบทุกวัน เทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นแทบทุกเดือน คนในตลาดทุนต้องพร้อมออกจาก Comfort Zone ผ่านการเรียนรู้รูปแบบใหม่ เช่น E-Learning การสื่อสารเชิงรุก และการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง

นายอัสสเดชกล่าวว่า อีกหนึ่งในแนวคิดคือการจัดตั้ง “วิทยาลัยตลาดทุนสำหรับวัยเกษียณ” เพื่อรองรับคนทำงานที่เมื่อเกษียณแล้วมีเวลาและความสนใจด้านการลงทุนมากขึ้น แต่การให้ความรู้ลักษณะนี้ต้องออกแบบอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ผลักดันให้เงินออมทั้งชีวิตถูกนำไปลงทุนในความเสี่ยงเกินตัว จำเป็นต้องมีหลักสูตร วิทยากร และแนวทางการลงทุนที่เหมาะสมกับวัยเกษียณโดยเฉพาะ

Great Process & Great People คือสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งพัฒนาต่อไป” นายอัสสเดชกล่าว

บทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯต้องดุดันมากขึ้น

นายอัสสเดชกล่าวว่า บทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระยะถัดไปอาจต้อง “ดุดัน” มากขึ้น ไม่ใช่เพียงบทบาทขององค์กร แต่รวมถึงตัวผู้นำและทีมงานด้วย ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาคือโครงการ JUMP+ ซึ่งได้ศึกษาจาก Value Up Program ของญี่ปุ่น ที่ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่นออกโรดโชว์ทั่วโลก ชี้ชัดต่อสาธารณะว่าบริษัทใดปรับตัวจริง บริษัทใดยังนิ่งเฉย เพื่อสร้างแรงกดดันทางสังคม (Peer Pressure)

นายอัสสเดชมองว่า “ถึงเวลาที่ต้องกล้าพูด กล้าชี้ และกล้าส่งสัญญาณไปยังบริษัทที่ยังติดอยู่ใน Comfort Zone” ขณะเดียวกันนายอัสเดชก็พร้อมชื่นชมบริษัทกว่า 110 แห่ง ที่เข้าร่วม Jump Plus “ซึ่งกล้าออกจาก Comfort zone กล้าเปิดเผยแผน กล้าสื่อสารกับนักลงทุน แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านชื่อเสียง หากแผนไม่เป็นไปตามคาด”

ในมิติ ธรรมาภิบาล (CG) แม้การกำกับดูแลจะเข้มแข็งมาโดยตลอด แต่ก้าวต่อไปคือการ “เคาะประตู” ห้องประชุมบอร์ดของบริษัทจดทะเบียนโดยตรง โดยเฉพาะบทบาทของกรรมการอิสระ ที่ในทางปฏิบัติหลายครั้งยังถูกตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระจริง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเข้าไปสื่อสารโดยตรงกับบอร์ด เพื่อย้ำบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของกรรมการบริษัทจดทะเบียน

ด้านเทคโนโลยีและแอปพลิเคชัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งเป้าลดความซ้ำซ้อน ไม่ต้องการมีแอปจำนวนมาก แต่ต้องการ แอปที่น้อย ใช้ง่าย และเกิดประโยชน์จริง แอปใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวจะทำหน้าที่รวมข้อมูลทุกมิติ ช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพครบถ้วน ปรับใช้ได้ตามช่วงวัยและเป้าหมายการลงทุน

ขณะเดียวกัน กฎเกณฑ์ตลาดทุนก็ต้องถูกทบทวนอย่างจริงจัง หลังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการออกเกณฑ์จำนวนมากเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนหลายกลุ่ม ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงอยู่ระหว่างประเมินว่า กฎเหล่านี้ยังตอบโจทย์ ประโยชน์ของตลาดทุนโดยรวม หรือไม่ โดยทำงานร่วมกับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญภายนอก เพื่อหลีกเลี่ยงการมองจากมุมเดียว และเพื่อให้“ตอบโจทย์ของนักลงทุนโดยรวมจริง ทั้งนักลงทุนต่างประเทศ นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายย่อย”

ในฝั่ง TFEX ซึ่งมีผู้บริหารใหม่เข้ามารับหน้าที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ตั้งโจทย์ชัดว่า ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมนักลงทุนปัจจุบันมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดทองคำ ซึ่งมีการซื้อขายนอกระบบจำนวนมหาศาล ทั้งที่ตลาด TFEX เป็นแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือที่สุด

” 3–4 หัวข้อยุทธศาสตร์หลัก ยังมีรายละเอียดเชิงลึกจำนวนมากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมปรับปรุงแก้ไข” นายอัสสเดชกล่าว

Stock Exchange of Thailand announced a three-year plan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...