“ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา” มอบเหรียญโนเบลสันติภาพให้ “ทรัมป์” ลุ้นบทบาทอนาคตเวเนซุเอลา
"ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา" ใช้สัญลักษณ์รางวัลโนเบลสันติภาพเป็นหมากทางการเมือง หวังโน้มน้าวผู้นำสหรัฐ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านอำนาจหลังยุคมาดูโร
วันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 08.36 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า มาเรีย โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา มอบเหรียญรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของตนให้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ระหว่างการเข้าพบหารือที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ท่ามกลางความพยายามของเธอในการสร้างอิทธิพลต่อแนวทางที่สหรัฐจะกำหนดอนาคตทางการเมืองของเวเนซุเอลา
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า ทรัมป์มีแผนจะเก็บเหรียญดังกล่าวไว้ โดยในโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อช่วงค่ำ ทรัมป์ระบุว่ามาชาโดมอบเหรียญโนเบลให้เขาเพื่อยกย่องผลงานที่ผ่านมา พร้อมกล่าวขอบคุณและชื่นชมว่าเป็นท่าทีแห่งความเคารพซึ่งกันและกัน
มาชาโด ซึ่งอธิบายการพบหารือครั้งนี้ว่าเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม กล่าวว่า การมอบเหรียญดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ของการยอมรับในสิ่งที่เธอเรียกว่า ความมุ่งมั่นของทรัมป์ต่อเสรีภาพของประชาชนชาวเวเนซุเอลา
การเคลื่อนไหวของมาชาโดเกิดขึ้น หลังทรัมป์แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการแต่งตั้งเธอขึ้นเป็นผู้นำเวเนซุเอลาแทน นิโกลัส มาดูโร ที่ถูกโค่นอำนาจ ขณะเดียวกัน ทรัมป์เคยแสดงความต้องการคว้ารางวัลโนเบลสันติภาพอย่างเปิดเผย และเคยไม่พอใจเมื่อไม่ได้รับรางวัลดังกล่าว ก่อนที่มาชาโดจะได้รับเกียรติในเดือนที่ผ่านมา
แม้มาชาโดจะมอบเหรียญทองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรางวัลให้แก่ทรัมป์ แต่เกียรติยศของรางวัลยังคงเป็นของเธอ โดย สถาบันโนเบลแห่งนอร์เวย์ ยืนยันว่ารางวัลโนเบลไม่สามารถโอน แบ่งปัน หรือเพิกถอนได้
การพบกันครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงการรับประทานอาหารกลางวันนานกว่าหนึ่งชั่วโมง ถือเป็นการพบกันต่อหน้าครั้งแรกของทั้งสองคน จากนั้นมาชาโดได้พบกับสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ จากทั้งสองพรรคมากกว่าสิบคนบนเนินแคปิตอลฮิลล์ ซึ่งเธอได้รับการตอบรับในเชิงบวกมากกว่า
โฆษกทำเนียบขาว คาโรไลน์ เลวิตต์ ระบุว่า ทรัมป์ตั้งตารอการพบกับมาชาโด แต่ยังยึดจุดยืนว่า ในระยะสั้นเธอยังไม่ได้รับการสนับสนุนมากพอที่จะขึ้นเป็นผู้นำประเทศ
มาชาโด ซึ่งหลบหนีออกจากเวเนซุเอลาอย่างอุกอาจทางทะเลเมื่อเดือนธันวาคม กำลังพยายามช่วงชิงความสนใจจากทรัมป์ ท่ามกลางการแข่งขันกับฝ่ายรัฐบาลเวเนซุเอลา เพื่อรักษาบทบาททางการเมืองของตนในอนาคต
หลังจากสหรัฐ จับกุมมาดูโรได้จากปฏิบัติการจู่โจมเมื่อต้นเดือนนี้ กลุ่มฝ่ายค้าน ชาวเวเนซุเอลาในต่างแดน และนักการเมืองในสหรัฐฯ และลาตินอเมริกา ต่างแสดงความหวังว่า เวเนซุเอลาจะเริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย
ด้านคริส เมอร์ฟี วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต เปิดเผยว่า มาชาโดให้ข้อมูลต่อวุฒิสภาว่า การปราบปรามทางการเมืองในเวเนซุเอลายังคงไม่ต่างจากยุคมาดูโร โดย เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการ ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองที่มีความชำนาญและกำลังฝังรากอำนาจลึกขึ้น จากการสนับสนุนของทรัมป์
ทรัมป์ระบุว่านโยบายของเขามุ่งเน้นการเข้าถึงทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลาและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเคยกล่าวชื่นชมโรดริเกซหลายครั้งว่าเป็นผู้ที่“ทำงานด้วยแล้วดี”
มาชาโดถูกศาลสูงเวเนซุเอลา ซึ่งเต็มไปด้วยพันธมิตรของมาดูโร สั่งห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2567 แม้ผู้สังเกตการณ์นานาชาติจะเชื่ออย่างกว้างขวางว่า เอดมันโด กอนซาเลซ ผู้สมัครฝ่ายค้านที่เธอสนับสนุน ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนขาดลอย แต่ฝ่ายรัฐบาลประกาศชัยชนะและยังคงกุมอำนาจต่อไป แม้รัฐบาลจะปล่อยตัวนักโทษการเมืองหลายสิบคนในช่วงที่ผ่านมา แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าจำนวนดังกล่าวถูกกล่าวอ้างเกินจริง
ในการแถลงต่อรัฐสภา โรดริเกซเรียกร้องให้ใช้แนวทางการทูตกับสหรัฐ พร้อมระบุว่า หากจำเป็นต้องเดินทางไปกรุงวอชิงตัน เธอจะไปด้วยเท้าของตัวเอง ไม่ใช่ถูกลากไป และเตรียมเสนอการปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
อ้างอิง : reuters.com