“ทรัมป์” ประกาศ “ยุคทองของอเมริกาเริ่มแล้ว” ชาติยิ่งใหญ่ มั่งคั่ง แข็งแกร่งกว่าเดิม
"ทรัมป์" เปิดสุนทรพจน์ State of the Union ประกาศ "ยุคทองของอเมริกาเริ่มแล้ว" ย้ำความเชื่อมั่นว่าประเทศกลับมายิ่งใหญ่ มั่งคั่ง และแข็งแกร่งกว่าที่เคย
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.27 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อที่ประชุมรัฐสภาสหรัฐฯ ณ อาคารรัฐสภา กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยมีเป้าหมายสำคัญในการแสดงผลงานด้านเศรษฐกิจตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน
โดย โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดสุนทรพจน์ช่วงสำคัญด้วยถ้อยคำที่เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของประเทศ โดยกล่าวต่อที่ประชุมสภาคองเกรสและชาวอเมริกันว่า “ประเทศของเรากลับมาแล้ว และยิ่งใหญ่กว่า ดีขึ้น มั่งคั่งขึ้น และแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา”
ทรัมป์ ระบุว่า ในอีกไม่ถึงห้าเดือนข้างหน้า สหรัฐจะเฉลิมฉลองวาระสำคัญทางประวัติศาสตร์ ครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของอเมริกา ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นหมุดหมายอันยิ่งใหญ่ของชาติ
เขากล่าวต่อว่า วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 จะเป็นการเฉลิมฉลองสองศตวรรษครึ่งแห่งเสรีภาพ ชัยชนะ ความก้าวหน้า และอิสรภาพของประเทศที่ “น่าทึ่งและพิเศษที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนพื้นพิภพ” พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ประชาชนเห็นในขณะนี้ยังไม่ใช่ทั้งหมด และสหรัฐจะเดินหน้าทำผลงานให้ดียิ่งขึ้นไปอีกอย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด ทรัมป์ประกาศอย่างหนักแน่น ว่า“นี่คือยุคทองของอเมริกา”
ทั้งนี้การกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับทรัมป์อย่างยิ่ง เนื่องจากผลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่าคะแนนนิยมของเขากำลังลดลงในหลายประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมซึ่งจะมีขึ้นในอีกไม่ถึง 9 เดือน และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองในกรุงวอชิงตันจากพรรครีพับลิกัน
ทรัมป์จะขึ้นเวทีเพียงไม่กี่วันหลังจากศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรที่เป็นรากฐานสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจของเขา และในขณะที่ยังรอคำตัดสินอีกคดีหนึ่งจากศาลสูงสุดเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีต่อธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) นอกจากนี้ เขายังอยู่ระหว่างพิจารณาความเป็นไปได้ของปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และต้องรับมือกับการปิดหน่วยงานกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ที่ยืดเยื้อ จากความกังวลของพรรคเดโมแครตเกี่ยวกับการใช้อำนาจบังคับใช้กฎหมายเกินขอบเขต
อ้างอิง : www.cnbc.com