โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“จีน-อินเดีย-บราซิล” จากผู้เสียเปรียบสู่ผู้ชนะ หลังศาลสหรัฐรื้อเกมภาษีทรัมป์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 ก.พ. เวลา 10.52 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 03.52 น.

คำตัดสินศาลฎีกาสหรัฐยกเลิกภาษีฉุกเฉินของทรัมป์ ทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยต่อสินค้าจากหลายประเทศลดลง โดยจีน อินเดีย และบราซิล กลายเป็นผู้ได้ประโยชน์มากที่สุด

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.23 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ในสถานการณ์ที่พลิกผันอย่างรวดเร็ว ประเทศที่เคยได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์รายใหญ่ที่สุดจากคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐที่สั่งยกเลิกการใช้มาตรการภาษีฉุกเฉินของเขา

จีน อินเดีย และบราซิล เป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังเผชิญอัตราภาษีนำเข้าสู่สหรัฐที่ลดลง หลังศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ว่า การที่ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรนั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แม้ว่าทรัมป์จะประกาศตามมาภายหลังว่าจะจัดเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 15% แต่ Bloomberg Economics คำนวณว่าอัตราภาษีที่แท้จริงโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 12% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ทรัมป์เปิดตัวมาตรการ Liberation Day เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

สำหรับภูมิภาคเอเชีย นักเศรษฐศาสตร์ของมอร์แกน สแตนลีย์ประเมินว่าอัตราภาษีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจะลดลงเหลือ 17% จากเดิม 20% ขณะที่ภาษีเฉลี่ยต่อสินค้าจากจีนจะลดลงเหลือ 24% จาก 32% อย่างไรก็ดีการผ่อนคลายนี้อาจเป็นเพียงชั่วคราว เนื่องจากรัฐบาลทรัมป์ยังมีแนวโน้มใช้มาตรการภาษีรายอุตสาหกรรมและรายประเทศ เพื่อฟื้นโครงสร้างภาษีของตนขึ้นมาใหม่

นักเศรษฐศาสตร์ของมอร์แกน สแตนลีย์ซึ่งนำโดย เชตัน อาห์ยา ระบุในบทวิเคราะห์ว่า“ระดับความไม่แน่นอนสูงสุดเกี่ยวกับภาษีและความตึงเครียดทางการค้าได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว”

ภาษีใหม่แบบเหมารวมทั่วกระดานยังเท่ากับเป็นการรีเซ็ตสนามแข่งขันให้กับคู่ค้าของสหรัฐ โดยสำหรับจีน ซึ่งก่อนหน้านี้ยังถูกเก็บภาษีเพิ่ม 10% จากประเด็นเฟนทานิล และถูกศาลยกเลิกเช่นกัน ทำให้การส่งออกไปสหรัฐเผชิญอัตราภาษีที่เบาลง ขณะที่ประเทศที่เคยเจรจาได้อัตราต่ำ 10% ภายใต้กรอบ reciprocal tariffs เดิม เช่น สหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย กลับกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐกำลังกดดันให้คู่ค้าอย่างสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นปฏิบัติตามพันธกรณีที่ตกลงไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมพยายามรักษาความต่อเนื่องของข้อตกลงพักรบทางการค้าระยะ 1 ปีกับจีน โดยทรัมป์มีแผนเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในเร็ว ๆ นี้เพื่อพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ขณะที่จีนซึ่งอยู่ระหว่างช่วงวันหยุดยาว ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการต่อคำตัดสินของศาลฎีกา

เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวว่า “เราต้องการให้แน่ใจว่าจีนปฏิบัติตามข้อตกลงในส่วนของตน ซึ่งหมายถึงการซื้อสินค้าที่พวกเขาให้คำมั่นว่าจะซื้อ”

แคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ถูกเก็บภาษีจากประเด็นเฟนทานิลเช่นกัน จะได้รับประโยชน์จากการยกเลิกมาตรการดังกล่าว และหากการยกเว้นภายใต้ความตกลง USMCA ยังมีผลอยู่ ทั้งสองประเทศจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบอย่างมากตามการประเมินของ Bloomberg Economics

ในทางกลับกัน การจัดเก็บภาษีใหม่ 15% ทำให้ประเทศที่เคยได้อัตรา 10% เสียเปรียบลง ขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่น ซึ่งเคยเผชิญอัตรา 15% และถือว่ามีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในอดีต ก็สูญเสียข้อได้เปรียบดังกล่าวไปเช่นกัน

แม้คำตัดสินของศาลจะเพิ่มความไม่แน่นอนรอบใหม่ให้กับนโยบายการค้า แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่า การค้าระหว่างประเทศในช่วงปีที่ผ่านมายังคงมีความแข็งแกร่ง และการเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษีเฉลี่ยโดยรวมค่อนข้างจำกัด ทำให้ผลกระทบระยะสั้นอาจไม่รุนแรงนัก

นักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งรวมถึง เดวิด เมอริเคิล ประเมินว่า การผสมผสานระหว่างคำตัดสินของศาลฎีกาและการใช้ภาษีตามมาตรา 122 จะทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี 2568 เพียงราว 9 จุดเปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่คาดว่าจะเพิ่มมากกว่า 10 จุดเปอร์เซ็นต์

พวกเขาระบุว่าการนำเข้าจากประเทศที่ได้รับการลดภาษีอย่างมีนัยสำคัญมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงหลายเดือนข้างหน้า แต่ผลกระทบต่อ GDP น่าจะถูกชดเชยด้วยการสะสมสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น การบริโภคที่สูงขึ้น การลดการนำเข้าจากประเทศอื่นที่เคยถูกใช้เป็นทางผ่านทางการค้า และการลดลงเพียงเล็กน้อยของการนำเข้าจากประเทศที่ถูกปรับขึ้นภาษี

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...