“จีน-อินเดีย-บราซิล” จากผู้เสียเปรียบสู่ผู้ชนะ หลังศาลสหรัฐรื้อเกมภาษีทรัมป์
คำตัดสินศาลฎีกาสหรัฐยกเลิกภาษีฉุกเฉินของทรัมป์ ทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยต่อสินค้าจากหลายประเทศลดลง โดยจีน อินเดีย และบราซิล กลายเป็นผู้ได้ประโยชน์มากที่สุด
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.23 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ในสถานการณ์ที่พลิกผันอย่างรวดเร็ว ประเทศที่เคยได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์รายใหญ่ที่สุดจากคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐที่สั่งยกเลิกการใช้มาตรการภาษีฉุกเฉินของเขา
จีน อินเดีย และบราซิล เป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังเผชิญอัตราภาษีนำเข้าสู่สหรัฐที่ลดลง หลังศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ว่า การที่ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรนั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แม้ว่าทรัมป์จะประกาศตามมาภายหลังว่าจะจัดเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 15% แต่ Bloomberg Economics คำนวณว่าอัตราภาษีที่แท้จริงโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 12% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ทรัมป์เปิดตัวมาตรการ Liberation Day เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
สำหรับภูมิภาคเอเชีย นักเศรษฐศาสตร์ของมอร์แกน สแตนลีย์ประเมินว่าอัตราภาษีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจะลดลงเหลือ 17% จากเดิม 20% ขณะที่ภาษีเฉลี่ยต่อสินค้าจากจีนจะลดลงเหลือ 24% จาก 32% อย่างไรก็ดีการผ่อนคลายนี้อาจเป็นเพียงชั่วคราว เนื่องจากรัฐบาลทรัมป์ยังมีแนวโน้มใช้มาตรการภาษีรายอุตสาหกรรมและรายประเทศ เพื่อฟื้นโครงสร้างภาษีของตนขึ้นมาใหม่
นักเศรษฐศาสตร์ของมอร์แกน สแตนลีย์ซึ่งนำโดย เชตัน อาห์ยา ระบุในบทวิเคราะห์ว่า“ระดับความไม่แน่นอนสูงสุดเกี่ยวกับภาษีและความตึงเครียดทางการค้าได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว”
ภาษีใหม่แบบเหมารวมทั่วกระดานยังเท่ากับเป็นการรีเซ็ตสนามแข่งขันให้กับคู่ค้าของสหรัฐ โดยสำหรับจีน ซึ่งก่อนหน้านี้ยังถูกเก็บภาษีเพิ่ม 10% จากประเด็นเฟนทานิล และถูกศาลยกเลิกเช่นกัน ทำให้การส่งออกไปสหรัฐเผชิญอัตราภาษีที่เบาลง ขณะที่ประเทศที่เคยเจรจาได้อัตราต่ำ 10% ภายใต้กรอบ reciprocal tariffs เดิม เช่น สหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย กลับกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐกำลังกดดันให้คู่ค้าอย่างสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นปฏิบัติตามพันธกรณีที่ตกลงไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมพยายามรักษาความต่อเนื่องของข้อตกลงพักรบทางการค้าระยะ 1 ปีกับจีน โดยทรัมป์มีแผนเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในเร็ว ๆ นี้เพื่อพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ขณะที่จีนซึ่งอยู่ระหว่างช่วงวันหยุดยาว ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการต่อคำตัดสินของศาลฎีกา
เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวว่า “เราต้องการให้แน่ใจว่าจีนปฏิบัติตามข้อตกลงในส่วนของตน ซึ่งหมายถึงการซื้อสินค้าที่พวกเขาให้คำมั่นว่าจะซื้อ”
แคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ถูกเก็บภาษีจากประเด็นเฟนทานิลเช่นกัน จะได้รับประโยชน์จากการยกเลิกมาตรการดังกล่าว และหากการยกเว้นภายใต้ความตกลง USMCA ยังมีผลอยู่ ทั้งสองประเทศจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบอย่างมากตามการประเมินของ Bloomberg Economics
ในทางกลับกัน การจัดเก็บภาษีใหม่ 15% ทำให้ประเทศที่เคยได้อัตรา 10% เสียเปรียบลง ขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่น ซึ่งเคยเผชิญอัตรา 15% และถือว่ามีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในอดีต ก็สูญเสียข้อได้เปรียบดังกล่าวไปเช่นกัน
แม้คำตัดสินของศาลจะเพิ่มความไม่แน่นอนรอบใหม่ให้กับนโยบายการค้า แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่า การค้าระหว่างประเทศในช่วงปีที่ผ่านมายังคงมีความแข็งแกร่ง และการเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษีเฉลี่ยโดยรวมค่อนข้างจำกัด ทำให้ผลกระทบระยะสั้นอาจไม่รุนแรงนัก
นักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งรวมถึง เดวิด เมอริเคิล ประเมินว่า การผสมผสานระหว่างคำตัดสินของศาลฎีกาและการใช้ภาษีตามมาตรา 122 จะทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี 2568 เพียงราว 9 จุดเปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่คาดว่าจะเพิ่มมากกว่า 10 จุดเปอร์เซ็นต์
พวกเขาระบุว่าการนำเข้าจากประเทศที่ได้รับการลดภาษีอย่างมีนัยสำคัญมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงหลายเดือนข้างหน้า แต่ผลกระทบต่อ GDP น่าจะถูกชดเชยด้วยการสะสมสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น การบริโภคที่สูงขึ้น การลดการนำเข้าจากประเทศอื่นที่เคยถูกใช้เป็นทางผ่านทางการค้า และการลดลงเพียงเล็กน้อยของการนำเข้าจากประเทศที่ถูกปรับขึ้นภาษี
อ้างอิง : bloomberg.com