โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปิดแผนรัฐบาลไทย สงครามอาหรับ พลิกวิกฤตเป็น ‘โอกาส’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หลังเกิดการสู้รบในตะวันออกกลางตั้งแต่ 28 ก.พ. 2569 ทั่วโลกต่างจับตาปัญหาจะบานปลายกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ เมื่อสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ต่างปฏิบัติการโจมตีแบบไม่มีใครยอมใคร

แน่นอนย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านการขนส่งพลังงาน เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ช่องทางการขนส่งที่สำคัญของโลก เมื่ออิหร่านประกาศกร้าวจะโจมตีเรือทุกลำที่แล่นผ่าน

ซึ่งประเทศไทยก็พึ่งพาการขนส่งนำเข้าน้ำมันจากช่องแคบนี้เช่นกัน วันละ 7-8 แสนบาร์เรล ก่อนวันมาฆบูชา “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุมด่วน 2 วง เพื่อหารือวางมาตรการรับมืออย่างเร่งด่วน

อนุทินสั่งรับมือเอฟเฟ็กต์ทุกมิติ

นายกฯหารือกับทีมไทยแลนด์ สรุปว่า ให้ประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่มีต่อคนไทย และธุรกิจไทยในต่างประเทศทั้งทางตรงทางอ้อม โดยเฉพาะราคาพลังงาน การค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างปกติสุข

โดยยอมรับว่า ต้นทุนค่าขนส่งสินค้า ราคาน้ำมันในตลาดโลก ต้องปรับตัวสูงขึ้น แต่การผลิตน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกยังคงมีสูง ดังนั้น ราคาอาจจะมีผลกระทบ แต่คงไม่มากนัก

เรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ถือว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ การสำรองพลังงานอยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชน หรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก

“ขอให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ทุกฝ่ายพยายามหาทางแก้ไขสถานการณ์ ไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง รัฐบาลจะดำเนินการด้วยความรวดเร็ว”

เน้นเจรจาเพื่อสันติวิธี

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ประเมินสถานการณ์ว่า มีความห่วงใย เพราะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก รวมถึงเศรษฐกิจโลกด้วย ฉะนั้นไทยจะแก้ไขโดยสันติวิธี ใช้การเจรจาทางการทูต เพราะอยากเห็นความสงบของประเทศในภูมิภาค

“นายกฯกำชับเรื่องดูแลความปลอดภัยของคนไทยเป็นหลัก ภาพรวมในตะวันออกกลางมีแรงงานกว่า 1 แสนคน แต่ที่ประสงค์จะกลับไทยมี 40 กว่าคน เบื้องต้นจะใช้เดินทางทางบกมายังชายแดนตุรกี ก่อนนั่งเครื่องบินพาณิชย์กลับไทย”

งัดแผนคุม 5 ด้าน

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.กระทรวงการคลัง ชี้ผลกระทบมี 5 ด้าน คือ 1.พลังงาน สถานการณ์ในตะวันออกกลางโดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ เป็นการส่งออกน้ำมันปริมาน 20% ของทั่วโลก โดยประเมินว่าราคาที่พุ่งสูงจะเป็นแบบระยะสั้นเล็กน้อย 5% จากเดิมคาดว่า 10% จากตลาดที่มีอุปทานส่วนเกินเยอะ

เรื่องนี้กระทรวงพลังงาน เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว อาทิ กองทุนน้ำมันฯที่สามารถดูแลผลกระทบได้ในระยะสั้น และมีน้ำมันสำรองเพียงพอราว 60 วัน และมีเวลาเพียงพอในการหาน้ำมันตลาดใหม่ ๆ ฉะนั้นมั่นใจว่าเรื่องพลังงานจะดูแลไม่ให้กระทบกับประชาชน

2.ด้านการค้าสินค้าและบริการ ส่วนสินค้ามีผลกระทบทางตรงไม่มาก เพราะไทยส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึง 4% นำเข้า 8% ส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน แต่อาจเกิดผลกระทบทางอ้อม เช่น ค่าระวางเรือที่จะกระทบค่าการขนส่ง โดยนายกรัฐมนตรีมอบกระทรวงพาณิชย์ ให้หารือกับภาคเอกชน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับในส่วนนี้

3.การท่องเที่ยว ไทยมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพียง 4% จึงมองว่ากระทบในระยะสั้น และจุดนี้อาจเป็นโอกาสในการคว้าโอกาสระยะยาว ด้วยการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาติอื่น ๆ ให้เปลี่ยนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ซึ่งจะเป็นกลยุทธ์ในระยะต่อไป

4.ตลาดทุน เมื่อเกิดสงคราม ทุกคนจะวิ่งไปหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น ทองคำ แต่ผลกระทบไม่มาก และวิ่งเข้าสู่สกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ของไทยขึ้นมา 17% และ ณ วันที่ 2 มีนาคม มีการรายงานว่าหุ้นตกลงไปเล็กน้อยประมาณ 2% ไม่ได้เยอะมาก ถือว่ามีเสถียรภาพมากก่อนบอกว่า “ผมว่าเอาอยู่”

นอกจากนี้ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไทยมี 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ยังรองรับความเสี่ยงในตลาดทุนได้ มั่นใจตลาดทุนไทยยังคงมีเสถียรภาพ

5.ด้านแรงงาน กระทรวงแรงงานได้ประสานกับภาคเอกชน ตามที่นายกฯมอบหมายนโยบายให้วางกลยุทธ์ ติดตามใกล้ชิด โดยร่วมกับเอกชนและทุกหน่วยงาน รับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้เราสามารถคว้าโอกาสจากวิกฤตให้เป็นโอกาส ทั้งการลงทุน การท่องเที่ยว การแพทย์และอาหาร พร้อมวางตัวเป็นกลาง เพื่อแสวงหาโอกาสในเชิงเศรษฐกิจ

ส่วนสถานการณ์เงินเฟ้อ ไทยโชคดีไม่มีปัญหาเงินเฟ้อเหมือนประเทศอื่น ๆ จึงมองว่าวันนี้ปัญหาเงินเฟ้อของไทยดูแลกันได้ แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์ เพราะหากสู้รบเกิน 1 เดือน ก็อาจเข้าขั้นวิกฤตได้ เราจึงต้องหามาตรการอื่น ๆ เตรียมรองรับไว้ด้วย

“สถานการณ์นี้น่าจะเป็นโอกาสของประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวและการส่งออก”

“วันนี้เสถียรภาพของไทยค่อนข้างเข้มแข็ง รองรับความผันผวนต่าง ๆ ได้ ซึ่งสถานการณ์สงครามทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นสิ่งที่เราพอเห็นภาพอยู่แล้ว เป็นความผันผวนของการเมืองโลก แต่ไทยและภูมิภาคมีจุดแข็งทั้งการท่องเที่ยว การลงทุน ส่วนใหญ่มองเมืองไทยว่า เป็นตลาดที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะเรื่องอาหาร”

พณ.งัด 6 แผนรับมือ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่มีต่อประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่จำกัด เพราะสัดส่วนรายได้ที่เกิดจากการค้าขายทั้งนำเข้าและส่งออกยังมีปริมาณไม่มากนัก

โดย “อิสราเอล” อยู่ที่ร้อยละ 0.2 ของจำนวนการส่งออก “อิหร่าน” อยู่ที่ร้อยละ 0.02 จึงไม่ได้กระทบโดยตรงกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

แต่สิ่งที่ไทยต้องพึงระวังและรัฐบาลต้องมีมาตรการในการเฝ้าระวัง คือ มาตรการในภูมิภาคโดยรวมของตะวันออกกลาง ซึ่งไทยมีตลาดการค้าร่วมกันประมาณ 4-5% แม้จะไม่มาก แต่ก็ต้องระวัง

รวมถึงผลกระทบทางอ้อมที่มีความเกี่ยวข้องกับการขนส่ง โดยเฉพาะยุโรป ที่อาจจะมี “ค่าระวางเรือ” เพิ่มเติมมากขึ้น จากการเดินทางทางเรือต้องอ้อมผ่านในจุดที่มีการสั่งปิดจากเหตุปะทะ

สำหรับการดำเนินมาตรการรับมือในเบื้องต้น กระทรวงพาณิชยจะมี 6 มาตรการใหญ่ ดังนี้

1.การบริหารจัดการราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคในประเทศ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

2.ต้องจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยผลิตสำรอง โดยเฉพาะเรื่องพลังงานที่มาจากตะวันออกกลาง โดยจะต้องทำงานร่วมกับเอกชนในการหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง

3.ตั้งศูนย์เฉพาะกิจ รับข้อเสนอแนะและให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการด้านการค้าและส่งออก สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 1169 ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

4.บริหารจัดการขนส่ง ประสานกับผู้ให้บริการขนส่งทางเรือ

5.ทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีผลกระทบโดยตรงให้ติดตามอย่างใกล้ชิด และรายงานสถานการณ์การค้าเพื่อให้จัดการได้ทันท่วงที และ 6.ช่วยกันวิเคราะห์ผลกระทบอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ร่วมกันกับสภาพัฒน์

สู้รบยืดเยื้อ GDP โต 1.3%

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเมินว่า ผลกระทบการสู้รบในตะวันออกกลาง หากสงครามสิ้นสุดลงได้ภายใน 1 เดือน ตามที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐระบุ จะทำให้ส่งผลต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซน้อย ระยะสั้น ทำให้ราคาน้ำมันอยู่ที่95-105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อาจทำให้จีดีพีไทยโตได้ 1.6% จากฐานเดิมในปี 2568 ที่ 2%

แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด การขนส่งไม่สามารถทำได้ ห่วงโซ่อุปทานโลกจะได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 115-125 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก็อาจทำให้จีดีพีไทยโต 1.3%

นำเข้าน้ำมัน 154 ล้านลิตร/วัน

สำหรับสถานการณ์การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ย้อนหลังปี 2568 (เดือนมกราคม-ธันวาคม) สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานเผยว่า มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 154.85 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567

เฉลี่ยการใช้พลังงานประเทศไทย แต่ละประเภทแบ่งเป็น น้ำมันกลุ่มเบนซิน อยู่ที่ 31.72 ล้านลิตร/วัน, น้ำมันดีเซล เฉลี่ยอยู่ที่ 65.03 ล้านลิตร/วัน, การใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 18.01 ล้าน กก./วัน, การใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.31 ล้าน กก./วัน, ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,006,959 บาร์เรล/วัน และปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 151,390 บาร์เรล/วัน

หนุนพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เสริมว่า ช่วงสั้น ๆ คงไม่มีผลกระทบ แต่ที่น่าสนใจคือ เราควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับต้องการความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ไทยจะไปต่อได้ ไทยเป็นมิตรประเทศ ในหลายอุตสาหกรรมก็ย้ายฐานการผลิตมาไทยมากขึ้น

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย เชื่อว่า เศรษฐีตะวันออกกลางคงหาพื้นที่ปลอดภัย หากมองบวก ไทยมีโอกาสมาก ทั้งส่งออก การผลิต การท่องเที่ยวและบริการ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดแผนรัฐบาลไทย สงครามอาหรับ พลิกวิกฤตเป็น ‘โอกาส’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...