‘นักเศรษฐศาสตร์’ วิเคราะห์วิกฤตอิหร่าน 5 ปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย 3 ฉากทัศน์ สำคัญ
4มี.ค.2569- ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
[วิกฤตอิหร่าน กับ ความเสี่ยง stagflation]
ช่วงนี้หลายคนคงเห็นข่าวการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน แล้วอาจจะสงสัยว่า "ก็แค่ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ" อีกรอบ เหมือนตอน Hamas บุกอิสราเอล สหรัฐโจมตีศูนย์พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน หรือสหรัฐบุกเวเนซูเอล่า ซึ่งต้องบอกว่าแทบไม่มีผลกระทบอะไรต่อเศรษฐกิจโลกเลย
ทำไมรอบนี้โลกถึงน่ากังวลกันนัก ทั้งที่ปกติเหตุการณ์ความไม่สงบในอดีต มักจะกระทบเศรษฐกิจโลกแค่ชั่วคราว
คำตอบคือ: รอบนี้มี "จุดยุทธศาสตร์" มันต่างออกไป
ตราบใดที่สงครามไม่กระทบปริมาณ (supply) และราคาน้ำมัน เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยก็แทบไม่ได้รับผลกระทบ
แต่รอบนี้เป้าหมายและผลกระทบเกิดจากช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเปรียบเสมือนคอขวดสำคัญของพลังงานโลก และส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึงเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทำไมรอบนี้ถึง "น่ากังวลเป็นพิเศษ"? อิหร่านเริ่มดำเนินการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาขู่มาหลายครั้ง ไม่เคยทำได้สำเร็จและไม่เคยทำมาก่อนในระดับนี้ ผลที่ตามมาคือ:
Supply พลังงานโลกหายวับ: น้ำมันดิบและก๊าซ LNG กว่า 1 ใน 5 ของโลก หายไปจากตลาดทันที
และไทยพึ่งพาจุดนี้มหาศาล: เราพึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบนี้สูงถึง 60% และ LNG อีกกว่า 20% ของที่ใช้ในประเทศ
5 ปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตา
นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว ผลกระทบจะลามไปถึงเสาหลักเศรษฐกิจอื่นๆ ของไทยด้วย:
1. ช่องแคบจะปิดนานแค่ไหน?: แม้สหรัฐฯ คงจะต้องพยายามเข้าจัดการ แต่หากยืดเยื้อ ต้นทุนค่าขนส่งและประกันภัยเรือจะพุ่งจนต้นทุนพลังงานแบกไม่ไหว
2. โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมัน: หากการตอบโต้ลามไปทำลายโรงกลั่นท่อส่งน้ำมัน ท่าเรือ หรือแท่นขุดเจาะ จะทำให้ Supply โลกหายไปแบบ "ไม่ชั่วคราว" ตอนนี้ก็เห็นโรงกลั่นซาอุ และท่อส่งน้ำมันกันแล้ว
3. การท่องเที่ยว (โดนเต็มๆ ในระยะสั้น): * ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น: ต้นทุนน้ำมันอากาศยานที่พุ่งสูงจะสะท้อนไปที่ราคาตั๋วทันที
นักท่องเที่ยวหาย: กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่เป็นกลุ่มกำลังซื้อสูงจะไม่สามารถเดินทางมาได้ และบรรยากาศความขัดแย้งทำให้คนทั่วโลกชะลอการเดินทาง
4. การค้าและค่าเดินเรือ: ค่าระวางเรือจะพุ่งสูงขึ้นทันทีจากความเสี่ยงและเส้นทางที่ต้องอ้อมไกลขึ้น กระทบต่อต้นทุนสินค้าส่งออกและนำเข้าของไทย รวมถึงการค้าโลกที่อาจชะลอตัวจากกำลังซื้อที่ลดลง
5. ใครจะมาแทนน้ำมันที่หายไป?: OPEC เพิ่มกำลังการผลิตหลักแสนบาร์เรลต่อวัน ไม่สามารถชดเชย 21 ล้านบาร์เรลต่อวันที่หายไปได้ ความหวังสำคัญคือการระบายน้ำมันสำรอง (SPR) ของสหรัฐฯ
ผลกระทบต่อกระเป๋าเงินคนไทย
ปัญหาสำคัญคือไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาค (6% ของ GDP)
หากน้ำมันสูงกว่ากรณีฐาน 10% และค้างสูงทั้งปี (หวังว่าจะไม่นะครับ) จะฉุด GDP ไทย และดุลการค้าประมาณ 0.5% กระทบต่อค่าเงินได้เลย และเงินเฟ้ออาจจะปรับตัวขึ้น กลายเป็น stagflation shock ที่น่ากังวล ในภาวะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่ดีเลย
และภาระของการคลังของรัฐคงทะยานสูงขึ้น หนี้กองทุนน้ำมัน เราเพิ่งจะบริหารจนหนี้แสนล้านกลับมาเป็นบวกได้ไม่กี่เดือน หากต้องกลับไปอุดหนุนราคาอีกครั้ง หนี้ก้อนโตจะกลับมาทันที
นี่ยังไม่นับค่าไฟ ที่คงตรึงไม่อยู่แน่ ถ้าราคา LNG ขึ้นเยอะๆ
มองไปข้างหน้า: 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) สำคัญ
คงมีฉากทัศน์ทางการเมืองและการทหารเต็มไปหมด ที่ยากเกินกว่าจะวิเคราะห์ แต่ผมคง focus ที่ผลกระทบต่อ supply และราคาน้ำมันเป็นหลัก เพราะเป็นช่องทางสำคัญที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก
- จบเร็ว (Regime Alteration): จบในไม่กี่สัปดาห์ เช่นได้รัฐบาลใหม่ที่ยอมทำตามสหรัฐ ช่องแคบ Hormuz กลับมาเปิดได้ น้ำมันคงพุ่งสั้นๆ แล้วกลับมาที่ $60-$70 (ไทยรอดตัว)
- ยืดเยื้อแต่ไม่รุนแรง: การสู้รบจำกัดวงแต่ช่องแคบปิดบ้างเปิดบ้าง ความเสี่ยงค้างสูง น้ำมันค้างอยู่ที่ $70-$90 (ไทยเหนื่อยหนัก)
- รุนแรงและบานปลาย: สงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ ทำลายโครงสร้างพลังงาน น้ำมันทะลุ $100++ (ปัญหาเศรษฐกิจระดับโลก)
บทสรุป: แม้เราจะหวังให้เรื่องนี้จบเร็ว แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รอบนี้กระทบไทยทั้งราคาพลังงาน การท่องเที่ยว และการค้าต่างประเทศ วางแผนรับมือกันดีๆ ครับ!