“ราคาน้ำมันโลก” ปรับขึ้นทะลุ 1 ดอลลาร์ หลังสงครามตะวันออกกลางกระทบอุปทาน
"ราคาน้ำมันโลก" ปรับขึ้นทะลุ 1 ดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลว่าสงครามในตะวันออกกลางจะกระทบต่อการผลิตและการส่งออกพลังงานของภูมิภาค
วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 08.58 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าราคาน้ำมันโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ดอลลาร์ในวันพุธ (5 มี.ค.) หลังสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านส่งผลกระทบต่อการผลิตพลังงานในตะวันออกกลางและทำให้การส่งออกจากภูมิภาคหยุดชะงัก
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent crude) เพิ่มขึ้น 1.11 ดอลลาร์ หรือ 1.4% อยู่ที่ระดับ 82.53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังปิดตลาดในวันอังคารที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ เวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 79 เซนต์ หรือ 1.1% อยู่ที่ 75.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังปิดที่ระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว
สถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากกองกำลังสหรัฐและอิสราเอลโจมตีเป้าหมายหลายแห่งทั่วอิหร่านเมื่อวันอังคาร ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนการผลิตน้ำมันเกือบ หนึ่งในสามของโลก
ด้านอิรัก ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับสองของกลุ่มโอเปก (OPEC) ได้ลดกำลังการผลิตลงเกือบ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของกำลังผลิตทั้งหมด เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่จัดเก็บและการขาดเส้นทางส่งออก เจ้าหน้าที่เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า หากการส่งออกยังไม่กลับมาดำเนินการได้ อิรักอาจต้องหยุดการผลิตที่เหลือเกือบ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในไม่กี่วันข้างหน้า
ขณะเดียวกันอิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ หนึ่งในห้าของปริมาณการค้าพลังงานโลก ที่ต้องผ่านเส้นทางนี้ ส่งผลให้การเดินเรือในช่องแคบดังกล่าวแทบหยุดชะงักเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน หลังอิหร่านโจมตีเรืออย่างน้อย 5 ลำ
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันไม่ได้ปรับตัวขึ้นรุนแรงมากนัก หลังจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า กองทัพเรือสหรัฐอาจเริ่มปฏิบัติภารกิจ คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากมีความจำเป็น ซึ่งช่วยจำกัดแรงปรับขึ้นของราคาน้ำมันในตลาด
ทรัมป์ยังเปิดเผยว่าได้สั่งการให้ U.S. International Development Finance Corporation จัดทำโครงการประกันความเสี่ยงทางการเมืองและการค้ำประกันทางการเงินสำหรับการค้าทางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย
อย่างไรก็ตามเจ้าของเรือและนักวิเคราะห์หลายรายตั้งคำถามว่า มาตรการคุ้มกันทางทหารและการประกันความเสี่ยงดังกล่าวจะเพียงพอในการฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดหรือไม่
ในขณะเดียวกัน หลายประเทศและบริษัทพลังงานเริ่มมองหา เส้นทางขนส่งและแหล่งพลังงานทางเลือก โดย อินเดียและอินโดนีเซีย ระบุว่ากำลังเร่งหาแหล่งพลังงานอื่น ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันบางแห่งในจีนเริ่มหยุดการผลิตชั่วคราวหรือเลื่อนแผนซ่อมบำรุงให้เร็วขึ้น
แหล่งข่าวยังเปิดเผยว่า ซาอุดีอารามโค (Saudi Aramco) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย กำลังพยายามปรับเส้นทางการส่งออกบางส่วนผ่าน ทะเลแดง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะที่ในสหรัฐ ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังเพิ่มขึ้น 5.6 ล้านบาร์เรล ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามข้อมูลของแหล่งข่าวในตลาดที่อ้างตัวเลขจาก สถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (API) ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.3 ล้านบาร์เรล โดยตัวเลขอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลสหรัฐมีกำหนดประกาศในวันพุธนี้
อ้างอิง : reuters.com