ทรัมป์ เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” นั่งประธานเฟดคนใหม่ แทนพาวเวล ปิดฉากศึกกดดันดอกเบี้ย
ทรัมป์ เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” นั่งประธานเฟดคนใหม่ แทนพาวเวล ปิดฉากศึกกดดันดอกเบี้ย นักลงทุนประเมินดอกเบี้ยปลายทางใกล้ระดับเป็นกลางราว 3%
วันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 10.01 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเมื่อวันศุกร์ เสนอชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ แทน เจอโรม พาวเวล (Jerome Powell) ปิดฉากกระบวนการยืดเยื้อ 5 เดือนที่สร้างความปั่นป่วนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนรอบธนาคารกลาง
การตัดสินใจครั้งนี้เป็นบทสรุปของกระบวนการคัดเลือกที่เริ่มอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว แต่ในความเป็นจริงเริ่มมาก่อนหน้านั้นมาก เพราะทรัมป์เปิดฉากโจมตีเฟดภายใต้การนำของพาวเวลแทบจะทันทีที่พาวเวลรับตำแหน่งในปี 2561
“ผมรู้จักเควินมานานมาก และไม่สงสัยเลยว่าเขาจะถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในประธานเฟดที่ ยอดเยี่ยมที่สุด อาจจะดีที่สุดด้วยซ้ำ” ทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social เพื่อประกาศการคัดเลือก
การเลือกวอร์ช วัย 55 ปี อาจไม่ทำให้ตลาดการเงินสั่นสะเทือนมากนัก เพราะเขามีประสบการณ์ในเฟดมาก่อน และวอลล์สตรีทมองว่าเขาไม่น่าจะทำตามคำสั่งทรัมป์ทุกเรื่องเสมอไป
“เขาได้รับความเคารพและความเชื่อถือจากตลาดการเงิน” เดวิด บาห์นเซน ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ The Bahnsen Group กล่าวในรายการ “Squawk Box” ของ CNBC พร้อมเสริมว่า “ไม่มีใครที่จะได้งานนี้แล้วไม่ต้องลดดอกเบี้ยในระยะสั้นอยู่แล้ว แต่ผมเชื่อว่าในระยะยาวเขาจะเป็นตัวเลือกที่มีความน่าเชื่อถือ” บาห์นเซนกล่าวเสริม
นับตั้งแต่พาวเวลได้รับการรับรองในปี 2561 (ช่วงรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก) ทรัมป์กดดันผู้กำหนดนโยบายอย่างต่อเนื่องให้ลดดอกเบี้ยแรง ๆ แม้เฟดจะลดดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ครั้งในช่วงท้ายปี 2568 ทรัมป์ก็ยังเดินหน้าโจมตีต่อ โดยเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยเพิ่ม และวิจารณ์พาวเวลเรื่องงบประมาณบานปลายจากโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ของเฟดในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
ด้านวอร์ชเอง ในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว ได้เรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนระบอบภายในเฟด “ปัญหาความน่าเชื่อถือนั้นอยู่ที่คนที่กำลังดำรงตำแหน่งในเฟดตอนนี้ ในมุมมองของผม” เขากล่าวในการสัมภาษณ์เดือนกรกฎาคม ซึ่งท่าทีนี้อาจทำให้เขาต้องเผชิญความตึงเครียดกับองค์กรที่การสร้างฉันทามติเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบาย
การเสนอชื่อวอร์ชของทรัมป์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด ช่วงหนึ่งของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในรอบหลายทศวรรษ เงินเฟ้อยังไม่ถูกปราบได้หมด หนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเฟดยังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองโดยตรงอย่างผิดปกติ ต่อวิธีดำเนินนโยบายการเงิน
ล่าสุด กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ออกหมายเรียกพาวเวลเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างดังกล่าว และพาวเวลตอบโต้แบบตรงไปตรงมาที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น โดยระบุว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นข้ออ้างเพื่อกดดันให้เฟดทำตามคำสั่งทรัมป์และผ่อนคลายนโยบายเพิ่ม
ด้วยเหตุนี้ ประเด็นความเป็นอิสระของเฟดซึ่งเป็นฐานความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง จึงไม่ใช่แค่การถกเถียงเชิงวิชาการอีกต่อไป แต่กลายเป็นความกังวลจริงจัง ทรัมป์และเจ้าหน้าที่รัฐบาลบางคนเคยเสนอแนวคิดตั้งแต่การเพิ่มการกำกับดูแลของทำเนียบขาว ไปจนถึงการปรับวิธีตัดสินใจดอกเบี้ย เช่น บังคับให้ประธานเฟดต้องหารือกับประธานาธิบดีก่อนตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย
การเสนอชื่อครั้งนี้ยังปิดฉากการแข่งขันที่ช่วงหนึ่งมีผู้เข้าชิงมากถึง 11 คน ตั้งแต่อดีตและเจ้าหน้าที่เฟดปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ไปจนถึงมืออาชีพจากวอลล์สตรีท โดยกระบวนการสัมภาษณ์นำโดยรัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ก่อนคัดเหลือ 5 คน แล้วเหลือ 4 คน และทรัมป์เพิ่งส่งสัญญาณกับ CNBC เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าได้ข้อสรุปแล้ว
จากนี้ ผู้ได้รับการเสนอชื่อยังต้องเผชิญเส้นทางที่ยากลำบาก
วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน ทอม ทิลลิส (Thom Tillis) ระบุว่า เขาจะขวางการรับรองผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าเฟดทุกคน จนกว่าการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรมจะเสร็จสิ้น และประเด็นไม่ได้มีแค่การเมืองเท่านั้น
แม้ทรัมป์ยืนยันว่าเงินเฟ้อถูกปราบแล้ว แต่ระดับราคายังห่างจากเป้าหมาย 2% ของเฟดพอสมควร ขณะเดียวกันตลาดแรงงานก็ชะลอลง เศรษฐกิจอยู่ในสภาพไม่ปลดคน แต่ก็ไม่รับเพิ่ม ซึ่งเป็นความท้าทายต่อการตัดสินใจนโยบายของเฟดเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินไม่ได้คาดว่าประธานเฟดคนใหม่จะเปลี่ยนนโยบายมากนัก โดยผู้ค้าในตลาดกำหนดราคาไว้ว่า ปีนี้อาจมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มอย่างมากที่สุดเพียง 2 ครั้ง ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลงไปใกล้ 3% ซึ่งผู้กำหนดนโยบายเคยระบุว่าเป็นระดับเป็นกลาง (neutral) ที่ไม่กระตุ้นและไม่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
อีกประเด็นสำคัญคือชะตากรรมของพาวเวล โดยปกติประธานเฟดที่ถูกปลดจากตำแหน่งมักลาออกจากตำแหน่งกรรมการเฟดด้วย แต่ครั้งนี้อาจไม่เป็นเช่นนั้น พาวเวลยังเหลือวาระในฐานะกรรมการเฟดอีก 2 ปี และอาจเลือกอยู่ต่อเพื่อเป็นแนวกันชนต่อความพยายามของทรัมป์ที่จะบั่นทอนความเป็นอิสระของเฟด
ขณะเดียวกัน ศาลสูงสหรัฐฯ กำลังพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับความพยายามของทรัมป์ในการปลดกรรมการเฟด ลิซา คุก (Lisa Cook) ซึ่งอาจเป็นคดีชี้ชะตาว่าประธานาธิบดีมีอำนาจมากแค่ไหนในการปลดสมาชิกคณะกรรมการเฟด
ทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่า กำลังเสนอชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ (Chairman of the Board of Governors of the Federal Reserve System)
ปัจจุบัน เควินดำรงตำแหน่ง Shepard Family Distinguished Visiting Fellow ด้านเศรษฐศาสตร์ที่ Hoover Institution และเป็นอาจารย์ที่ Stanford Graduate School of Business เขาเป็นหุ้นส่วนของ Stanley Druckenmiller ที่ Duquesne Family Office LLC เควินสำเร็จการศึกษา A.B. จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และ J.D. จากคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาทำวิจัยอย่างกว้างขวางในสาขาเศรษฐศาสตร์และการเงิน
เควินเคยจัดทำรายงานอิสระให้กับ ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) โดยเสนอแนวทางปฏิรูปการดำเนินนโยบายการเงินในสหราชอาณาจักร และรัฐสภาได้ยอมรับข้อเสนอแนะในรายงานดังกล่าว
เควิน วอร์ช เป็นผู้ว่าการเฟดที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยได้รับแต่งตั้งเมื่ออายุ 35 ปี และทำหน้าที่เป็นสมาชิก คณะผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ ระหว่างปี 2006–2011 รวมถึงเป็นผู้แทนของเฟดต่อ กลุ่มประเทศ G-20 และเป็นผู้แทนของคณะกรรมการต่อเศรษฐกิจเกิดใหม่และเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในเอเชีย
นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ว่าการฝ่ายบริหาร (Administrative Governor) ดูแลและกำกับการดำเนินงานของคณะกรรมการ บุคลากร และผลการดำเนินงานทางการเงิน ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเข้าสู่คณะกรรมการ (ช่วงปี 2002–2006) เควินเคยเป็น ผู้ช่วยพิเศษประธานาธิบดีด้านนโยบายเศรษฐกิจ และเป็น เลขาธิการบริหาร ของสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว (White House National Economic Council)
ก่อนหน้านั้น เควินเคยทำงานในแผนกควบรวมและซื้อกิจการ (Mergers & Acquisitions) ที่ Morgan Stanley & Co. ในนิวยอร์ก โดยดำรงตำแหน่ง รองประธาน (Vice President) และ ผู้อำนวยการบริหาร (Executive Director)
ผมรู้จักเควินมานานมาก และไม่สงสัยเลยว่าเขาจะถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในประธานเฟดที่ยอดเยี่ยมที่สุด อาจจะดีที่สุดด้วยซ้ำ เหนือสิ่งอื่นใด เขาเป็นคนที่มีแกนกลางมั่นคงและจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง
อ้างอิง : cnbc.com