เส้นทางสู่ความ “เสมอภาค” ในสนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452
เส้นทางสู่ความ “เสมอภาค” ในสนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452 เมื่อรัชกาลที่ 5 ยกหัวเมืองมลายูให้อังกฤษ แลกเอกราชทางการศาล-ทางรถไฟ สยามได้หรือเสีย?
พ.ศ. 2452 (ค.ศ. 1909) ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นศักราชสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสยามกับชาติตะวันตก และเริ่มศักราชใหม่แห่งความ “เสมอภาค” เมื่อสยามกับอังกฤษบรรลุ “สนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452” (Anglo-Siamese Treaty of 1909) ยกหัวเมืองมลายูให้อังกฤษ เพื่อแลกผลประโยชน์หลายอย่าง
โดยเฉพาะการยกเลิก “หนามยอกอก” อย่าง “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต”
หลังจากเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (ISC) กระทรวงการต่างประเทศ จัดเสวนา “สนธิสัญญาสยาม-อังกฤษ พลิกโฉมสยามสู่ความทันสมัย?” และได้รับเสียงชื่นชมอย่างดีจากผู้ร่วมงาน จึงเป็นที่มาของการเสวนา “สนธิสัญญาสยาม-อังกฤษ (ภาคสอง): เส้นทางสู่ความเสมอภาค?” เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร
ภายในงานยังเปิดตัวหนังสือ “The Anglo-Siamese Negotiations 1900-1909” จากวิทยานิพนธ์ของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. แถมสุข นุ่มนนท์ ที่ตีพิมพ์เป็นหนังสือครั้งแรก พร้อมปาฐกถาพิเศษโดย ดร. เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย และประธานกรรมการที่ปรึกษา ISC ซึ่งได้เล่าถึงความพิเศษของวิทยานิพนธ์ที่ไม่เคยพิมพ์เล่มนี้ ซึ่งอัดแน่นไปด้วยข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างไทยกับอังกฤษ
เวทีเสวนายังเต็มไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์ และกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ ผศ. ดร. ปภาวดี ธโนดมเดช จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร. ฐนพงศ์ ลือขจรชัย นักวิชาการอิสระ ผู้เขียนหนังสือ “เสียดินแดนมลายู: ประวัติศาสตร์ชาติฉบับ Plot Twist” (มติชน : 2562) และ ผศ. อัครพงษ์ ค่ำคูณ จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดำเนินรายการโดย ดร. อนุสนธิ์ ชินวรรโณ ผู้อำนวยการ ISC มาร่วมพูดคุยกันถึงบทบาทของสนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452 ว่าเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้สยามไปสู่ความเท่าเทียมกับนานาอารยประเทศอย่างไร
ในงานเสวนา ผศ. ดร. ปภาวดี เริ่มด้วยการสรุปเนื้อหาจากหนังสือ The Anglo-Siamese Negotiations 1900-1909 ของ อ. แถมสุข ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์อังกฤษ-สยาม ตั้งแต่อังกฤษเริ่มแผ่อิทธิพลในเอเชียแข่งขันกับฝรั่งเศส การรับรองอำนาจของสยามเหนือประเทศราช รวมถึงสภาวะลักลั่นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจาก “อนุสัญญาลับ” ที่สยามทำกับอังกฤษ 12 ปี ก่อนสนธิสัญญาปี 1909
อนุสัญญาลับดังกล่าวระบุว่า ดินแดนตั้งแต่เมืองบางสะพาน (ประจวบคีรีขันธ์) จนถึงสุดมลายูเป็นเขตอิทธิพลของอังกฤษ สยามไม่สามารถยกดินแดนส่วนนี้ให้ชาติใดได้ แลกกับการที่อังกฤษรับรองอธิปไตยในดินแดนส่วนนี้ให้สยาม และรับปากว่าจะร่วมต่อต้านชาติอื่นใดที่จะเข้ามายึดครองดินแดนส่วนนี้
ส่วนสาระสำคัญในสนธิสัญญาปี 1909 หรือสนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452 ได้แก่
1) สยามโอนสิทธิ์การปกครอง และอำนาจบังคับบัญชาเหนือกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี (เคดะห์) เปอร์ลิส และเกาะใกล้เคียงให้แก่อังกฤษ โดยอังกฤษจะใช้หนี้สินทั้งหมดที่รัฐเหล่านี้มีต่อสยาม ส่วนดินแดนมลายูที่ยังเป็นของสยาม ได้แก่ มณฑลปัตตานี มณฑลสตูล (ส่วนหนึ่งของไทรบุรี) และตากใบ (ส่วนหนึ่งของกลันตัน)
2) ยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และอนุญาตให้คนในบังคับอังกฤษสามารถมีกรรมสิทธิ์ที่ดินในสยามได้
3) ยกเลิกอนุสัญญาลับปี 1897
4) อังกฤษให้เงินกู้แก่สยามจำนวน 4.63 ล้านปอนด์ ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 เพื่อสร้างทางรถไฟสายใต้
ขณะที่ ดร. ฐนพงศ์ เล่าประเด็นเด่นจากหนังสือ กล่าวว่าคนจำนวนมากจดจำสนธิสัญญาปี 1909 ว่าทำให้สยามเกียรติภูมิ เพราะยอมยกดินแดนมลายูให้อังกฤษ แต่จริง ๆ นั่นคือ “ชัยชนะ” ที่ราชสำนักกรุงเทพฯ ประเมินแล้วว่าคุ้มค่า รัชกาลที่ 5 เองก็ทรงเล็งเห็นว่าสถานะทางการทูตที่สูงขึ้นจากการได้รับการรับรองว่ามีอารยะ และเอกราชทางการศาลจากการยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตนั้น คุ้มกับการยอมสละ “ดินแดนที่ไม่สามารถปกครองได้” ให้อังกฤษ
นักวิชาการอิสระ ผู้เขียนหนังสือ “เสียดินแดนมลายูฯ” ยังอธิบายด้วยว่า อนุสัญญาลับ ค.ศ. 1897 ซึ่งระบุว่าคาบสมุทรมลายูเป็นเขตอิทธิพลของอังฤษ แลกกับการที่อังกฤษรับรองอธิปไตยให้สยามเหนือดินแดนนี้ทำให้เราเหมือน“กึ่งเสียอธิปไตย” แก่อังกฤษ เพราะไม่สามารถทำข้อตกลงใด ๆ กับชาติอื่นได้
อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ ในขณะที่อังกฤษบรรลุความต้องการทุกอย่าง ชนชั้นนำสยามยังมองสนธิสัญญาฉบับนี้ต่างกัน เพราะมุมมองของคนสมัยนั้นก็มีแนวคิดเรื่องอธิปไตย และเอกภาพเหนือดินแดนใต้ปกครองไม่ตรงกัน และความเข้าใจเกี่ยวกับสถานภาพของประเทศราชอย่างหัวเมืองมลายูที่ราชสำนักกรุงเทพฯ มอง กับบรรดาเจ้าประเทศราชเองมองสยามก็ต่างกันด้วย
ด้าน ผศ. อัครพงษ์ ชี้ให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะสนธิสัญญา หรือการเจรจาใด ๆ ล้วนลงเอยด้วยการ “สมประโยชน์” ของทั้งสองฝ่าย และพระราชวิเทโศบายของรัชกาลที่ 5 ก็ชัดเจนมาก คือทำทุกอย่างให้เป็นอารยะ หากลำดับเหตุการณ์ดูแล้วก็จะพบว่า สนธิสัญญาปี 1907 สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (ค.ศ. 1893) นัยหนึ่งจึงเป็นการวางตัวเพื่อเอาตัวรอดโดยที่สยามยังได้ประโยชน์จากข้อตกลงที่เกิดขึ้นอยู่ และยุติความลักลั่นเรื่องเขตแดนไปด้วย
อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า กระบวนการแก้ปัญหาเรื่องความไม่แน่นอนเรื่องเขตแดนนั้น รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำรัสถึงการสละหัวเมืองมลายูคล้ายกันกับที่ยอมเสียดินแดนเสียมราฐ-พระตะบอง (เขมรส่วนใน) ให้ฝรั่งเศส คือ “จำเป็นต้องเสีย” เพื่อแลกกับเงินกู้สร้างทางรถไฟ อันจะเสริมสร้างความมั่นคงให้กับดินแดนภายในที่ยังรักษาไว้ได้อยู่ รวมถึงดินแดนของอดีตประเทศราชบางส่วนที่สยามประสบความสำเร็จในการควบรวม ได้แก่ มณฑลพายัพ (ล้านนา) ดินแดนอีสาน (ล้านช้าง) และปัตตานี
เรื่องนี้ ดร. ฐนพงศ์ กล่าวเสริมอีกด้วยว่า การสร้างทางรถไฟสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วยร่นระยะเวลาส่งกำลังพลไปยังหัวเมือง จากหลายวันหรือหลักสัปดาห์ให้เหลือเพียง 1-2 วัน รถไฟจึงเป็นเรื่องของความมั่นคงเป็นหลัก ส่วนเศรษฐกิจเป็นผลพลอยได้ ซึ่ง ดร. อนุสนธิ์ ได้ให้ทัศนะทิ้งท้ายว่า เราต้องระมัดระวังการใช้ความคิดปัจจุบันไปตัดสินอดีต เพราะการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในอดีตผ่านการใคร่ครวญอย่างดีแล้วจากสถานการณ์ และบริบทแวดล้อมต่าง ๆ ในสมัยนั้น
นอกจากประเด็นข้างต้น ผู้เสวนายังร่วมกันแลกเปลี่ยนประเด็นน่าสนใจอื่น ๆ เช่น ความตั้งใจของสยามที่จะเก็บปัตตานีไว้, สถานะ “ทวิลักษ์” ของสยาม ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ, แนวคิดเรื่องเอกราช อำนาจอธิปไตยในโลกทัศน์ของชนชั้นนำสมัยนั้น
รวมไปถึงการรับรู้ของชาติมหาอำนาจเกี่ยวกับประเทศราชของสยาม ซึ่ง ดร. ฐนพงศ์ เห็นว่า อังกฤษกับฝรั่งเศสติดต่อกับสยามมานาน ย่อมต้องรับรู้ดีว่าการปกครองประเทศราชไม่มีรูปแบบตายตัว และสยามเองก็ดำเนินนโยบายกำกับดินแดนเหล่านั้นอย่างหลวม ๆ ทำให้ชาติมหาอำนาจตะวันตกอาศัยภาวะไร้ระบบระเบียบเช่นนี้แสวงหาผลประโยชน์
ท้ายสุด วิทยากรทั้ง 3 ท่านลงความเห็นตรงกันว่า Anglo-Siamese Treaty of 1909 หรือ สนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452 คือ “ก้าวแรก” ที่ทำให้สถานะของสยามไปสู่ความความเสมอภาคกับชาติตะวันตกยิ่งขึ้น อาจไม่ถึงขั้นทัดเทียมทันที แต่ก็ถือเป็นโดมิโนตัวแรกที่เราเริ่มต้นเดินหน้าแก้ไข ปรับระบบศาล และกฎหมายต่าง ๆ เรื่อยมาจนเป็นที่ยอมรับอย่างสมบูรณ์ในเวลาต่อมา
อ่านเพิ่มเติม :
- ปฏิกิริยาสุลต่านมลายู หลังสยามทำสนธิสัญญาปี 1909 ยกดินแดนให้อังกฤษ
- สนธิสัญญาปี 1909 สยามยกดินแดนมลายูให้อังกฤษเพื่อผลประโยชน์ของสองฝ่าย
- “ทูตอเมริกัน” สมัย ร.4 เผย เจรจากับ “สยาม” ควรพาเรือปืนมาด้วยจะได้ไม่เสียเวลา
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มกราคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เส้นทางสู่ความ “เสมอภาค” ในสนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com