โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เส้นทางสู่ความ “เสมอภาค” ในสนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 ก.พ. เวลา 03.27 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. เวลา 03.20 น.
(ซ้ายไปขวา) ดร. อนุสนธิ์ ชินวรรโณ, ผศ. ดร. ปภาวดี ธโนดมเดช, ดร. ฐนพงศ์ ลือขจรชัย และ ผศ. อัครพงษ์ ค่ำคูณ ในงานเสวนา “สนธิสัญญาสยาม-อังกฤษ (ภาคสอง): เส้นทางสู่ความเสมอภาค?” และการเปิดตัวหนังสือ “The Anglo-Siamese Negotiations 1900-1909”

เส้นทางสู่ความ “เสมอภาค” ในสนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452 เมื่อรัชกาลที่ 5 ยกหัวเมืองมลายูให้อังกฤษ แลกเอกราชทางการศาล-ทางรถไฟ สยามได้หรือเสีย?

พ.ศ. 2452 (ค.ศ. 1909) ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นศักราชสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสยามกับชาติตะวันตก และเริ่มศักราชใหม่แห่งความ “เสมอภาค” เมื่อสยามกับอังกฤษบรรลุ “สนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452” (Anglo-Siamese Treaty of 1909) ยกหัวเมืองมลายูให้อังกฤษ เพื่อแลกผลประโยชน์หลายอย่าง

โดยเฉพาะการยกเลิก “หนามยอกอก” อย่าง “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต”

หลังจากเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (ISC) กระทรวงการต่างประเทศ จัดเสวนา “สนธิสัญญาสยาม-อังกฤษ พลิกโฉมสยามสู่ความทันสมัย?” และได้รับเสียงชื่นชมอย่างดีจากผู้ร่วมงาน จึงเป็นที่มาของการเสวนา “สนธิสัญญาสยาม-อังกฤษ (ภาคสอง): เส้นทางสู่ความเสมอภาค?” เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร

ภายในงานยังเปิดตัวหนังสือ “The Anglo-Siamese Negotiations 1900-1909” จากวิทยานิพนธ์ของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. แถมสุข นุ่มนนท์ ที่ตีพิมพ์เป็นหนังสือครั้งแรก พร้อมปาฐกถาพิเศษโดย ดร. เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย และประธานกรรมการที่ปรึกษา ISC ซึ่งได้เล่าถึงความพิเศษของวิทยานิพนธ์ที่ไม่เคยพิมพ์เล่มนี้ ซึ่งอัดแน่นไปด้วยข้อมูลความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างไทยกับอังกฤษ

เวทีเสวนายังเต็มไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์ และกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ ผศ. ดร. ปภาวดี ธโนดมเดช จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร. ฐนพงศ์ ลือขจรชัย นักวิชาการอิสระ ผู้เขียนหนังสือ “เสียดินแดนมลายู: ประวัติศาสตร์ชาติฉบับ Plot Twist” (มติชน : 2562) และ ผศ. อัครพงษ์ ค่ำคูณ จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดำเนินรายการโดย ดร. อนุสนธิ์ ชินวรรโณ ผู้อำนวยการ ISC มาร่วมพูดคุยกันถึงบทบาทของสนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452 ว่าเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้สยามไปสู่ความเท่าเทียมกับนานาอารยประเทศอย่างไร

ในงานเสวนา ผศ. ดร. ปภาวดี เริ่มด้วยการสรุปเนื้อหาจากหนังสือ The Anglo-Siamese Negotiations 1900-1909 ของ อ. แถมสุข ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์อังกฤษ-สยาม ตั้งแต่อังกฤษเริ่มแผ่อิทธิพลในเอเชียแข่งขันกับฝรั่งเศส การรับรองอำนาจของสยามเหนือประเทศราช รวมถึงสภาวะลักลั่นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจาก “อนุสัญญาลับ” ที่สยามทำกับอังกฤษ 12 ปี ก่อนสนธิสัญญาปี 1909

อนุสัญญาลับดังกล่าวระบุว่า ดินแดนตั้งแต่เมืองบางสะพาน (ประจวบคีรีขันธ์) จนถึงสุดมลายูเป็นเขตอิทธิพลของอังกฤษ สยามไม่สามารถยกดินแดนส่วนนี้ให้ชาติใดได้ แลกกับการที่อังกฤษรับรองอธิปไตยในดินแดนส่วนนี้ให้สยาม และรับปากว่าจะร่วมต่อต้านชาติอื่นใดที่จะเข้ามายึดครองดินแดนส่วนนี้

ส่วนสาระสำคัญในสนธิสัญญาปี 1909 หรือสนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452 ได้แก่

1) สยามโอนสิทธิ์การปกครอง และอำนาจบังคับบัญชาเหนือกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี (เคดะห์) เปอร์ลิส และเกาะใกล้เคียงให้แก่อังกฤษ โดยอังกฤษจะใช้หนี้สินทั้งหมดที่รัฐเหล่านี้มีต่อสยาม ส่วนดินแดนมลายูที่ยังเป็นของสยาม ได้แก่ มณฑลปัตตานี มณฑลสตูล (ส่วนหนึ่งของไทรบุรี) และตากใบ (ส่วนหนึ่งของกลันตัน)

2) ยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และอนุญาตให้คนในบังคับอังกฤษสามารถมีกรรมสิทธิ์ที่ดินในสยามได้

3) ยกเลิกอนุสัญญาลับปี 1897

4) อังกฤษให้เงินกู้แก่สยามจำนวน 4.63 ล้านปอนด์ ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 เพื่อสร้างทางรถไฟสายใต้

ขณะที่ ดร. ฐนพงศ์ เล่าประเด็นเด่นจากหนังสือ กล่าวว่าคนจำนวนมากจดจำสนธิสัญญาปี 1909 ว่าทำให้สยามเกียรติภูมิ เพราะยอมยกดินแดนมลายูให้อังกฤษ แต่จริง ๆ นั่นคือ “ชัยชนะ” ที่ราชสำนักกรุงเทพฯ ประเมินแล้วว่าคุ้มค่า รัชกาลที่ 5 เองก็ทรงเล็งเห็นว่าสถานะทางการทูตที่สูงขึ้นจากการได้รับการรับรองว่ามีอารยะ และเอกราชทางการศาลจากการยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตนั้น คุ้มกับการยอมสละ “ดินแดนที่ไม่สามารถปกครองได้” ให้อังกฤษ

นักวิชาการอิสระ ผู้เขียนหนังสือ “เสียดินแดนมลายูฯ” ยังอธิบายด้วยว่า อนุสัญญาลับ ค.ศ. 1897 ซึ่งระบุว่าคาบสมุทรมลายูเป็นเขตอิทธิพลของอังฤษ แลกกับการที่อังกฤษรับรองอธิปไตยให้สยามเหนือดินแดนนี้ทำให้เราเหมือน“กึ่งเสียอธิปไตย” แก่อังกฤษ เพราะไม่สามารถทำข้อตกลงใด ๆ กับชาติอื่นได้

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ ในขณะที่อังกฤษบรรลุความต้องการทุกอย่าง ชนชั้นนำสยามยังมองสนธิสัญญาฉบับนี้ต่างกัน เพราะมุมมองของคนสมัยนั้นก็มีแนวคิดเรื่องอธิปไตย และเอกภาพเหนือดินแดนใต้ปกครองไม่ตรงกัน และความเข้าใจเกี่ยวกับสถานภาพของประเทศราชอย่างหัวเมืองมลายูที่ราชสำนักกรุงเทพฯ มอง กับบรรดาเจ้าประเทศราชเองมองสยามก็ต่างกันด้วย

ด้าน ผศ. อัครพงษ์ ชี้ให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะสนธิสัญญา หรือการเจรจาใด ๆ ล้วนลงเอยด้วยการ “สมประโยชน์” ของทั้งสองฝ่าย และพระราชวิเทโศบายของรัชกาลที่ 5 ก็ชัดเจนมาก คือทำทุกอย่างให้เป็นอารยะ หากลำดับเหตุการณ์ดูแล้วก็จะพบว่า สนธิสัญญาปี 1907 สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (ค.ศ. 1893) นัยหนึ่งจึงเป็นการวางตัวเพื่อเอาตัวรอดโดยที่สยามยังได้ประโยชน์จากข้อตกลงที่เกิดขึ้นอยู่ และยุติความลักลั่นเรื่องเขตแดนไปด้วย

อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า กระบวนการแก้ปัญหาเรื่องความไม่แน่นอนเรื่องเขตแดนนั้น รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำรัสถึงการสละหัวเมืองมลายูคล้ายกันกับที่ยอมเสียดินแดนเสียมราฐ-พระตะบอง (เขมรส่วนใน) ให้ฝรั่งเศส คือ “จำเป็นต้องเสีย” เพื่อแลกกับเงินกู้สร้างทางรถไฟ อันจะเสริมสร้างความมั่นคงให้กับดินแดนภายในที่ยังรักษาไว้ได้อยู่ รวมถึงดินแดนของอดีตประเทศราชบางส่วนที่สยามประสบความสำเร็จในการควบรวม ได้แก่ มณฑลพายัพ (ล้านนา) ดินแดนอีสาน (ล้านช้าง) และปัตตานี

เรื่องนี้ ดร. ฐนพงศ์ กล่าวเสริมอีกด้วยว่า การสร้างทางรถไฟสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วยร่นระยะเวลาส่งกำลังพลไปยังหัวเมือง จากหลายวันหรือหลักสัปดาห์ให้เหลือเพียง 1-2 วัน รถไฟจึงเป็นเรื่องของความมั่นคงเป็นหลัก ส่วนเศรษฐกิจเป็นผลพลอยได้ ซึ่ง ดร. อนุสนธิ์ ได้ให้ทัศนะทิ้งท้ายว่า เราต้องระมัดระวังการใช้ความคิดปัจจุบันไปตัดสินอดีต เพราะการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในอดีตผ่านการใคร่ครวญอย่างดีแล้วจากสถานการณ์ และบริบทแวดล้อมต่าง ๆ ในสมัยนั้น

นอกจากประเด็นข้างต้น ผู้เสวนายังร่วมกันแลกเปลี่ยนประเด็นน่าสนใจอื่น ๆ เช่น ความตั้งใจของสยามที่จะเก็บปัตตานีไว้, สถานะ “ทวิลักษ์” ของสยาม ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ, แนวคิดเรื่องเอกราช อำนาจอธิปไตยในโลกทัศน์ของชนชั้นนำสมัยนั้น

รวมไปถึงการรับรู้ของชาติมหาอำนาจเกี่ยวกับประเทศราชของสยาม ซึ่ง ดร. ฐนพงศ์ เห็นว่า อังกฤษกับฝรั่งเศสติดต่อกับสยามมานาน ย่อมต้องรับรู้ดีว่าการปกครองประเทศราชไม่มีรูปแบบตายตัว และสยามเองก็ดำเนินนโยบายกำกับดินแดนเหล่านั้นอย่างหลวม ๆ ทำให้ชาติมหาอำนาจตะวันตกอาศัยภาวะไร้ระบบระเบียบเช่นนี้แสวงหาผลประโยชน์

ท้ายสุด วิทยากรทั้ง 3 ท่านลงความเห็นตรงกันว่า Anglo-Siamese Treaty of 1909 หรือ สนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452 คือ “ก้าวแรก” ที่ทำให้สถานะของสยามไปสู่ความความเสมอภาคกับชาติตะวันตกยิ่งขึ้น อาจไม่ถึงขั้นทัดเทียมทันที แต่ก็ถือเป็นโดมิโนตัวแรกที่เราเริ่มต้นเดินหน้าแก้ไข ปรับระบบศาล และกฎหมายต่าง ๆ เรื่อยมาจนเป็นที่ยอมรับอย่างสมบูรณ์ในเวลาต่อมา

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มกราคม 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เส้นทางสู่ความ “เสมอภาค” ในสนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...