พิชัย จิราธิวัฒน์ “เซ็นทรัล ทำ” พัฒนาชุมชนแบบองค์รวม
โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” โครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ของการดำเนินงานอย่างเต็มตัว พร้อมยกระดับทิศทางสู่การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ ผ่านโมเดลการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม หรือ Holistic Shared Value Ecosystem ที่บูรณาการมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร เพื่อสร้างคุณค่าร่วมที่ยั่งยืนในระยะยาวอย่างแท้จริง
พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เปิดเผยถึงที่มาและแนวคิดเบื้องหลังโครงการว่า เซ็นทรัล ทำ ถูกออกแบบมาภายใต้กรอบคิดแบบ CSV หรือ Creating Shared Value ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักในชื่อ Sustainability โดยมีคำขวัญสำคัญคือ “ทำด้วยกัน” และมีหลักการที่วิวัฒน์อย่างต่อเนื่อง นับจากการเปลี่ยนจากการให้ สู่การสอน สู่การเป็นครู และก้าวสู่การเป็นศูนย์เรียนรู้ จนถึงการยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนในที่สุด
สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจาก CSR ทั่วไป คือแนวคิดที่ว่าการช่วยเหลือชุมชนต้องไม่ใช่การควักเงินจ่ายแล้วจบ แต่คือการลงมือทำร่วมกัน สอนให้ชุมชนยืนได้ด้วยขาของตัวเอง
พิชัยเล่าว่าเมื่อครั้งที่เริ่มต้นโครงการด้านการศึกษาในยุครัฐบาลก่อน ได้เห็นว่าเด็กที่พูดภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนได้ยังไม่ทันจบก็มีคนจ้างแล้ว จึงเพิ่มหลักสูตรภาษาและคุณธรรมจริยธรรมเข้าไป พร้อมทั้งปรับวิธีสอนของครูให้ทันสมัย เพราะสังเกตว่าโรงเรียนไทยสอนแบบโบราณจนทั้งเด็กและครูเริ่มเบื่อ โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพในการโค้ชครูด้านวิธีการสอนแนวใหม่
จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จาก 10-20 โรงเรียน ขยายมาสู่โรงเรียนที่เข้มแข็งกว่า 200 แห่ง ครอบคลุมนักเรียนกว่า 60,000 คน พร้อมมอบทุนการศึกษาปีละเกือบ 2,000 ทุน ซึ่งยังไม่รวมทุนที่มาจากพนักงานในกลุ่มเซ็นทรัล
หนึ่งในตัวอย่างที่ฉายให้เห็นภาพเซ็นทรัล ทำ ได้ชัดที่สุด คือกรณีโรงเรียนบ้านตากแดด จังหวัดพังงา โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนไม่ถึง 50 คน และกำลังจะถูกปิด
เมื่อตนลงพื้นที่และพบว่าชุมชนในละแวกนั้นปลูก “ข้าวไร่ดอกข่า” ซึ่งเป็นข้าวเมล็ดกลมมีเอกลักษณ์ เขาตัดสินใจนำข้าวชนิดนี้ไปใช้ใน Spaghetti Factory แทนข้าวนำเข้าจากอิตาลี จนกลายเป็นเมนูขายดี และข้าวไร่ดอกข่าที่เคยขายได้เพียงเล็กน้อย กลายเป็นสินค้าขายดิบขายดีของทั้งตำบล โดยปีล่าสุดขายได้แล้วกว่า 280 กิโลกรัม
ขณะเดียวกัน กระบวนการปลูกข้าวที่ต้องอาศัยพ่อแม่เข้ามาช่วยลูกในโรงเรียน ได้กลายเป็นกลไกธรรมชาติที่ดึงครอบครัวให้กลับมาใกล้ชิดกัน แก้ปัญหาเด็กที่อยู่กับตายายโดยไม่มีพ่อแม่ดูแล สร้างสังคมชุมชนที่เข้มแข็งขึ้นโดยปริยาย
เป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า “การหาของแปลกในจังหวัด ทำให้มันดัง” ด้วยแนวคิด Innovation ที่ไม่ได้ให้ทุกคนปลูกพืชชนิดเดียวกัน แต่มองหาจุดแข็งเฉพาะของแต่ละพื้นที่
ความยั่งยืน 6 มิติที่วัดได้จริง
ตลอดระยะเวลาดำเนินงานเซ็นทรัล ทำ ขับเคลื่อนภายใต้กรอบความยั่งยืน 6 แนวทางหลัก และในปี 2568 ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนความเป็นรูปธรรม ได้แก่ Community, Inclusion, Talent, Circularity, Climate และ Nature คลอบคลุมมิติชุมชน คน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจหมุนเวียน
อาทิ โครงการสนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนรวม 203 แห่ง สร้างงานและสนับสนุนอาชีพให้คนพิการกว่า 1,395 คน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ประชาชนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย ในด้าน Community & Social Contribution สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนรวมกว่า 2,240 ล้านบาท
ด้านสิ่งแวดล้อม โครงการสามารถลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารได้กว่า 27,300 ตัน ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 93,490 ตัน พร้อมเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า 15,000 ไร่
ขณะที่ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1,487 สถานที่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา 259 แห่ง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวมถึง 252,176 เมกะวัตต์ชั่วโมง
นอกจากนี้ จริงใจ Market ที่เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้ามาขายโดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และมีการสนับสนุนด้านบรรจุภัณฑ์และโลจิสติกส์ให้เกษตรกร ปัจจุบันกระจายอยู่ทั่วประเทศ สร้างรายได้คืนสู่ชุมชนปีละหลายร้อยล้านบาท
รวมถึงการจ้างงานคนพิการที่ไม่ใช่แค่ตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด (1:100) แต่เซ็นทรัลจ้างเกือบ 1,000 คน จากที่ต้องจ้าง 700-800 คน โดยมอบงานที่ตรงกับความสามารถ เช่น คนตาบอดพับถุงกระดาษที่บ้าน หรือคนพิการปลูกผักขายใน Tops เพื่อให้รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง
ชัยภูมิ ต้นแบบระบบนิเวศคุณค่าร่วมแบบองค์รวม
ในปี 2569 เซ็นทรัล ทำ วางกลยุทธ์ขับเคลื่อนผ่านโมเดลการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม 8 มิติ ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาการศึกษาและเยาวชน, การพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน, การเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน, การเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างแบรนด์ระดับสากล, การสร้างศูนย์เรียนรู้, การท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน, การมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการจัดการขยะแบบครบวงจรมุ่งสู่ ZERO WASTE
โดยมีวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เป็นพื้นที่ต้นแบบ
“วิสาหกิจชุมชนบ้านเทพพนา” เป็น 1 ใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์เม็กซิโกในประเทศไทย พันธุ์คุณภาพระดับโลกที่มีรสชาติและมาตรฐานการผลิตเป็นที่ยอมรับระดับสากล
ชุมชนได้ปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวทางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ จัดทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อบริหารทรัพยากรน้ำตลอดปี และนำ “เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี” มาใช้ควบคุมโรคพืชในแปลงอะโวคาโด แทนการใช้สารเคมี รวมถึงไบโอชาร์ และเกษตรคาร์บอนต่ำ ตลอดจนต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้และดาราศาสตร์ หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยว
ยกระดับคุณภาพผลผลิตควบคู่กับความมั่นคงทางรายได้ของเกษตรกร จนได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่รับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ปลอดสารสังเคราะห์ 100% ไม่ใช้พืช GMO และเป็นมิตรต่อระบบนิเวศ
หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่การมองการพัฒนาในภาพรวม ไม่แยกส่วน ไม่ทำเฉพาะด้าน เน้นเชื่อมโยงทุกมิติให้เดินหน้าไปพร้อมกัน การพัฒนาชุมชนจึงเป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ใหม่ที่ผสานรายได้-การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน-สิ่งแวดล้อม-คุณภาพชีวิตเข้าไว้ในกรอบเดียวกัน และการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม คือกลไกที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจและความเข้มแข็งของชุมชนเกื้อหนุนกันอย่างยั่งยืน
โมเดลนี้ยังมีศักยภาพในการขยายผลได้ทั้งในระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของชุมชนไทยในระยะยาว ให้พึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงและปรับตัวได้ต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
จากการขับเคลื่อนแนวทางความยั่งยืน 6 ด้านระดับองค์กร สู่โมเดลการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม 8 มิติในระดับพื้นที่ คืออีกก้าวที่ เซ็นทรัล ทำ สานต่อภารกิจเพื่อเติบโตเคียงข้างชุมชนในทุกช่วงเวลา และวางรากฐานการพัฒนาที่ต่อเนื่องและขยายผลได้ สนับสนุนให้ชุมชนไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิชัย จิราธิวัฒน์ “เซ็นทรัล ทำ” พัฒนาชุมชนแบบองค์รวม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net