โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

สิทธิประโยชน์ 3 กองทุน ดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จากการประชุมวิชาการเครือข่ายบริบาลและการลงทะเบียนเบาหวามชนิดที่ 1 และเบาหวานวินิจฉัยก่อนอายุ 30 ปี ประเทศไทย ประจำปี 2569 จัดโดย เครือข่ายบริบาลและการลงทะเบียนเบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานวินิจฉัยก่อนอายุ 30 (T1DDAR CN) สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย ณ ห้องราชเทวี แกรนด์บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ "สิทธิประโยชน์ 3 กองทุน สำหรับเบาหวานชนิดที่ 1 พร้อมแล้ว สถานพยาบาลต้องเตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง"

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า จากข้อมูลปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ราว 21,000 ราย ลงทะเบียนเข้ารับการรักษาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) จำนวน 5,681 ราย ในจำนวนนี้มีการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์ชุดบริการเรียนรู้และฝึกทักษะการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่องเพียง 2,811 ราย และที่เหลืออีกราว 15,000 ราย ยังเข้าไม่ถึงบริการที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงสูงทางสุขภาพ ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยของฐานะและการศึกษาของผู้ปกครองหรือผู้ดูแล มีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ผู้ป่วยที่อยู่ในครอบครัวที่มีความพร้อมจะมีโอกาสเข้าถึงระบบการดูแลที่ดีกว่า

ดังนั้น แนวทางการจัดการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในอนาคต ต้องปรับใช้เทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลและรักษามากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ต้องติดตามค่าน้ำตาลตลอดทั้งวัน ซึ่งแต่เดิมจะต้องใช้วิธีเจาะเลือดปลายนิ้ววันละหลายครั้งที่เป็นปัญหาต่อผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างมาก อาทิ เครื่องตรวจวัดน้ำตาลแบบต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (Continuous Glucose Monitoring: CGM) ที่แสดงผลเรียลไทม์ผ่านมือถือ เป็นต้น ปัจจุบันได้กำหนดเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทองแล้ว และอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนเพื่อช่วยลดภาระและข้อจำกัดด้านทักษะการดูแลของผู้ป่วยและผู้ดูแล

ในการขับเคลื่อนและพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มองว่ายังมีความท้าทายในการบริหารจัดการและการออกแบบระบบบริการ เพื่อให้เทคโนโลยีดังกล่าวเข้าถึงและใช้กับผู้ป่วยได้จริง ซึ่งหากทำได้จะมีความคุ้มค่ามากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับค่ารักษาภาวะแทรกซ้อนในอนาคต และหากต่อรองราคาแล้ว เมื่อคำนวณต้นทุนจริงๆ อาจมีราคาถูกกว่าหรือใกล้เคียงกับวิธีการตรวจวัดค่าน้ำตาลแบบเดิม ขณะนี้ในต่างประเทศก็มีการใช้เทคโนโลยีนี้กันมาก อย่างไรก็ดีขอย้ำว่าในการขับเคลื่อนการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในระบบบัตรทอง สปสช. มีเป้าหมายชัดเจนคือการลดความเหลื่อมล้ำและให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่อยู่ในระดับมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด รวมถึงการใช้เทคโนโลยี

"สิ่งที่ สปสช. จะมุ่งเน้นคือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบบริการ และการปรับปรุงชุดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมทางการแพทย์มาใช้ รวมถึงการสร้างระบบรองรับ ที่ทำให้กับผู้ป่วยเบาหวานทุกชนิดได้เข้าถึงบริการและนวัตกรรมเทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐาน

ทั้งนี้ เชื่อว่า การประชุมฯ ระดมสมองในครั้งนี้ จะเป็นส่วนที่นำไปสู่โอกาสเพื่อทำให้กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1ได้เข้าถึงการดูแลที่มีมาตรฐาน ประสิทธิภาพและมีคุณภาพชีวิตในอนาคต" เลขาธิการ สปสช. กล่าว

นายสิทธิชัย งามเกียรติขจร ผู้อำนวยการกองสวัสดิการรักษาพยาบาล กรมบัญชีกลาง กล่าวว่า การให้บริการสิทธิประโยชน์ที่ต้องใช้เทคโนโลยี เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างยิ่ง นอกจากเรื่องค่าเทคโนโลยีแล้วยังต้องมีค่าบริหารจัดการอย่างเหมาะสมที่เป็นต้นทุนของโรงพยาบาลที่ให้บริการ ซึ่งแต่ละระบบรักษาพยาบาลจะมีการบริหารจัดการและการเบิกจ่ายที่แตกต่างกัน โดยในส่วนของการตรวจวัดค่าน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 แต่เดิมเครื่องตรวจวัดน้ำตาลจะถือเป็นเวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา ถูกจำกัดให้ใช้ได้ในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้กำหนดให้ผู้ป่วยนำใช้ที่บ้านได้แล้ว พร้อมขับเคลื่อนร่วมกับสมาคมวิชาชีพ และ สปสช. นอกจากทำให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ได้รับและนำเครื่องตรวจวัดค่าน้ำตาลไปใช้ที่บ้านได้แล้ว ยังพัฒนาระบบลงทะเบียนผ่าน Line OA เปิดให้ผู้ป่วยเลือกยี่ห้อเครื่องตรวจวัดค่าน้ำตาลที่มีอยู่ในระบบได้โดยสมัครใจ รวมถึงการพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลการเบิกจ่ายผ่านระบบ Clearing House เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

"ขณะนี้กรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างขับเคลื่อนสิทธิประโยชน์ดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ทั้งเครื่องตรวจวัดค่าน้ำตาลพร้อมแผ่นตรวจค่าน้ำตาล (Gluco-Strips) ซึ่งกำหนดรอบเบิกจ่ายทุก 3 เดือนตามที่แพทย์นัดติดตามประมาณ 350 ชิ้นต่อครั้ง ที่สอดคล้องกับการใช้งานจริงของผู้ป่วยและเบิกจ่ายทดแทน โดยคาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้ภายใน 2 เดือน ส่วนการอบรมการให้ความรู้ผู้ป่วยในการดูแลตนเอง ตรงนี้จะอยู่ในค่าบริการทางการแพทย์ที่มีการจ่ายอยู่แล้ว" ผอ.กองสวัสดิการรักษาพยาบาล กล่าว

นายสิทธิชัย กล่าวว่า สำหรับในส่วนเทคโนโลยีเครื่อง CGM นั้น หากมีการต่อรองราคาและจัดซื้อรวม โดยให้ รพ.ราชวิถี เป็นเครือข่ายจัดซื้อรวมแทนทั้งหมดได้ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ถือเป็นโอกาสที่ดีให้กับผู้ป่วยในระบบด้วย ณ ปัจจุบันสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลยังไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้

น.ส.ปิ่นมณี ชำนาญกิจ นักวิชาการแรงงานชำนาญการ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงานฯ บริหารจัดการงบประมาณในรูปแบบเหมาจ่ายรายหัวให้แก่สถานพยาบาลคู่สัญญา โดยจัดสรรงบประมาณส่วนเพิ่ม (Top-up) สำหรับกลุ่มโรคเรื้อรัง 26 โรค ซึ่งรวมถึงโรคเบาหวานในอัตราที่เท่ากัน ซึ่งจากการทำงานร่วมกับสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ อย่างต่อเนื่อง ได้มีแผนในการปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายค่าบริการทางการแพทย์สำหรับโรคเบาหวาน จากเหมาจ่ายเป็นการจ่ายตามรายการบริการ ครอบคลุมทั้ง การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ยาอินซูลิน และแถบตรวจน้ำตาล เป็นต้น ที่เป็นมาตรฐานเดียวกับกรมบัญชีกลาง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำบัญชีรายการและกำหนดราคากลาง ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการแพทย์แล้ว และคาดว่าให้การดูแลได้ในวันที่ 1 ก.ค. นี้

นพ.ปานุวัฒน์ สุธีรยงประเสริฐ อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลชลบุรี เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จำนวนประมาณ 30 ราย พบว่าค่าใช้จ่ายต่อคนต่อเดือนมีความแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ 1,300–5,000 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้อินซูลินและภาวะแทรกซ้อน หากคิดเฉลี่ยที่ 2,500 บาทต่อเดือน จะเท่ากับปีละประมาณ 30,000 บาทต่อราย ครอบคลุมค่าเจาะเลือด เครื่องตรวจน้ำตาล ค่ายา และบริการที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่งบประมาณที่ได้รับจัดสรรปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 14,000 บาทต่อปี โดยส่วนใหญ่ใช้กับค่าแผ่นตรวจน้ำตาล ทำให้ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนต่างอีกประมาณ 15,000–16,000 บาทต่อราย โดยเฉพาะค่าอินซูลินและบริการอื่น ๆ นอกจากนี้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทาง ส่งผลให้โรงพยาบาลจังหวัดต้องรองรับผู้ป่วยที่ถูกส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชน และแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเกินงบประมาณ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยในความดูแลราว 200 ราย

ด้าน พญ.ช่อแก้ว คงการค้า กุมารแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ กล่าวว่า แม้เครื่อง CGM จะถูกบรรจุเป็นสิทธิการรักษาสำหรับเบาหวานชนิดที่ 1 ในระบบบัตรทอง 30 บาทแล้ว อุปสรรคสำคัญคือความจำเป็นในการใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริมอย่างสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ไม่มีสมาร์ทโฟนที่รองรับ อย่างไรก็ดีพบว่าเครื่อง CGM รุ่นใหม่ๆ เริ่มมีราคาที่ย่อมเยาลงและลดข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนลงไปได้บ้างแล้ว ดังนั้นในทางปฏิบัติหากจะผลักดันให้ CGM เป็นมาตรฐานการรักษาหลัก อาจจำเป็นต้องมีการร่างไกด์ไลน์หรือวิธีการดูแลผู้ป่วยรูปแบบใหม่

ขณะที่ พญ.อรสุดา เลิศบรรณพงษ์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะเเพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวเสริมว่า หากอ้างอิงไกด์ไลน์จากต่างประเทศและการใช้งานในโลกความเป็นจริง จะพบว่าเทคโนโลยี CGM เริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างมาก แทบจะเข้ามาแทนที่การตรวจน้ำตาลแบบเดิม ซึ่งในอนาคตหากสามารถจัดการเรื่องงบประมาณและสนับสนุนให้ใช้สมาร์ทโฟนราคาประหยัดควบคู่กันได้ จะถือเป็นข่าวดีอย่างมากต่อระบบสาธารณสุข

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...