โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตาโมเดลฮิต ควบรวม “ท่องเที่ยว-วัฒนธรรม” แล้วให้ “กีฬา” บินเดี่ยว

INN News

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 16.25 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 09.25 น. • INN News

โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินเปรียบเสมือน "ระบบชีวิต" ที่ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับภูมิทัศน์ของโลกในแต่ละยุคสมัย ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย การปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของกระทรวงสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมมาจนถึงปัจจุบัน ทว่าเมื่อบริบทโลกเปลี่ยนผ่านสู่ยุค "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" โครงสร้างเดิมที่เคยทรงประสิทธิภาพอาจถึงเวลาต้องทบทวน

วันนี้ INN News ขอพาไปเจาะลึกปฐมบทการก่อตั้งกระทรวง พลวัตแห่งการควบรวม และบทเรียนจากต่างประเทศ ที่อาจเป็นเข็มทิศกำหนดทิศทางโครงสร้างภาครัฐของไทยในอนาคตต่อไป

ย้อนรอยปี 2545 : ปฐมบทแห่งการสถาปนากระทรวงใหม่

ก่อนก้าวเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ ระบบราชการไทยเผชิญปัญหาความอุ้ยอ้ายและซ้ำซ้อน รัฐบาลในขณะนั้นจึงผลักดัน "พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545" โดยยึดหลักการรวมกลุ่มงานที่มีความสัมพันธ์กันไว้ด้วยกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างเอกภาพ นำมาสู่การเกิดใหม่ของ 2 กระทรวงสำคัญ ได้แก่

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ได้ถือกำเนิดบนฐานคิดที่มองว่า "การท่องเที่ยว" คือเครื่องยนต์หลักในการหาปรายได้เข้าประเทศ ขณะที่ "การกีฬา" คือเครื่องมือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การรวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันจึงมุ่งหวังให้เกิดการทำงานที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ส่วนกระทรวงวัฒนธรรมนั้น ถูกแยกตัวออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยกระดับงานด้านมรดกทางวัฒนธรรม ศาสนา และศิลปะ ให้เป็นวาระแห่งชาติ หลุดพ้นจากกรอบงานวิชาการ สู่การอนุรักษ์และการประยุกต์ใช้วัฒนธรรมในวิถีชีวิตร่วมสมัย

พลวัตใหม่สู่ยุคควบรวม "ท่องเที่ยว-วัฒนธรรม" และแยก "กีฬา"

ผ่านมากว่าสองทศวรรษ โลกก้าวเข้าสู่ยุคที่วัฒนธรรมถูกแปรสภาพเป็น "ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ" ผ่านแนวคิด ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ขณะที่การกีฬาก็พัฒนากลายเป็นอุตสาหกรรมอาชีพเต็มรูปแบบ ทำให้โครงสร้างแบบเดิมเริ่มเกิดสภาวะ "ผิดฝาผิดตัว" ทำให้ในช่วงปลายปี 2567 ถึงต้นปี 2568 ภาคการเมืองได้ผลักดันข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงอย่างเป็นรูปธรรม

โดยมีแนวคิดในการควบรวมกระทรวง โดยเสนอให้นำงานด้านการท่องเที่ยว ไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม โดยมีตัวอย่างชื่อ เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติที่การท่องเที่ยวไทยพึ่งพาทุนทางวัฒนธรรมเป็นหลัก การรวมศูนย์จะช่วยแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนด้านงบประมาณ และทำให้ห่วงโซ่คุณค่าของการทำซอฟต์พาวเวอร์สมบูรณ์แบบไร้รอยต่อ

และยังมีแนวคิดในการแยกส่วน โดยเสนอให้แยกพอร์ตโฟลิโอด้าน "กีฬา" ออกมาตั้งเป็นกระทรวงอิสระ เพื่อสร้างความคล่องตัวในการบริหาร มุ่งเน้นการพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬา และยกระดับสู่อุตสาหกรรมกีฬาอาชีพอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องถูกดึงงบประมาณไปผูกติดกับการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเพียงอย่างเดียว

ถอดบทเรียนโครงสร้างภาครัฐจากต่างแดน

อย่างไรก็ตาม การออกแบบโครงสร้างกระทรวงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ละประเทศต่างมีโมเดลที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง โดยจีนนั้นเป็นต้นแบบที่ใกล้เคียงกับข้อเสนอของไทยมากที่สุด ซึ่งจีนได้ก่อตั้งกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว (MCT) ในปี 2561 เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานอนุรักษ์กับหน่วยงานท่องเที่ยว และแยกสำนักงานการกีฬาแห่งรัฐ (GASC) เป็นเอกเทศเพื่อมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางการกีฬา

ส่วนเกาหลีใต้นั้นมีโมเดลที่มากกว่าแยกออกเป็น 2 กระทรวง เพราะเกาหลีใต้นั้นจับทั้ง 3 งานมารวมกันในชื่อกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว (MCST) เพื่อเป็นศูนย์บัญชาการผลักดัน Hallyu (Korean Wave) สะท้อนภาพการอัดฉีดทรัพยากรอย่างเป็นระบบจนประสบความสำเร็จระดับโลก

อย่างไรก็ตาม อีกโมเดลที่น่าสนใจคือสหราชอาณาจักร ที่ใช้กระทรวงวัฒนธรรม สื่อ และกีฬา (DCMS) เป็นร่มใหญ่กำหนดทิศทาง แต่กระจายอำนาจและงบประมาณให้องค์กรกึ่งอิสระ (เช่น Arts Council England, VisitBritain) เป็นผู้ขับเคลื่อน เพื่อลดการแทรกแซงทางการเมืองแทน

ส่วนญี่ปุ่นนั้น แยกงานกันโดยให้งานด้านวัฒนธรรมและกีฬาอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ (MEXT) ขณะที่การท่องเที่ยวอยู่กับกระทรวงโครงสร้างพื้นฐาน (MLIT) แต่ใช้การบูรณาการนโยบายข้ามสายงาน และดึงเอกชนมาร่วมขับเคลื่อน

มากกว่าการเปลี่ยนชื่อ คือการปลดล็อกอำนาจ

สุดท้ายแล้ว หากประเทศไทยตัดสินใจรื้อโครงสร้างกระทรวงตามข้อเสนอ สิ่งที่พึงระวังคือ "การทำให้วัฒนธรรมเป็นสินค้ามากเกินไป" จนสูญเสียอัตลักษณ์ นอกจากนี้ การปฏิรูปจะประสบความสำเร็จไม่ได้หากเปลี่ยนแค่ป้ายชื่อกระทรวงในส่วนกลาง

หัวใจสำคัญที่แท้จริงคือการกระจายอำนาจ โดยรัฐต้องลดบทบาทการเป็นผู้เล่นลง และทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก ปลดล็อกกฎหมายที่ซับซ้อน และให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรในพื้นที่ของตน โครงสร้างเชิงสถาบันที่ก้าวหน้า ควบคู่กับกลไกการกระจายอำนาจที่ได้มาตรฐาน จึงจะเป็นคำตอบที่ช่วยให้การบริหารราชการไทยก้าวข้ามความท้าทายในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างสง่างามนั่นเอง

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...