โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตปุ๋ยเคมี: ไฟสงครามตะวันออกกลางเขย่าต้นทุนเกษตรกรไทย บทพิสูจน์การรับมือของภาครัฐ

สยามรัฐ

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 02.08 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 01.00 น.

สถานการณ์ราคาปุ๋ยเคมีในช่วงต้นปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ "ภาวะตึงตัว" อย่างหนัก โดยมีชนวนเหตุสำคัญมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว วิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ แต่กำลังลุกลามกลายเป็นมรสุมเศรษฐกิจที่ซัดเข้าหาภาคเกษตรกรรมทั่วโลก เนื่องจากตะวันออกกลางถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ในการส่งออก“ปุ๋ยไนโตรเจน” รายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะพื้นที่อ่าวเปอร์เซียที่เป็นแหล่งผลิตปุ๋ยยูเรียราว 1 ใน 3 ของความต้องการทั้งหมด เมื่อช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงหลักของปุ๋ยกว่า 25-30% ทั่วโลกเกิดความไม่สงบ ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักลงทันที

แรงกดดันจาก ค่าระวางเรือ (Freight) และเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงภัยสงครามที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 50-140% ประกอบกับราคาต้นทุนพลังงานอย่างก๊าซธรรมชาติในยุโรปที่ทะยานขึ้นกว่า 40% กลายเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ราคายูเรีย (Urea) ในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้นเกือบ 30% ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบชิ่งมายังประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าในเชิงโครงสร้างราคาจากส่วนกลางจะยังพยายามตรึงไว้ แต่ในระดับพื้นที่เริ่มปรากฏสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจน โดยเฉพาะในจังหวัดเกษตรกรรมอย่างขอนแก่น ที่พบว่าราคาปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 ทะลุเพดาน 1,000 บาทต่อกระสอบไปแล้ว จากเดิมที่เคยจำหน่ายในช่วง 800-900 บาท อีกทั้งสินค้าในสต็อกของร้านค้าปลีกบางแห่งเริ่มขาดแคลนจนไม่สามารถหามาจำหน่ายได้ ขณะที่จังหวัดอุตรดิตถ์ มีการติดตามราคาจำหน่ายอย่างใกล้ชิด โดยปุ๋ยสูตร 46-0-0 อยู่ที่ประมาณ 790-825 บาท และสูตร 15-15-15 อยู่ที่ 980-1,010 บาทต่อกระสอบ

ภาพสะท้อนจากพื้นที่เผยให้เห็นการปรับตัวอย่างหนักของเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ ทั้งข้าว ทุเรียน และมันสำปะหลัง ที่ต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 10-15% หลายรายตัดสินใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกด้วยการลดการใช้ปุ๋ยสูตรสูง และหันไปใช้ปุ๋ยสูตรต่ำอย่าง 30-0-0 หรือ 25-0-0 แทนเพื่อประหยัดต้นทุน แม้จะต้องแลกมาด้วยประสิทธิภาพในการบำรุงพืชที่ไม่รวดเร็วเท่าเดิม ขณะที่บางส่วนเริ่มมองหาทางเลือกยั่งยืนอย่างการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในส่วนอื่นมาทดแทนค่าปุ๋ยที่แพงขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าราคาผลผลิตอาจไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่เสียไป

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ยังคงยืนยันถึงความมั่นคงด้านปริมาณ โดยระบุว่าประเทศไทยมีสต็อกปุ๋ยเคมีสำรอง ณ เดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 1.52 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ไปจนถึงเดือนสิงหาคมปีนี้ พร้อมทั้งสั่งกำชับให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศเข้มงวดตรวจสอบการกักตุนและการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินควร หากพบการกระทำผิดจะมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท นอกจากนี้ ภาครัฐยังเตรียมแผนสำรองในการนำเข้าปุ๋ยจากแหล่งผลิตอื่นนอกเขตขัดแย้ง เช่น มาเลเซีย และบรูไน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดิม

วิกฤตปุ๋ยปี 2569 นี้ จึงขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งยังไม่สงบลงภายใน 1 เดือน โครงสร้างราคาปุ๋ยในประเทศอาจต้องปรับตัวตามต้นทุนใหม่ของโลกอย่างยากจะต้านทาน ซึ่งจะเป็นโจทย์ใหญ่ของทั้งภาครัฐและเกษตรกรที่ต้องร่วมกันวางแผนรับมือกับ "ต้นทุนที่มองไม่เห็น" จากไฟสงครามที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร แต่กลับส่งผลสะเทือนถึงท้องนาและไร่สวนของไทยอย่างรุนแรง

***ภาพประกอบสร้างโดย AI***

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...