โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สภาผู้ส่งออกเปิด 3 ทางออกแก้ตู้สินค้าค้าง หลังเรือไทยถูกยิงใกล้ฮอร์มุซ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวถึงสถานการณ์เรือขนส่งสินค้าไทยถูกโจมตีที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ว่าในส่วนผลกระทบที่จะเกิดกับการส่งออกในแถบตะวันออกกลาง ระยะสั้น เชื่อว่า ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากตะวันออกกลางมีสัดส่วน 5% ของการส่งออกของไทยไปทั่วโลก และส่วนใหญ่ยังเป็นความต้องการเรื่องอาหาร เช่น ข้าว พืช เป็นต้น

“สรท. ก็จะต้องมีการประชุมหารือและติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง และ ประสานงานกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด”

นายธนกร กล่าวว่า สำหรับการส่งออกในภาพรวมที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมเริ่มเห็นแล้วถึงความวุ่นวายต่อการส่งออกและขนย้ายสินค้าจากนี้ โดยเฉพาะของสด เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ซึ่งกังวลว่าจะเกิดความเสียหายจากสินค้าเหล่านี้ เนื่องจากมีอายุสั้นและจะเกิดการเน่าเสียได้ง่าย ถือเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการ และสูญเสียรายได้ โดยเป็นประเด็นที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลและออกมาตรการช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ส่งออกที่มีสินค้าอยู่ระหว่างขนส่งในเส้นทางไปยังกลุ่มประเทศภายในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอรมุซ โดยแนวทางออกของปัญหาตู้สินค้าตกค้างกลางทะเลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

1. นำตู้สินค้าไปส่งมอบที่ท่าเรืออื่น โดยการเปลี่ยนท่าเรือปลายทาง เช่น ท่าเรือ Khor Fakkan ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือท่าเรือ Jeddah ในซาอุดิอาระเบีย ทั้งนี้ผู้นำเข้าหรือลูกค้าปลายทางอาจต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีการศุลกากร(ราวตู้ละ 2,000 USD) ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนท่าเรือ(เช่น End of Voyage ราว 600-800 USD) รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าทางบก เป็นต้น

2. นำตู้สินค้าไปพักคอย โดยนำตู้ไปยังกลุ่มท่าเรือ Safe Port / Transshipment Port อื่นๆ เช่น ในอินเดีย โอมาน หรือศรีลังกา เป็นต้น โดยขอให้พิจารณาเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเก็บรักษาตู้ไว้ในท่าเรือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ ความเสี่ยงสินค้าสูญหายหรือเสียหายจากการโจมตี ตลอดจนสถานการณ์คอขวด ความแออัดรุนแรงภายในท่าเรือและภาวะผู้ให้บริการที่จำกัดเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งล้วนอาจทำให้มีต้นทุนที่สูงมากตามมา ตัวอย่างเช่นต้นทุนในท่าเรือเพียงอย่างเดียวก็อาจสูงถึง 5-6 แสนบาทต่อตู้ ในระยะเวลา 1-2 เดือน

3. นำตู้สินค้ากลับไทย โดย สรท. แนะนำว่าควรนำสินค้ากลับมายังประเทศไทย เพื่อเป็นการหยุดต้นทุนที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถควบคุมได้ดังกล่าว

ทั้งนี้ หากมีผู้ประกอบการที่มีประเด็นค่าใช้จ่ายไม่เป็นธรรมที่อาจถูกเรียกเก็บจากผู้ให้บริการหรือสายเรือ สามารถรวบรวมหลักฐานค่าใช้จ่ายดังกล่าวและส่งมายัง สรท. เพื่อให้ สรท. เป็นตัวแทนในการเข้าหารือร่วมกับกรมการค้าภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้เกิดมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกที่เป็นรูปธรรมต่อไป โดยช่องทางอีเมล tnsc@tnsc.com หรือโทร 02-679-7555

อย่างไรก็ตาม สรท.ได้มีการประสานไปยังการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ประกอบการท่าเรือภาคเอกชน ถึงแนวทางช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้านำกลับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...