โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ชี้เป้า “กองทุนอินเดีย” ในไทย ลุ้นรับประโยชน์เศรษฐกิจฟื้นตัวแข็งแกร่ง

Wealthy Thai

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 02.25 น.

ปัจจัยพื้นฐานของอินเดียเริ่มดีขึ้นจากการค้าและภูมิรัฐศาสตร์

ในช่วงต้นปี 2026 ภาพรวมของเศรษฐกิจอินเดียเริ่มได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากมีพัฒนาการเชิงบวกในด้านการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลายประเด็น
โดยล่าสุด อินเดียได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (European Union) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออก และช่วยลดอุปสรรคทางการค้ากับตลาดขนาดใหญ่ของยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์, สิ่งทอ และสินค้าอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน อินเดียยังบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการลดอัตราภาษีนำเข้าลงมาอยู่ที่ราว 18% และการปรับการนำเข้าพลังงาน โดยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งพัฒนาการดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ และส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ตามการรายงานของ Reuters

พัฒนาการข้างต้น มีส่วนทำให้โบรกเกอร์และสถาบันการเงินระดับโลกหลายแห่ง เริ่มแสดงท่าทีเชิงบวกต่อตลาดหุ้นอินเดียในปี 2026

Jefferies ระบุว่า หุ้นอินเดียมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีขึ้นในปี 2026 จากแรงหนุนของกำไรบริษัทจดทะเบียนและกระแสเงินลงทุนภายในประเทศ โดยประเมินว่าดัชนี Nifty 50 มีโอกาสปรับตัวขึ้นจากระดับปัจจุบัน หากปัจจัยพื้นฐานเป็นไปตามคาด
ด้าน Nomura มองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจะช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นอินเดียในระยะกลาง พร้อมคาดการณ์ว่าดัชนีหุ้นหลักของอินเดียมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นภายในปี 2026
ขณะที่ Morgan Stanley ชี้ว่าตลาดหุ้นอินเดียกำลังอยู่ในช่วงที่มี “ปัจจัยเอื้อพร้อมกันหลายด้าน” ทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ, การเติบโตในประเทศ และทิศทางนโยบาย ซึ่งอาจเปิดทางให้เกิดการ re-rating ของตลาดในระยะถัดไป
มุมมองเหล่านี้สะท้อนว่าสำนักวิจัยระดับโลกเริ่มมองอินเดียในเชิงโครงสร้างมากขึ้น หลังจากช่วงก่อนหน้าที่ตลาดเผชิญแรงขายและความกังวลด้านมูลค่า

แล้วนักลงทุนไทยจะเข้าถึงโอกาสจากตลาดอินเดียได้อย่างไร?

เนื่องจากหุ้นอินเดียรายตัวส่วนใหญ่ไม่สามารถซื้อขายโดยตรงผ่านตลาดหลักทรัพย์ไทย นักลงทุนในประเทศไทยจึงต้องอาศัยการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมและตราสารที่จดทะเบียนในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยหลายแห่งเปิดทางให้นักลงทุนเข้าถึงตลาดหุ้นอินเดีย ผ่านกองทุนประเภท feeder fund (กองทุนที่นำเงินไปลงทุนในกองทุนหลักเพียงกองเดียว) หรือ fund of funds (กองทุนที่นำเงินไปลงทุนกระจายในหลายกองทุน)
โดยตัวอย่างกองทุนที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยลงทุนในหุ้นอินเดีย ได้แก่

- กองทุน K-INDIARMF และ K-INDX

ซึ่งบริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด โดย K-INDIARMF เป็นกองทุน RMF ที่ลงทุนผ่านกองทุนหุ้นอินเดียในต่างประเทศ ขณะที่ K-INDX เป็นกองทุนเชิงรับที่ลงทุนผ่าน ETF อ้างอิงดัชนี MSCI India
- กองทุน SCBINDIA

บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นกองทุน feeder fund ที่ลงทุนใน ETF อ้างอิงดัชนีหุ้นอินเดียขนาดใหญ่ (Nifty 50)
- กองทุน KFINDIA และ KFINDIARMF

บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โดยลงทุนผ่านกองทุนหลักที่เน้นหุ้นอินเดียและประเทศในอนุภูมิภาคอินเดีย
- กองทุน KT-INDIA-SSF และ KT-INDIA-A

บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นกองทุนที่ลงทุนผ่านกองทุนหุ้นอินเดียในต่างประเทศ เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว
- กองทุน FP INDIA-A

บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเฟิร์ส พลัส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นกองทุน feeder fund ที่ลงทุนในกองทุนหุ้นอินเดียระดับโลก
นอกจากนี้ นักลงทุนไทยยังสามารถเข้าถึงตลาดหุ้นอินเดียผ่าน Depositary Receipt (DR) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ซึ่งอ้างอิง ETF หุ้นอินเดียในต่างประเทศ และสามารถซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นได้เช่นเดียวกับหุ้นทั่วไป
ทั้งนี้ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ยังไม่มีรายงานจากโบรกเกอร์หรือสถาบันการเงินที่ระบุคำแนะนำ “ซื้อ” กองทุนอินเดียรายตัวอย่างเป็นทางการ การเลือกลงทุนจึงควรพิจารณานโยบายการลงทุน, ระดับความเสี่ยง และกรอบเวลาการลงทุนของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ

สรุป

การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นนักลงทุนในเศรษฐกิจอินเดียในช่วงต้นปี 2026 เกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและนโยบายมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น ทั้งด้านการค้า, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และมุมมองเชิงบวกจากสถาบันการเงินระดับโลก
สำหรับนักลงทุนไทย อินเดียอาจไม่ใช่ตลาดที่เข้าถึงได้โดยตรง แต่สามารถมีส่วนร่วมผ่านกองทุนรวมและตราสารที่จดทะเบียนในประเทศ อย่างไรก็ตาม ความผันผวนยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม และการลงทุนควรอยู่บนพื้นฐานของการกระจายความเสี่ยงและมุมมองระยะกลางถึงยาว มากกว่าการไล่ตามกระแสในระยะสั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...