ชี้เป้า “กองทุนอินเดีย” ในไทย ลุ้นรับประโยชน์เศรษฐกิจฟื้นตัวแข็งแกร่ง
ปัจจัยพื้นฐานของอินเดียเริ่มดีขึ้นจากการค้าและภูมิรัฐศาสตร์
ในช่วงต้นปี 2026 ภาพรวมของเศรษฐกิจอินเดียเริ่มได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากมีพัฒนาการเชิงบวกในด้านการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลายประเด็น
โดยล่าสุด อินเดียได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (European Union) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออก และช่วยลดอุปสรรคทางการค้ากับตลาดขนาดใหญ่ของยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์, สิ่งทอ และสินค้าอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน อินเดียยังบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการลดอัตราภาษีนำเข้าลงมาอยู่ที่ราว 18% และการปรับการนำเข้าพลังงาน โดยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งพัฒนาการดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ และส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ตามการรายงานของ Reuters
พัฒนาการข้างต้น มีส่วนทำให้โบรกเกอร์และสถาบันการเงินระดับโลกหลายแห่ง เริ่มแสดงท่าทีเชิงบวกต่อตลาดหุ้นอินเดียในปี 2026
Jefferies ระบุว่า หุ้นอินเดียมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีขึ้นในปี 2026 จากแรงหนุนของกำไรบริษัทจดทะเบียนและกระแสเงินลงทุนภายในประเทศ โดยประเมินว่าดัชนี Nifty 50 มีโอกาสปรับตัวขึ้นจากระดับปัจจุบัน หากปัจจัยพื้นฐานเป็นไปตามคาด
ด้าน Nomura มองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจะช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นอินเดียในระยะกลาง พร้อมคาดการณ์ว่าดัชนีหุ้นหลักของอินเดียมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นภายในปี 2026
ขณะที่ Morgan Stanley ชี้ว่าตลาดหุ้นอินเดียกำลังอยู่ในช่วงที่มี “ปัจจัยเอื้อพร้อมกันหลายด้าน” ทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ, การเติบโตในประเทศ และทิศทางนโยบาย ซึ่งอาจเปิดทางให้เกิดการ re-rating ของตลาดในระยะถัดไป
มุมมองเหล่านี้สะท้อนว่าสำนักวิจัยระดับโลกเริ่มมองอินเดียในเชิงโครงสร้างมากขึ้น หลังจากช่วงก่อนหน้าที่ตลาดเผชิญแรงขายและความกังวลด้านมูลค่า
แล้วนักลงทุนไทยจะเข้าถึงโอกาสจากตลาดอินเดียได้อย่างไร?
เนื่องจากหุ้นอินเดียรายตัวส่วนใหญ่ไม่สามารถซื้อขายโดยตรงผ่านตลาดหลักทรัพย์ไทย นักลงทุนในประเทศไทยจึงต้องอาศัยการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมและตราสารที่จดทะเบียนในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยหลายแห่งเปิดทางให้นักลงทุนเข้าถึงตลาดหุ้นอินเดีย ผ่านกองทุนประเภท feeder fund (กองทุนที่นำเงินไปลงทุนในกองทุนหลักเพียงกองเดียว) หรือ fund of funds (กองทุนที่นำเงินไปลงทุนกระจายในหลายกองทุน)
โดยตัวอย่างกองทุนที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยลงทุนในหุ้นอินเดีย ได้แก่
- กองทุน K-INDIARMF และ K-INDX
ซึ่งบริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด โดย K-INDIARMF เป็นกองทุน RMF ที่ลงทุนผ่านกองทุนหุ้นอินเดียในต่างประเทศ ขณะที่ K-INDX เป็นกองทุนเชิงรับที่ลงทุนผ่าน ETF อ้างอิงดัชนี MSCI India
- กองทุน SCBINDIA
บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นกองทุน feeder fund ที่ลงทุนใน ETF อ้างอิงดัชนีหุ้นอินเดียขนาดใหญ่ (Nifty 50)
- กองทุน KFINDIA และ KFINDIARMF
บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โดยลงทุนผ่านกองทุนหลักที่เน้นหุ้นอินเดียและประเทศในอนุภูมิภาคอินเดีย
- กองทุน KT-INDIA-SSF และ KT-INDIA-A
บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นกองทุนที่ลงทุนผ่านกองทุนหุ้นอินเดียในต่างประเทศ เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว
- กองทุน FP INDIA-A
บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเฟิร์ส พลัส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นกองทุน feeder fund ที่ลงทุนในกองทุนหุ้นอินเดียระดับโลก
นอกจากนี้ นักลงทุนไทยยังสามารถเข้าถึงตลาดหุ้นอินเดียผ่าน Depositary Receipt (DR) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ซึ่งอ้างอิง ETF หุ้นอินเดียในต่างประเทศ และสามารถซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นได้เช่นเดียวกับหุ้นทั่วไป
ทั้งนี้ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ยังไม่มีรายงานจากโบรกเกอร์หรือสถาบันการเงินที่ระบุคำแนะนำ “ซื้อ” กองทุนอินเดียรายตัวอย่างเป็นทางการ การเลือกลงทุนจึงควรพิจารณานโยบายการลงทุน, ระดับความเสี่ยง และกรอบเวลาการลงทุนของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ
สรุป
การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นนักลงทุนในเศรษฐกิจอินเดียในช่วงต้นปี 2026 เกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและนโยบายมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น ทั้งด้านการค้า, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และมุมมองเชิงบวกจากสถาบันการเงินระดับโลก
สำหรับนักลงทุนไทย อินเดียอาจไม่ใช่ตลาดที่เข้าถึงได้โดยตรง แต่สามารถมีส่วนร่วมผ่านกองทุนรวมและตราสารที่จดทะเบียนในประเทศ อย่างไรก็ตาม ความผันผวนยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม และการลงทุนควรอยู่บนพื้นฐานของการกระจายความเสี่ยงและมุมมองระยะกลางถึงยาว มากกว่าการไล่ตามกระแสในระยะสั้น